Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

แรงเหวี่ยงของเลขห้า


๑. เสาร์สนุกลุกนั่งสบาย

“ได้ อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม ก็ทำให้มีแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องดีๆ สักเรื่อง” เมื่อวานเป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่ใครๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะอีกวันก็จะเป็นวันเสาร์ วันแห่งการพักผ่อน บางคนวางแผนไว้ตั้งแต่วันจันทร์ว่าเมื่อถึงวันเสาร์แล้วจะทำอะไรบ้าง แต่สำหรับบางคน วันศุกร์ดูจะเป็นวันที่ทำให้หดหู่ทดท้อเป็นพิเศษเพราะไม่รู้ว่าเมื่อถึงวัน เสาร์แล้วจะมีอะไรดีๆ ทำเหมือนคนอื่นเขาบ้าง

การอยู่ในรั้วสถาบัน การศึกษา ในวันธรรมดาผู้คนจะขวักไขว่ เต็มไปด้วยผู้ที่มาศึกษาหาความรู้ ตกเย็นก็เล่นกีฬากันเป็นกลุ่มๆ หาอาหารกินตามภูมิประเทศ และพักในหอพักภายในสถาบันฯ ทำให้ไม่รู้สึกถึงความเงียบเหงาว่างเปล่า แต่พอถึงวันศุกร์เท่านั้นแหละ สถานศึกษาก็เหมือนป่าคอนกรีตร้างๆ เพราะทุกคนกลับบ้านหมด ทำให้ความเหงามันเพิ่มขึ้นสองต่อ และมันยิ่งเหงาเพิ่มเป็นสามต่อเมื่อเพื่อนในกลุ่มที่เคยไปเหงาด้วยกัน เป็นอันต้องไปมีชีวิตเป็นของตัวเองในวันหยุด นั่นก็คือ เพื่อนมีแฟน คราวนี้เลยเคว้งหนัก เพราะมองไปซ้ายก็โดดเดี่ยว มองไปขวาก็เดียวดาย ship หาย แล้วพรุ่งนี้จะเอาไงกับชีวิตดีเนี่ย! หลังจากที่นั่งน้ำตาซึมด้วยความรู้สึกเหมือนโดนเตะติดข้างฝา มีโชคชะตามานั่งเยอะเย้ย สมน้ำหน้า ดูเหมือนว่าชีวิตที่น่าจะแห้งแล้งก็ไม่สิ้นไร้ซึ่งแสงสว่างมากจนเกินไปนัก เพราะหลังจากกระหน่ำส่งแมจเสจหาเพื่อน “อยากเตะความเหงาให้กระเด็นติดฝาบ้าน” แล้วก็มีสามสี่สายโทฯ เข้ามาให้กำลังใจ บ้างก็ให้คำแนะนำว่าควรทำอะไรในวันเหงาบ้าง

“ซักผ้าสิพี่”

“ไปเที่ยวเล้ย ไปคนเดียวแหละ สนุกดี”

“ต้ม ไข่… ปอกเปลือกแล้วเอามาวางไว้กลางห้อง รอมดมาไต่ ขนไข่เข้ารัง สักพักก็มืดแล้ว มืดแล้วก็ไปอาบน้ำนอน หายเหงา” ความคิดเห็นล่าสุด ดูน่าจะเป็นเรื่องสนุกที่สุด แต่ “การนั่งมองดูความพยายามของคนอื่น คือการบอกตัวเองว่าเรากำลังขี้เกียจ”

สุดท้าย ก็เลือกที่จะซักผ้าแทนการต้มไข่ หรือไปเที่ยว เพราะกว่าจะซักผ้าเสร็จก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม อาบน้ำนอน…

ตื่น เช้าขึ้นมาก็พบว่าความเหงาของเมื่อวานมันหายไปตั้งแต่ตอนซักผ้าแล้ว เช้าของวันเสาร์เลยจัดแจงแปลงเก้าอี้โดเรม่อนให้เป็นที่นั่งอ่านหนังสือซึ่ง ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือเมื่อปลายตุลาที่ผ่านมา หลังจากกวาดบ้าน ล้างจาน ล้างห้องน้ำ รดน้ำต้นไม้ ได้เหงื่อแล้วก็อาบน้ำให้สบายตัว วางตูดลงบนเก้าอี้โดเรม่อน หยิบ “อาจารย์ในร้านคุกกี้” ของนิ้วกลม มาอ่านเป็นเล่มแรก…. เผลอแป๊บเดียวจบเล่ม หยิบ “นกก้อนหิน” ของบินหลาฯ มาอ่านต่อ เวลาผ่านไม่นานเท่าไหร่นัก เปลี่ยนจากอ่านหนังสือมาดูทีวีเปลี่ยนจากดูทีวีไปวาดรูป และพอเบื่อจากวาดรูป ก็ไปรีดเสื้อผ้า ติดกระดุมเครื่องหมาย ขัดคอมแบท กำจัดมด และนอนกลางวัน ซึ่งเวอร์ชั่น “อยู่ติดบ้าน” แบบนี้ไม่ได้เป็นทุกเสาร์ บางเสาร์ไปชอปปิ้ง บางเสาร์ไปโรงเรียนสอนคนตาบอด บางเสาร์ไปนอนกลางวันที่บ้านเพื่อน บางเสาร์ก็ไปเที่ยวต่างจังหวัด

และ ช่วงหนึ่งที่ไม่ได้เป็นแบบนี้คือช่วงที่มีคนรักแต่เมื่อคิดเปรียบเทียบกันดู แล้ว ระหว่างการอยู่บ้านในวันเสาร์แบบโสดๆ กับวันเสาร์ที่ต้องตั้งหน้าตั้งตารอเพื่อเจอหน้าคนรัก ดู “ความสุข” จะเทียบกันไม่ติด….

