๑. เสาร์สนุกลุกนั่งสบาย
“ได้ อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม ก็ทำให้มีแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องดีๆ สักเรื่อง” เมื่อวานเป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่ใครๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะอีกวันก็จะเป็นวันเสาร์ วันแห่งการพักผ่อน บางคนวางแผนไว้ตั้งแต่วันจันทร์ว่าเมื่อถึงวันเสาร์แล้วจะทำอะไรบ้าง แต่สำหรับบางคน วันศุกร์ดูจะเป็นวันที่ทำให้หดหู่ทดท้อเป็นพิเศษเพราะไม่รู้ว่าเมื่อถึงวัน เสาร์แล้วจะมีอะไรดีๆ ทำเหมือนคนอื่นเขาบ้าง
การอยู่ในรั้วสถาบัน การศึกษา ในวันธรรมดาผู้คนจะขวักไขว่ เต็มไปด้วยผู้ที่มาศึกษาหาความรู้ ตกเย็นก็เล่นกีฬากันเป็นกลุ่มๆ หาอาหารกินตามภูมิประเทศ และพักในหอพักภายในสถาบันฯ ทำให้ไม่รู้สึกถึงความเงียบเหงาว่างเปล่า แต่พอถึงวันศุกร์เท่านั้นแหละ สถานศึกษาก็เหมือนป่าคอนกรีตร้างๆ เพราะทุกคนกลับบ้านหมด ทำให้ความเหงามันเพิ่มขึ้นสองต่อ และมันยิ่งเหงาเพิ่มเป็นสามต่อเมื่อเพื่อนในกลุ่มที่เคยไปเหงาด้วยกัน เป็นอันต้องไปมีชีวิตเป็นของตัวเองในวันหยุด นั่นก็คือ เพื่อนมีแฟน คราวนี้เลยเคว้งหนัก เพราะมองไปซ้ายก็โดดเดี่ยว มองไปขวาก็เดียวดาย ship หาย แล้วพรุ่งนี้จะเอาไงกับชีวิตดีเนี่ย! หลังจากที่นั่งน้ำตาซึมด้วยความรู้สึกเหมือนโดนเตะติดข้างฝา มีโชคชะตามานั่งเยอะเย้ย สมน้ำหน้า ดูเหมือนว่าชีวิตที่น่าจะแห้งแล้งก็ไม่สิ้นไร้ซึ่งแสงสว่างมากจนเกินไปนัก เพราะหลังจากกระหน่ำส่งแมจเสจหาเพื่อน “อยากเตะความเหงาให้กระเด็นติดฝาบ้าน” แล้วก็มีสามสี่สายโทฯ เข้ามาให้กำลังใจ บ้างก็ให้คำแนะนำว่าควรทำอะไรในวันเหงาบ้าง
“ซักผ้าสิพี่”
“ไปเที่ยวเล้ย ไปคนเดียวแหละ สนุกดี”
“ต้ม ไข่… ปอกเปลือกแล้วเอามาวางไว้กลางห้อง รอมดมาไต่ ขนไข่เข้ารัง สักพักก็มืดแล้ว มืดแล้วก็ไปอาบน้ำนอน หายเหงา” ความคิดเห็นล่าสุด ดูน่าจะเป็นเรื่องสนุกที่สุด แต่ “การนั่งมองดูความพยายามของคนอื่น คือการบอกตัวเองว่าเรากำลังขี้เกียจ”
สุดท้าย ก็เลือกที่จะซักผ้าแทนการต้มไข่ หรือไปเที่ยว เพราะกว่าจะซักผ้าเสร็จก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม อาบน้ำนอน…
ตื่น เช้าขึ้นมาก็พบว่าความเหงาของเมื่อวานมันหายไปตั้งแต่ตอนซักผ้าแล้ว เช้าของวันเสาร์เลยจัดแจงแปลงเก้าอี้โดเรม่อนให้เป็นที่นั่งอ่านหนังสือซึ่ง ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือเมื่อปลายตุลาที่ผ่านมา หลังจากกวาดบ้าน ล้างจาน ล้างห้องน้ำ รดน้ำต้นไม้ ได้เหงื่อแล้วก็อาบน้ำให้สบายตัว วางตูดลงบนเก้าอี้โดเรม่อน หยิบ “อาจารย์ในร้านคุกกี้” ของนิ้วกลม มาอ่านเป็นเล่มแรก…. เผลอแป๊บเดียวจบเล่ม หยิบ “นกก้อนหิน” ของบินหลาฯ มาอ่านต่อ เวลาผ่านไม่นานเท่าไหร่นัก เปลี่ยนจากอ่านหนังสือมาดูทีวีเปลี่ยนจากดูทีวีไปวาดรูป และพอเบื่อจากวาดรูป ก็ไปรีดเสื้อผ้า ติดกระดุมเครื่องหมาย ขัดคอมแบท กำจัดมด และนอนกลางวัน ซึ่งเวอร์ชั่น “อยู่ติดบ้าน” แบบนี้ไม่ได้เป็นทุกเสาร์ บางเสาร์ไปชอปปิ้ง บางเสาร์ไปโรงเรียนสอนคนตาบอด บางเสาร์ไปนอนกลางวันที่บ้านเพื่อน บางเสาร์ก็ไปเที่ยวต่างจังหวัด
และ ช่วงหนึ่งที่ไม่ได้เป็นแบบนี้คือช่วงที่มีคนรักแต่เมื่อคิดเปรียบเทียบกันดู แล้ว ระหว่างการอยู่บ้านในวันเสาร์แบบโสดๆ กับวันเสาร์ที่ต้องตั้งหน้าตั้งตารอเพื่อเจอหน้าคนรัก ดู “ความสุข” จะเทียบกันไม่ติด….