ดีนะที่ “ไหวตัวทัน” ไม่งั้นก็คงไม่มีวันเสาร์สนุกลุกนั่งสบายเหมือนกับเสาร์นี้ แน่ๆ

๒. Arm time

หลัง จากชั่วโมงที่สองของการเรียนในหลักสูตรตามแนวทางรับราชการของเหล่าทหาร สารบรรณ กับคำถามส่งท้ายของอาจารย์ผู้สอน ในประเด็น “ลักษณะของผู้นำหน่วยที่ดีควรเป็นอย่างไร” นั่นเพราะว่า “ผู้นำ” ในแบบของพลเรือนกับผู้นำในทางทหารนั้นค่อนข้างมีความแตกต่างกันในหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเหมือนกันคือ การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้าใจปัญหาและรู้ว่าต้องแก้ไขมันอย่างไร… เมื่อมองกลับมาถึงตัวเอง ก่อนจะมาเรียนก็เข้าไปแจ้งกับหัวหน้าแผนกซึ่งก็เพิ่งย้ายมาใหม่ได้ราวๆ สี่เดือน หัวหน้าก็ถามว่า มีงานอะไรค้างอยู่บ้างหรือเปล่า ก็ตอบไปว่า

“ไม่ มีงานค้างแต่มีงานที่ต้องทำ (ซึ่งหมายถึง นั่นไม่ใช่งานที่ยังทำไม่เสร็จ แต่เป็นงานที่ยังไม่ได้ลงมือทำ) นั่นคือต้องแจ้งให้หน่วยภายใต้ความรับผิดชอบของเรา ทราบว่า หน่วยต้องทำรายงานประเมินผลภายใน แจ้งมาให้ทางเราทราบภายในเดือนธันวาคม”

และประโยคที่หัวหน้าตอบกลับมาคือ

“ใช่ๆ เราต้องแจ้ง ถ้าไม่แจ้งให้ทราบเขาก็ไม่ทำส่ง พวกนี้พอไม่ทำหนังสือไปก็จะชอบทำนิ่ง” ( แล้วก็บ่นต่อไปอีกยาว )

ซึ่งประโยคที่ได้ยินนั้นผิดจากที่ “คาดหวัง” เอาไว้มาก เพราะนึกว่าจะได้ยินว่า

“มีงานค้างหรือเปล่า และผมต้องทำยังไงต่อไป หรือ มีงานค้างหรือเปล่า ฝากใครเอาไว้หรือยัง”

นั่น จะทำให้รู้สึกว่า เราสามารถ “วาง” สิ่งที่อยู่ในมือนี้ลงไปได้ และตั้งใจเรียนอย่างมีความสุขเพื่อนำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาหน่วยต่อไป

แต่ สิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็นประโยคที่ ไม่รับเอาเรื่องเรื่องนั้นมาเป็นความรับผิดชอบของตน ทั้งที่เป็นเรื่องที่หัวหน้าฯ ต้องรับรู้และจัดการดำเนินการต่อไป ในสถานภาพของการเป็น “หัวหน้า” ซึ่งเป็นคนที่ต้องคอยบริหารจัดการองค์กรให้อยู่รอดปลอดภัยและก้าวไปให้ “ตลอดรอดฝั่ง” หัวหน้า ไม่สามารถเป็นแค่หัวโขนแล้วนั่งเซ็นเอกสารอย่างเดียวเฉยๆ ได้ เพราะรูปแบบการทำงานของทหารคือ ไล่ลงมาเป็นขั้นบันได ถ้าผิดจุดเมื่อไหร่ ก็ไล่ความผิดเรียงตัวมาตั้งแต่หัวหน้า ซึ่งเป็นคนแรกที่ต้องรับมือกับปัญหาต่างๆ หากมีการพิมพ์หนังสือผิด อาจจะใส่เลขประจำหน่วยผิดแค่เพียงเล็กน้อย ถ้าเรื่องขึ้นไปถึงฝ่าย เสธ. แล้วถูกส่งกลับลงมาแก้ไขใหม่ ความผิดไม่ได้ตกที่เสมียนผู้พิมพ์หนังสือ แต่ไปตกอยู่ที่หัวหน้าแผนกผู้เซ็นหนังสือให้หนังสือฉบับนั้นผ่านมือไปถึง ฝ่ายอำนวยการซึ่งอยู่เหนือชั้นขึ้นไปอีก

ดังนั้นความเป็น หัวหน้า หรือ ผู้นำ นอกจากจะต้อง มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้าใจปัญหาและรู้ว่าต้องแก้ไขมันอย่างไรแล้วนั้นยังต้องละเอียดรอบคอบ และเรียนรู้อยู่เสมอ (จากการทำงานมาสี่เดือน ควรต้องรู้แล้วว่าภารกิจใดบ้างที่ต้องปฏิบัติในห้วงใด) ในปฏิทินแผนการปฏิบัติงานประจำปี สมควรที่ต้องศึกษาให้ลึกลงไปอีกว่า ในแต่ละงานต้องปฏิบัติอย่างไร… แม้ไม่ต้องลงมือทำในรายละเอียด แต่สมควรอย่างยิ่งที่ต้องรู้ในรายละเอียด

เมื่อเจอประโยคแบบนี้ของหัวหน้า…. ความผิดหวังเล็กๆ จึงเกิดขึ้นในใจ และถามตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเราต้องอยู่ในสถานะ หัวหน้าบ้าง เราจะเป็นอย่างนี้มั้ย?

แบดมินปั่น —

แบดมินปั่น – -

๑.

ไม่กี่วันก่อนซื้อไม้แบดมาใหม่ ยี่ห้อ Gosen ราคาพันกว่าบาท
ทั้งๆ ที่นับครั้งได้ว่าตลอดชีวิต จับไม้แบดอยู่ไม่เกินสิบครั้ง
แต่เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อเป็นเพราะพิจารณาดูแล้วว่า ระหว่าง
จักรยาน TREK ราคาเกือบสองหมื่นกับไม้แบดราคาพันกว่าบาท
คนเงินเดือนน้อยเท่าหอยมด อดบ้างเป็นบางมื้ออย่างเรา
ก็ต้องเลือกอย่างหลัง และด้วยเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือ
การปั่นจักรยานเป็นกีฬาที่เล่นคนเดียว ปั่นคนเดียว สนุกคนเดียว
ขณะที่แบดมินตันจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น เพราะการเล่นเป็นทีม
ชนะเป็นคู่ พลาดก็พลาดด้วยกันทั้งคู่ พ่ายแพ้ก็ก็ยังมีคนอยู่ข้างกัน
แต่ถ้าปั่นจักรยาน ล้มก็เจ็บคนเดียว ไม่มีใครมารู้สึกรู้สาอะไรกับเราด้วย

แต่ปัญหาของนักกีฬามือสมัครเล่น อย่างเรา คือ ฝีมือยังอ่อนหัดมาก
ไม่มีใครอยากเล่นกับคนที่เล่นไม่เป็น… เพราะมันเท่ากับไปเป็นตัวถ่วง
ให้เขารำคาญใจเปล่าๆ นอกจากนั่งดูคนอื่นเล่น จึงวิ่งเก็บลูกข้างสนาม
ไปพลางๆ จนกว่าจะมีใครสักคนเห็นใจ และเรียกไปลงสนามเมื่อขาดคู่
ความรู้สึกของการเป็น “ตัวถ่วง” ทำให้แทบอยากหักไม้แบดทิ้งและ
ทุ่มทุนซื้อจักรยานมาเดี๋ยวนั้น….

แต่เมื่อตรึกตรองดูแล้ว… การเล่นกีฬาก็คงไม่ต่างจากการใช้ชีวิตเท่าไหร่

แบดมินตันสอนให้เรารู้จักการทำงานเป็นทีม
แต่จักรยานสอนให้เรารู้ว่าล้มเองต้องลุกเอง…

๒.

มีเรื่องทำให้รู้สึกขัดเคืองใจมากอยู่เรื่องหนึ่งก่อนกลับบ้าน
ก็เลยเลือกที่จะวิ่งรอบสนามสักรอบเป็นการระบายออกเผื่อว่า
เหนื่อยแล้วความรู้สึกแย่ๆ มันจะได้ลดน้อยลงไปบ้าง
วิ่งไป น้ำตาไหลไป วิ่งเหมือนกับว่าข้างหน้าคือเส้นชัย
คือวิ่งเอาเป็นเอาตาย เหมือนหนีควายที่กำลังไล่ขวิดมายังไงยังงั้น
เพื่อนร่วมงานที่ค่อนข้างสนิทมากคนหนึ่ง กำลังเตะบอลอยู่ในสนาม
ไล่ตามลูกบอลมาข้างสนาม และตะโกนเรียก “เป็นไงวิ่งได้กี่รอบแล้ว”
ในเวลานั้น น้ำตากำลังนองหน้าและอาการ “ไม่อยากยุ่งกับใคร”
กำลังกำเริบเสิบสาน นอกจากจะไม่ตอบคำถามแล้วยังเดินหนีไปอีก
พอเพื่อนเตะบอลเสร็จก็เดินออกมาหา

“ถามทำไมไม่ตอบ เดินหนีเฉยเลย พี่ที่เค้าเตะบอลด้วยกันถามว่า
เอ็งไปว่าอะไรเค้าหรือเปล่า เค้าถึงได้เดินหนีไปอย่างนั้นน่ะ”

เมื่อเจอประโยคนี้ของเพื่อน ก็เลยตอบกลับไปว่า

“สิ่งที่ควรถามน่าจะเป็นความรู้สึกของเรามากกว่า ว่าเราเป็นอะไร
หรือเปล่าถึงได้เดินหนีไป…”

บางครั้งคนเราก็ควรสนใจ “ความรู้สึก” มากกว่าสนใจ “เนื้อหา”
ในสิ่งที่ใครสักคนกำลังแสดงออก หรือพูดออกมา….

เพราะบางทีเรื่องบางเรื่องมันก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่อง
รู้เรื่องไปก็ไม่ได้อะไรช่วยอะไรขึ้นมา
แต่ถ้า “เข้าใจความรู้สึก” แล้ว เรื่องราวต่างๆ
มันก็แค่ส่วนประกอบเท่านั้นเอง

๓.

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปงานหนังสืออีกครั้ง และครั้งนี้สถานภาพเปลี่ยนไป
จากที่เคยเป็นแค่คนซื้อหนังสือเปลี่ยนสถานะมาเป็นคนขายหนังสือบ้าง
จากที่เคยเดินอยู่หน้าร้านเปลี่ยนมายืนในร้านเพื่อช่วยแนะนำหนังสือ
หยิบหนังสือใส่ถุง แถมที่คั่นหนังสือ คิดเงิน และ ขอบคุณพร้อมกับ
บอกผู้ซื้อว่าขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ” เป็นอีกความรู้สึกที่แตกต่าง….

ยิ่งเมื่อคนซื้อหยิบหนังสือที่เราเขียนขึ้นมาเพื่อเปิดดูเนื้อหาข้างใน
และเลือกซื้อติดมือกลับไปเป็นหนึ่งในหนังสือหลายสิบเล่มที่นอนอยู่ในถุง
ถึงแม้ว่าเขาจะเลือกอ่านมันเป็นเล่มสุดท้าย หรือลืมไปนานเป็นเดือน
กว่าจะหยิบมันขึ้นมาอ่าน แต่ก็ยังดี… ที่อย่างน้อยเขาก็ยังอ่านมัน

ผลงานของเราหนึ่งเล่มของสำนักพิมพ์หนึ่ง ไม่มีขายแล้วในงานหนังสือปีนี้
เพราะทางสำนักพิมพ์บอกว่า “หนังสือดีมาก อยากให้คนอื่นได้อ่านกัน
ก็เลยนำมาจัดเป็นของสมนาคุณลูกค้าที่ซื้อหนังสือครบตามราคาที่กำหนด”
แปลเป็นภาษาบ้านๆ คือ “ มันขายไม่ออกก็เลยเอามาแถม”

นักเขียนบางคนอาจจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
บางคนอาจชินชากับเหตุการณ์แบบนี้
และบางคนก็อาจจะรับไม่ได้ บางคนรับได้เพราะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
สำหรับคนเขียนหนังสือเอามากๆ ที่หนังสือจะขายไม่ออก (บ้าง)

และสำหรับเรา… เราบอกได้เพียงอย่างเดียวว่า ในขณะที่เราเขียนเรื่อง
เราทำอย่างเต็มที่ขณะที่เขียน และเมื่อเรื่องนั้นจบ เราวางปากกา
นั่นหมายความว่าหมดหน้าที่ของคำว่า “นักเขียน” แล้ว ที่เหลือ
ก็เป็นหน้าที่ของคนอื่นต่อไป

เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เรายังกังวลว่า
จะขายได้หรือไม่ได้…. ก็เท่ากับว่า
เรายังไม่มั่นใจว่า เราทำทุกอย่างดีพอแล้ว

ภารกิจรักพิทักษ์เธอ

ภารกิจรักพิทักษ์เธอ

ชื่อเรื่อง ภารกิจรักพิทักษ์เธอ
เขียนโดย หญ้าเจ้าชู้
พิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 248 หน้า
สำนักพิมพ์ ไฟน์บุ๊ค
ISBN 978 -611 -7032-08-0
ราคา 185 บาท

 