ดีนะที่ “ไหวตัวทัน” ไม่งั้นก็คงไม่มีวันเสาร์สนุกลุกนั่งสบายเหมือนกับเสาร์นี้ แน่ๆ
๒. Arm time
หลัง จากชั่วโมงที่สองของการเรียนในหลักสูตรตามแนวทางรับราชการของเหล่าทหาร สารบรรณ กับคำถามส่งท้ายของอาจารย์ผู้สอน ในประเด็น “ลักษณะของผู้นำหน่วยที่ดีควรเป็นอย่างไร” นั่นเพราะว่า “ผู้นำ” ในแบบของพลเรือนกับผู้นำในทางทหารนั้นค่อนข้างมีความแตกต่างกันในหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเหมือนกันคือ การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้าใจปัญหาและรู้ว่าต้องแก้ไขมันอย่างไร… เมื่อมองกลับมาถึงตัวเอง ก่อนจะมาเรียนก็เข้าไปแจ้งกับหัวหน้าแผนกซึ่งก็เพิ่งย้ายมาใหม่ได้ราวๆ สี่เดือน หัวหน้าก็ถามว่า มีงานอะไรค้างอยู่บ้างหรือเปล่า ก็ตอบไปว่า
“ไม่ มีงานค้างแต่มีงานที่ต้องทำ (ซึ่งหมายถึง นั่นไม่ใช่งานที่ยังทำไม่เสร็จ แต่เป็นงานที่ยังไม่ได้ลงมือทำ) นั่นคือต้องแจ้งให้หน่วยภายใต้ความรับผิดชอบของเรา ทราบว่า หน่วยต้องทำรายงานประเมินผลภายใน แจ้งมาให้ทางเราทราบภายในเดือนธันวาคม”
และประโยคที่หัวหน้าตอบกลับมาคือ
“ใช่ๆ เราต้องแจ้ง ถ้าไม่แจ้งให้ทราบเขาก็ไม่ทำส่ง พวกนี้พอไม่ทำหนังสือไปก็จะชอบทำนิ่ง” ( แล้วก็บ่นต่อไปอีกยาว )
ซึ่งประโยคที่ได้ยินนั้นผิดจากที่ “คาดหวัง” เอาไว้มาก เพราะนึกว่าจะได้ยินว่า
“มีงานค้างหรือเปล่า และผมต้องทำยังไงต่อไป หรือ มีงานค้างหรือเปล่า ฝากใครเอาไว้หรือยัง”
นั่น จะทำให้รู้สึกว่า เราสามารถ “วาง” สิ่งที่อยู่ในมือนี้ลงไปได้ และตั้งใจเรียนอย่างมีความสุขเพื่อนำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาหน่วยต่อไป
แต่ สิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็นประโยคที่ ไม่รับเอาเรื่องเรื่องนั้นมาเป็นความรับผิดชอบของตน ทั้งที่เป็นเรื่องที่หัวหน้าฯ ต้องรับรู้และจัดการดำเนินการต่อไป ในสถานภาพของการเป็น “หัวหน้า” ซึ่งเป็นคนที่ต้องคอยบริหารจัดการองค์กรให้อยู่รอดปลอดภัยและก้าวไปให้ “ตลอดรอดฝั่ง” หัวหน้า ไม่สามารถเป็นแค่หัวโขนแล้วนั่งเซ็นเอกสารอย่างเดียวเฉยๆ ได้ เพราะรูปแบบการทำงานของทหารคือ ไล่ลงมาเป็นขั้นบันได ถ้าผิดจุดเมื่อไหร่ ก็ไล่ความผิดเรียงตัวมาตั้งแต่หัวหน้า ซึ่งเป็นคนแรกที่ต้องรับมือกับปัญหาต่างๆ หากมีการพิมพ์หนังสือผิด อาจจะใส่เลขประจำหน่วยผิดแค่เพียงเล็กน้อย ถ้าเรื่องขึ้นไปถึงฝ่าย เสธ. แล้วถูกส่งกลับลงมาแก้ไขใหม่ ความผิดไม่ได้ตกที่เสมียนผู้พิมพ์หนังสือ แต่ไปตกอยู่ที่หัวหน้าแผนกผู้เซ็นหนังสือให้หนังสือฉบับนั้นผ่านมือไปถึง ฝ่ายอำนวยการซึ่งอยู่เหนือชั้นขึ้นไปอีก
ดังนั้นความเป็น หัวหน้า หรือ ผู้นำ นอกจากจะต้อง มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้าใจปัญหาและรู้ว่าต้องแก้ไขมันอย่างไรแล้วนั้นยังต้องละเอียดรอบคอบ และเรียนรู้อยู่เสมอ (จากการทำงานมาสี่เดือน ควรต้องรู้แล้วว่าภารกิจใดบ้างที่ต้องปฏิบัติในห้วงใด) ในปฏิทินแผนการปฏิบัติงานประจำปี สมควรที่ต้องศึกษาให้ลึกลงไปอีกว่า ในแต่ละงานต้องปฏิบัติอย่างไร… แม้ไม่ต้องลงมือทำในรายละเอียด แต่สมควรอย่างยิ่งที่ต้องรู้ในรายละเอียด
เมื่อเจอประโยคแบบนี้ของหัวหน้า…. ความผิดหวังเล็กๆ จึงเกิดขึ้นในใจ และถามตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเราต้องอยู่ในสถานะ หัวหน้าบ้าง เราจะเป็นอย่างนี้มั้ย?