แอบเอามาเล่าก่อนอ่านในเล่ม

เรื่องราวของศึกชิง “บ้านพักสวัสดิการ” ของสองหนุ่มสาวอาชีพเดียวกัน เมื่อคนหนึ่งยื่นเรื่องขอบ้านพักตั้งแต่เข้ามาทำงานใหม่ๆ ขณะที่อีกคนบ้านไกล มาทำงานสายทุกวัน จนเจ้านายส่ายหน้าและให้สิทธิ์บ้านพักตัดหน้าคนที่ขอก่อน จนเป็นเดือดเป็นร้อนมาทวงสิทธิ์คืน และเมื่อตกลงกันไม่ได้ ก็มีทางเดียวคือ “ต้องอยู่ด้วยกัน” แต่เมื่อเงื่อนไขของบ้านพักสวัสดิการคือ “ต้องเป็นครอบครัว” ทั้งคู่จึงต้องสร้างภาพกันสุดฤทธิ์ เพื่อให้ใครๆ เข้าใจว่าเป็นคู่รักกันจริงๆ ถึงแม้จะไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ เพราะอยู่กันไปก็กัดกันไปกลายเป็นความผูกพันไม่รู้ตัว

และถึงแม้ทั้ง “มิรา” กับ “วาทิต” จะเข้าใจว่าเหตุที่ต้องจับพลัดจับผลู มาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันนี้เป็นเพราะเรื่องบ้านพักสวัสดิการ แต่ทั้งคู่ก็หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเป็นแผนการของหัวหน้าหน่วยระดับสูงที่ต้องการให้คนสำคัญอย่างมิราได้รับการคุ้มครองจากเหล่าผู้ก่อการร้ายที่หวังชิงตัวนักถอดรหัสหน่วยข่าวกรองสากล ซึ่งมีไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือมิรา และไม่มีใครเหมาะสมในการเป็นผู้คุ้มกันครั้งนี้เท่าวาทิตซึ่งได้รับภารกิจนี้มาโดยไม่รู้ตัว เพราะยังเข้าใจว่าหน้าที่ของตัวเองคือตามประกบผู้ต้องสงสัยเพื่อป้องกันการก่อการร้ายข้ามชาติ โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วภารกิจซ้อนคือปกป้องมิราจากการผู้ที่หมายปองนักถอดรหัสที่สามารถอ่านรหัสจากหน่วยข่าวกรองสากลได้

note : ฝากเพื่อนๆ ด้วยนะคะ สำหรับผลงานล่าสุด ที่ค่อนข้างจะใกล้ชีวิตจริงมากที่สุด เล่มนี้ ^^

จากคนอ่าน : กล้ายางสีขาว

++++++++++++++

หากต้องการผลงานเล่มอื่นๆ ของ “หญ้าเจ้าชู้” ก็ตรงไปที่ไฟน์บุ๊คได้เลยนะคะ

รักข้ามรั้ว


ลุ้นสุดฤทธิ์พิชิตรัก

และสำหรับผลงานของ “ดาริกามณี” ก็ติดต่อโดยตรงที่ สนพ.คัมออน ค่ะ

ฝากด้วยนะค้า…..

เรื่องสั้น : บูรพา

เรื่องสั้น : บูรพา

“คนเรา เกิดมาชาติหนึ่ง ได้ทำเพื่ออุดมการณ์สักครั้งก็คุ้มค่านักแล้ว”

ข้อความในหน้ากระดาษใบแรกของสมุดบันทึก ที่บรรจงดึงออกมาและค่อยๆ ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรยปลิวออกจากหน้าต่างรถไฟ จากต้นทางสุดชายแดนปลายด้ามขวานกลับสู่เมืองหลวงแห่งศิวิไลย์ คนนั่งตรงข้ามปรายตามอง หากก็ไม่กล่าวสิ่งใด

นั่นสินะ ไม่ว่าใครก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครในเวลานี้ทั้งนั้น ไม่มีใครสบสายตากับใครหากไม่จำเป็น ทั้งที่ต่างก็อาศัยอยู่บนผืนดินแผ่นเดียวกัน… รถไฟแล่นไกลออกจากต้นทางจนเหลือเพียงเงาจางๆ ให้จารจดเป็นความทรงจำกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กับสถานที่ๆ แม้อยากมา แต่หากไม่มีภารกิจหรือไม่มีธุระจำเป็นอื่นใดก็เลือกที่จะไม่มา ที่ๆ หนังสือพิมพ์ลงข่าวรายวันถึงการทำสงครามกองโจรในพื้นที่ อาชญากรรม วางระเบิด ดักยิง เผาทำลาย หรือแม้กระทั่งโจมตีซึ่งๆ หน้า กระทั่งฆ่าตัดคอ อันเป็นการกระทำที่อมหิตเกินกว่าจะเรียกมนุษย์

“คนเรา เกิดมาชาติหนึ่ง ได้ทำเพื่ออุดมการณ์สักครั้งก็คุ้มค่านักแล้ว”

คำพูดของเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งที่เอ่ยออกมาในวันที่ผมเรียนจบมีดาวดวงแรกประดับบ่า คำพูดที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเลือกลงหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติภารกิจจังหวัดชายแดนแห่งนี้ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นอีกหลายคนมุ่งแสวงหาความก้าวหน้าแห่งยศศักดิ์ด้วยทางเลือกที่แตกต่างไป

ภารกิจของผม หน้าที่หลักคือการปฏิบัติการทางจิตวิทยาและการข่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายวิชาชีพอย่างยิ่งสำหรับเด็กอ่อนหัดอย่างผม หลังจากที่ผ่านการอบรมด้านการวิเคราะห์การก่อการร้าย เพราะแม้จะผ่านการฝึกในหลักสูตรอย่างหนักหน่วง มีเครื่องหมายเสือคาบดาบรับประกัน และปีกร่มติดหน้าอกอย่างภาคภูมิ เคยอยู่ในสถานการณ์จำลองของการก่อการร้าย การรบ การฝึกด้านจิตวิทยาและต่างๆ นาๆ เพื่อที่จะให้เป็น “รั้วของชาติ” โดยสมบูรณ์ แต่ก็ไม่เคยสักครั้งที่จะได้พบประสบการณ์จริง จนกระทั่งได้มาที่นี่ ชีวิตที่ทำให้ผมรู้คุณค่าของคำว่าชีวิต

ครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับบรรยากาศขณะเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ ผมได้พบกับเด็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นอยู่กลางลานกว้างของหมู่บ้าน เมื่อเห็นรถตู้สีขาววิ่งผ่าน พวกเขาพร้อมใจกันวิ่งเข้าหลบหลังต้นไม้ หรือล้มกลิ้งในท่าหมอบ ใช้มือทำเป็นปืนเล็งยิงมาที่รถตู้ ก่อนลุกขึ้นหัวเราะชอบใจ และเหตุการณ์ที่ผมจดจำขึ้นใจมาจนถึงวันนี้ และต่อมาไม่นานนักเมื่อคราวที่หัวหน้าหน่วยระดับสูงท่านหนึ่งถูกกดดันจากกลุ่มชาวบ้านให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ลอบวางระเบิด มีเด็กเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งมาเตะก้นท่านแล้ววิ่งหนีไป นั่นสะท้อนให้เห็นถึงการปลูกฝังค่านิยมบางอย่างของคนบางกลุ่มในชุมชน ผมเริ่มหนักใจกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา

“เนื่องจากงานป้องกันและปราบปรามความไม่สงบเป็นงานระดับล่างที่จะสะท้อนถึงงานยุทธศาสตร์ กลุ่มผู้ก่อการร้ายใช้การทำงานทางยุทธวิธีโดยกำหนดให้มีกลุ่มปฏิบัติการแทรกซึมอยู่ในหมู่บ้าน ดังนั้นเราจึงต้องสร้างบุคลากรยุทธศาสตร์ขึ้นเพื่อยกระดับการชิงไหวพริบทางยุทธวิธีและเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ก่อการร้าย โดยจัดให้มีการฝึกเพิ่มเติมเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและการตัดสินใจได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งในงานปฏิบัติข่าวลับขั้นต้นและฝึกเพิ่มเติมในหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะออกไปปฏิบัติภารกิจจริง”

คำพูดของหัวหน้าหน่วย ตอกย้ำถึงเป้าหมายของการฝึกฝนอย่างหนักก่อนที่ทุกคนจะได้รับคำสั่งให้ลงพื้นที่จริง แววตาของเพื่อนร่วมรุ่นในการฝึกหลักสูตรพิเศษนี้คือแววตาแห่งความเชื่อมั่น แม้จะไม่แน่ใจว่าจะได้พบหน้ากันอีกหรือไม่ก็ตาม… ผมไม่เคยคำนึงถึงชีวิต เพราะเลือกแล้วที่จะพลีชีวิตเพื่อความสงบสุขของประเทศที่เกิดและบ้านเมืองที่เติบโต มันเป็นความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ของคนเล็กๆ อีกหลายคน

“เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว จะตายทั้งทีก็ขอทำประโยชน์ให้ประเทศชาติก่อนสักครั้งเถอะว้า”

ชายหนุ่มที่มีนามเรียกขานว่า “บูรพา” พูดติดตลก ถึงแม้ลึกๆ แล้วเขาเองกรู้ดีว่ามันเป็นเพียงประโยคที่ใช้ปลอบใจตัวเองเท่านั้น เราสองคนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เลือกมาด้วยเหตุผลเดียวกันและเราเป็นบั๊ดดี้ที่ต้องคอยดูแลกันและกันตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติภารกิจที่นี่ และเขานี่เองที่เป็นเจ้าของประโยคที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเลือกมาลงที่นี่

“คนเรา เกิดมาชาติหนึ่ง ได้ทำเพื่ออุดมการณ์สักครั้งก็คุ้มค่านักแล้ว”

หกสัปดาห์ผ่านไปอย่างหวาดผวา แน่นอนว่าผมยังไม่ชินกับการนอนหลับๆ ตื่นๆ และทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าผมมักจะถามตัวเองเสมอว่านี่คือความฝันหรือความจริง ผมยังมีชีวิตอยู่หรือนี่เป็นเพียงแค่วิญญาณที่ล่องลอยใกล้ๆ กับร่างที่ไร้สิ้นลมหายใจแล้วเท่านั้น

“ฮาโหล หม่ามี้เหรอคร้าบ ขอโทษนะครับหม่ามี้ที่โทฯ มาตอนดึกๆ พอดีว่าความคิดถึงมันกระโดดเตะก้านคอลูกน่ะครับ… คร้าบ ลูกก็คิดถึงหม่ามี้นะคร้าบ ต้องวางสายก่อนแล้วนะครับหม่ามี้ สัญญาว่าจะไม่ลืมสวดมนต์ก่อนนอน ฝันดีครับแล้วเจอกัน” บูรพายิ้มให้กับโทรศัพท์ก่อนจะปิดเครื่อง แล้วก้มลงสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนเป็นกิจวัตร ผมเคยแอบยิ้มหลายครั้งที่เขาคุยกับแม่ แม้จะดูเป็นคนขี้เล่นแต่เขาเหมือนเป็นคนละคนในขณะทำงานเพราะบูรพาเป็นคนจริงจัง เอาใจใส่และมุ่งมั่นกับงาน โดยไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อให้ใครเห็น บูรพาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง นั่นรวมถึงผมด้วย

“สายฟ้าสี่หนึ่งเตรียมพร้อม สิบนาทีรวมหน้า บก.”

วิทยุสื่อสารที่ดังเรียกมายังทีมของผม ทำให้พวกเราที่กำลังเคลิ้มหลับต้องรีบดีดตัวออกจากที่นอน ไปทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยภายในสิบนาที

“ห้อยหลวงพ่ออะไรอยู่หรือสิงห์ดำ…อ่ะ อย่าบอกนะว่าห้อยหลวงพ่อรอด”

สิงห์ดำเป็นนามเรียกขานของผมสำหรับภารกิจที่นี่

“ทำไมเหรอ”

“อ้าว ก็ถ้าโดนพวกนั้นยิงคิดว่าใครจะรอด”

“หลวงพ่อ”

“อ๊ะ ถูกต้อง”

บูรพาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แม้จะเป็นวินาทีที่กำลังจะย่างเท้าออกไปเผชิญกับอันตรายที่รออยู่ข้างหน้าแต่บูรพาก็ไม่เคยทำให้ลูกน้องหรือเพื่อนร่วมทีมต้องขวัญเสีย เขาเป็นนักให้กำลังใจที่ดีเยี่ยม และหากเมื่อเทียบกับบูรพาแล้วในเรื่องของกำลังใจ… ผมเทียบชั้นเขาไม่ได้แม้สักนิด

“คนเรา เกิดมาชาติหนึ่ง ได้ทำเพื่ออุดมการณ์สักครั้งก็คุ้มค่านักแล้ว”

ประโยคสุดท้ายของบูรพาที่พูดกับผมขณะที่กระชับเสื้อเกราะเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหันไปตรวจกระสุนในรังเพลิง พร้อมพยักหน้าให้ทุกคนในทีมเตรียมพร้อม เขาเป็นหัวหน้าหมวดลาดตระเวณในเช้านี้ เช้าที่หากเป็นกรุงเทพฯ ก็คงเป็นเวลาที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุข ไม่มีใครอยากตื่นนอนตอนตีสามถ้าไม่จำเป็น แต่เมื่อถูกฝึกให้เคยชินกับการกินนอนไม่เป็นเวลา พวกเราจึงไม่รู้สึกลำบากใจกับการต้องตื่นนอนเพื่อหน้าที่เท่าใดนัก

เราแบ่งออกเป็นสองทีม โดยมีบูรพาเป็นผู้นำทีมที่หนึ่ง และผมเป็นผู้นำทีมที่สองนัดหมายเวลาและสถานที่ก่อนจะแยกย้ายกันออกลาดตระเวณ

ในความเงียบของกลางคืนสิ่งที่ทุกคนต้องพึงตระหนักอยู่เสมอคืออันตรายที่มักจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่สำคัญคือต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลาเผลอแม้สักนิดอาจจะโดนซุ่มยิง เหยียบกับระเบิด หรือถูกลากคอหายเข้าไปในป่า สมาธิและการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี แต่บ่อยครั้งที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตไม่ใช่ของเล่น แต่ต้องมาเดินลาดตระเวณล่อเป้าให้ฝ่ายตรงข้ามซึ่งเชี่ยวชาญพื้นที่มากกว่าจัดการ “เก็บ” พวกเราเมื่อไหร่ก็ได้ ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าเราจะสามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยกำลัง และอาวุธที่มีอยู่ ถึงแม้จะยืนอยู่บนพื้นฐานของการไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยึดมั่นอยู่เสมอคือ หน้าที่อยู่เหนืออื่นใด

แสงแรกของตะวันฉายขึ้นเหนือแนวต้นยาง หลายคนเหนื่อยล้า ทีมของบูรพายังมาไม่ถึงจุดนัดหมายก่อนรวมพลกลับเข้ารายงานตัว แต่ไม่ถึงสิบนาทีลูกน้องของบูรพาสองคนก็เดินปรี่เข้ามารายงานว่าคลาดกันกับบูรพาตรงเชิงเขาท้ายหมู่บ้านเมื่อยี่สิบนาทีก่อน ตอนนี้อีกสามคนในทีมกำลังตามหาตัวบูรพากันอยู่ ผมจึงวิทยุไปยังกองบัญชาการเพื่อรายงานและขอกำลังสนับสนุนในการตามหาตัวบูรพา เราได้กำลังเสริมเพิ่มขึ้น อาวุธป้องกันตัวมากขึ้น สร้างความอุ่นใจยิ่งขึ้นเมื่อหัวหน้าหน่วยได้ลงพื้นที่มาช่วยตามหาด้วยตัวเอง

ภารกิจที่ต้องตามหาคนและยังต้องระแวดระวังรอบๆ ข้างซึ่งอาจถูกลอบยิงได้ทุกเมื่อ เราอยู่ในที่สว่าง ผู้ก่อการร้ายอยู่ในที่มืด แน่นอนว่าหากเผลอเมื่อไหร่เราอาจจะกลายเป็นเหยื่อโดยไม่ทันได้ตั้งตัว สี่ชั่วโมงถัดมาหลังจากที่เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง ผมนั่งลงข้างน้ำตก ขณะที่วักน้ำเพื่อลูบหน้า สิ่งที่ผมเห็นเป็นสิ่งแรกคือ ท่อนขาที่ยังอยู่ในกางเกงลายพราง สวมรองเท้าเรียบร้อย เชือกผูกรองเท้าเกี่ยวติดอยู่กับกิ่งไม้ที่ยืนออกมาในน้ำ ตามมาด้วยศีรษะที่ถูกตัดจากร่างด้วยมีดที่คมกริบ ติดอยู่ในซอกกิ่งไม้ที่หักขวางน้ำตก ผมแทบไม่อยากนึกถึงส่วนที่เหลือ

ผมอยากให้ภาพตรงหน้าเป็นเพียงแค่ฝันร้าย ฝันร้ายที่พอตื่นเช้าขึ้นมาทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิม น้พตาของผมมันไหลออกมาเป็นครั้งแรก

เราเก็บรวบรวม “บูรพา” ขึ้นมาได้ครบ ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีนักข่าว ไม่มีการทำข่าว ทุกอย่างถูกเก็บเงียบเรียบร้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีผู้นำหมู่บ้านและคนของรัฐมาช่วยดูแลอำนวยความสะดวกบางอย่างให้ แต่หลายคนในหมู่บ้านมองมาอย่างเฉยเมย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาอาจจะรู้ หรืออาจจะไม่รู้อะไรเลย ถึงแม้น้ำตกสายนั้นจะไหลผ่านท้ายหมู่บ้าน… ถึงแม้ผู้คนละแวกนั้นจะตื่นขึ้นมาเพื่อกรีดยางตอนตีสอง พวกเขาอาจจะไม่เห็นอะไร ไม่รู้อะไร

ภาพของเด็กเล็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นอยู่กลางลานกว้างของหมู่บ้าน เมื่อเห็นรถตู้สีขาววิ่งผ่าน พวกเขาพร้อมใจกันวิ่งเข้าหลบหลังต้นไม้ หรือล้มกลิ้งในท่าหมอบ ใช้มือทำเป็นปืนเล็งยิงมาที่รถตู้ ก่อนลุกขึ้นหัวเราะชอบใจ ยังปรากฎชัดอยู่ในความทรงจำ…

“คนเรา เกิดมาชาติหนึ่ง ได้ทำเพื่ออุดมการณ์สักครั้งก็คุ้มค่านักแล้ว”ข้อความในหน้ากระดาษใบแรกของสมุดบันทึก ที่บรรจงดึงออกมาและค่อยๆ ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรยปลิวออกจากหน้าต่างรถไฟ จากต้นทางสุดชายแดนปลายด้ามขวานกลับสู่เมืองหลวงแห่งศิวิไลย์…/

แด่ครูแก้ม “ส.ต.ท.หญิง สุภาวดี ตั้งประสมสุข”

ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=link-conner55

Trouble is a friend

Trouble is a friend

ถ้าเมื่อหันไปทางไหนแล้วไม่เจอใครสักคน ก็อาจต้องหันมาหาตัวเอง เมื่อไม่รู้ว่าจะคุยกับใครก็อาจจำเป็นที่ต้องหันมาคุยกับตัวเองแล้วถามตัวเองถึงสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ จากที่เคยบอกตัวเองว่า ต้องเรียงลำดับความสำคัญของ “ความไม่สบายใจ” ที่เกิดขึ้น คิด-แก้ไขในเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสียก่อน

และตอนนี้สิ่งที่ดูเหมือนจะทำให้ไม่สบายใจมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของ “เพื่อน”

เพื่อนร่วมงาน

ตอนนี้มีเพื่อนร่วมงานคนใหม่มารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก เนื่องจากการปรับอัตราขึ้นตามชั้นยศ ทำให้หัวหน้าแผนกคนเดิมต้องถูกลดตำแหน่งลงเนื่องจาก “มีดาวบนบ่าน้อยกว่า” เป็นความรู้สึกระคายใจที่เราไม่อาจยอมรับได้เลยสักที แม้จะอยู่ในระบบนี้มาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม ทั้งที่เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับให้ได้หากตัดสินใจที่จะอยู่ในระบบ “ดาวบนบ่ามาก่อนสติปัญญาและมันสมอง” ระบบที่สอนให้ทำตามคำสั่ง ทำให้ระบบการ “คิดเอง” ด้อยศักยภาพลง

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าคนใหม่อาจจำเป็นต้องใช้เวลาสร้างบารมีพอสมควรในการทำให้คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ศรัทธา จากความรู้สึกที่แท้จริงไม่ใช่มาจากการทำตามคำสั่ง

เพื่อน (ที่อาจจะ) ร่วมชีวิต

ถึงแม้ตอนนี้จะมีคนรัก แต่ก็ใช่จะเป็นคนที่ต้องร่วมใช้ชีวิตไปด้วยกันในความหมายของคำว่าครอบครัว เพราะถึงแม้เราจะพร้อมทุกอย่าง ทั้งอายุ การศึกษา ทั้งหน้าที่การงาน สถานะทางการเงิน แต่ก็ยังมีอย่างอื่นที่เป็นเงื่อนไขให้คำว่า “ครอบครัว” ของเรานั้นยังเป็นแค่ความตั้งใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “เราพร้อมไม่พร้อมกัน” เมื่อเราเป็นคนเอ่ยปากว่า “จะสร้างครอบครัวกับเราหรือเปล่า” คำตอบจึงยังเป็นความเงียบ

ความเงียบที่ยากจะคาดเดาได้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใน แต่ก็พยายามมองในแง่ดีว่า เพราะเราพร้อมแต่เขาไม่พร้อม สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ “รอ”

เพื่อนสนิท

มีหลายคนบอกว่า มีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นแหละที่จะกล้าตดให้เราดม และก็คงมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่เรากล้าพูดคุย เปิดปาก ระบายความรู้สึกที่แท้จริงให้ฟัง และก็คงมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นอีกเช่นกันที่กล้าตักเตือนด้วยถ้อยคำแรงๆ โดยที่ไม่กลัวเราโกรธ แต่สุดท้ายก็คงจะมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่คอยปลอบใจ ให้กำลังใจในเวลาที่เรารู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องก็มีแค่คนบางคนเท่านั้นที่เข้าใจเราดีที่สุด นั่นก็คือเพื่อนสนิท

บางครั้งความไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้เราพูดบางเรื่องที่ไม่ควรพูดกับคนบางคน และสิ่งนั้นก็ย้อนกลับมาเป็นดาบแทงข้างหลัง หลายครั้งกับคนเดิม (จนหลังทะลุ)

สุดท้ายก็มีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่กล้าพูดกับเราว่า “เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ”

เพื่อนร่วมรุ่น

ถ้าให้นับเพื่อนร่วมรุ่น ก็ดูเหมือนว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่มีเพื่อนร่วมรุ่นค่อนข้างเยอะ เพื่อนรุ่นชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยที่มีถึงสองรุ่น พอเข้ามาทำงานในระบบนี้ก็มีเพื่อนรุ่นอีกสามรุ่นทั้งที่เพิ่งทำงานได้ไม่ถึงสองปี นั่นเพราะในองค์กรมีการสนับสนุนการศึกษาให้กับกำลังพลทุกระดับ ดังนั้นพอไปศึกษาก็มีเพื่อนร่วมรุ่น

เราอาจะต้องให้ความสำคัญกับเพื่อนรุ่นเท่าๆ กัน แต่ในความเป็นจริงของชีวิตคงไม่มีใครสามารถทำอย่างนั้นได้ แปลว่าเราคงไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นได้ทุกรุ่น และทุกครั้งที่เพื่อนรุ่นจัดงาน

หน้าที่การงานเรายังอยู่ที่เดิม บ้านเราก็อยุ่ที่เดิม เบอร์โทรศัพท์ก็เบอร์เดิม ถ้าเพื่อน “คิดถึง” ทำไมเราจะต้องเจอกันแค่งานเลี้ยงรุ่นปีละครั้ง – -

รักข้ามรั้ว

ฝากละครเรื่องนี้ไว้ในใจของทุกท่านด้วยนะคะ

เริ่มวันที่ 29 เมษายนนี้ เวลา 18.45 น  ช่อง 7สี นะจ๊ะ นะจ๊ะ

 

 

 

ART ตัวแม่

ART ตัวแม่ – -

ริมทะเล จังหวัดหนึ่งในประเทศไทย
ขณะสองหนุ่มสาวเดินจูงมือกันลงจากรถ ตรงดิ่งไปที่ริมทะเลก็ถูกสกัดดาวรุ่งด้วยจานปูนึ่ง

แม่ค้าขายปูนึ่ง “ปูนึ่งมั้ยคะ ปูนึ่งสดๆ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัด อร่อยมากค่ะ”

แฟนหนุ่ม “เท่าไหร่ครับ” (ถามตามมารยาท)

แม่ค้าขายปูนึ่ง “ร้อยแปดสิบบาทค่ะ” (กระตือรือร้นอยากขายมาก เพราะเตรียมช้อน ส้อมไว้อีกมือหนึ่ง)

แฟนหนุ่ม “กินปูนึ่งมั้ยคุณ” (หันมาถาม ตามมารยาท)

แฟนสาว “ไม่อ่ะ ไปกันเถอะ ร้อน”

แฟนหนุ่ม “เดินเล่นริมทะเลกันมั้ย”

แฟนสาว “อะไรนะ จะเดินริมทะเล บ่ายโมงครึ่งเนี่ยนะ แดดขนาดนี้น่ะ ฆ่ากันเลยดีกว่า”

แฟนหนุ่ม “โอเคๆ ไม่เดิน ไม่เดิน งั้นไปนั่งในซุ้มมั้ย”

แฟนสาว “ไม่ ไม่เด็ดขาด เตียงผ้าใบแค่นี้ สามสิบบาท นั่งไม่สั่งอะไรเลยก็ไม่ได้ นั่งๆ อยู่คนเดินผ่านไปมาเตะฝุ่นเข้าปากอีก แถมคนที่นั่งข้างๆ เนี่ยก็ใกล้จนหายใจรดต้นคอ คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ยังกับอยู่ในตลาดนัด”

แฟนหนุ่ม “งั้นปูเสื่อนั่งกันข้างบน” (เดินไปปูเสื่อ) สักพักมีแม่ค้าเดินมา

แม่ค้า “คุณคะ ตรงนี้ปูไม่ได้นะ ที่มีเจ้าของ เค้าจ่ายค่าเช่าที่ให้เทศบาลแล้ว” (เก็บของ กลับมาตั้งหลัก)

แฟนสาว “อะไรเนี่ย นี่ประเทศไทยหรือเปล่า ไหนรัฐบาลบอกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยว อยากให้ทุกคนออกไปเที่ยว แล้วไหนล่ะพื้นที่สาธารณะที่จะเที่ยวอย่างสงบ ของกินก็แพงยังกับอยู่เมืองนอก นี่อีกไม่นานคงเก็บค่าหายใจกันมั่งหรอก”

แฟนหนุ่ม “โอเคๆ ไม่นั่ง ไม่นั่ง งั้นเดินเล่น ด้านบนก็ได้ มีร่มมะพร้าว ไม่ร้อนแล้ว”

แฟนสาว “ก็ได้ แต่แป๊บเดียวนะ”

เดินๆ ไปสักพัก เทศกิจเดินผ่านหน้า จับพ่อค้าหาบเร่ขายถั่วต้ม ซึ่งเพิ่งหย่อนก้นพักเหนื่อยได้ไม่ถึงหนึ่งนาที

แฟนสาว (ยืนอึ้ง) “ไม่ไหวแล้ว กลับ”

ไปทางเหนือ

ทางเหนือ อากาศดี ไม่ร้อน ไม่หนาวจนเกินไป
แอบมีความพอดี ให้เมืองหลวงได้ริษยาเล็กๆ น้อยๆ

วัดร่องขุ่น
ฝรั่งเรียก “วัดขาว” เห็นแล้วก็คิดเหมือนฝรั่ง

สองสีที่เป็นหลัก คือ สีขาว กับสีทอง

งาม

สวย

ขาว

สูง

ไม่มีคำบรรยาย แต่ถ้ามีโอกาส ก็น่าไปเที่ยว
โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ศิลปะของ คุณเฉลิมชัย
ภายในวัดร่องขุ่น สวยและศิลป์

กบเลือกนาย

หัวหน้า

มีเพื่อนหนุ่มหน้าตาเกือบดีอยู่กับเขาคนหนึ่ง ที่นอกจากหน้าตาจะเอาชนะใจสาวแก่แม่หม้ายและชายด้วยกันแล้ว ยังเป็นคนเก่ง มีความสามารถขั้นเทพในงานสาขาอาชีพของเขา นอกจากเป็นที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม เป็นอาจารย์ เป็นนักกีฬา เป็นนักดนตรี มีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบในระดับหนึ่ง เขาสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองในแต่ละเดือนได้ค่อนข้างสูงจากการเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ขณะที่งานประจำนั้นเงินเดือนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการทำงานนอก

เคยถามว่าทำไมไม่ลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวเสียเล่าในเมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งงบประมาณ ความสามารถ และกำลังคน เขาตอบว่า เพราะเขามีหัวหน้าที่เก่ง มีวิสัยทัศน์และมีความสามารถ เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากหัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน การปกครอง และที่สำคัญคือ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีมุมมองที่เห็นถึงอนาคตไปหลายก้าว ทำให้เขารู้สึกศรัทธาและเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำและพร้อมที่จะเดินเคียงข้างสร้างองค์กรให้เติบโตไปกับหัวหน้าคนนี้

กับเพื่อนอีกคนเป็นหนุ่มที่หน้าตาดีมีทุกอย่างไม่แตกต่างกับคนแรก แต่คนนี้กลับร่ำร้องอยากลาออกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยเหตุผลที่ว่า หัวหน้าไม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลพอที่จะบริหารองค์กรให้ก้าวหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อยศ เพื่อตำแหน่ง และบริหารองค์กรไม่ต่างจาก “รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง” ไม่ว่าเขาจะเสนอแนวคิดใดไปก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุนเลยสักครั้ง

หัวหน้าคนนี้มีลูกน้องอยู่หลายคน คนหนึ่งเป็นคนขยันมากทำงานเหมือนมดงาน ไม่เคยบ่น ไม่เคยเกี่ยงงาน แต่ก็เป็นการทำงานตามคำสั่ง รับคำสั่งมาแล้วก็ทำงานอยู่อย่างนั้น ไม่มีการพัฒนาศักยภาพตัวเอง ส่วนคนต่อมาก็ใช้เวลางานไปกับเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะขายประกัน หรือเรียนต่อในชั้นสูงขึ้นไปอีก และคอยทำงานตามคำสั่ง สั่งให้ทำก็ทำ ไม่สั่งก็เฉยเสียอย่างนั้น ลูกน้องคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน นั่นคือการทำงานตามคำสั่ง ซึ่งหัวหน้าคนนี้ก็แปลกที่ไม่ใช้งานคนตามความสามารถที่แต่ละคนมีอยู่ ตรงข้ามกับประโยคที่ว่า Put the right man on the right job อย่างสิ้นเชิง

นั่นทำให้เพื่อนคนนี้มานั่งทบทวนถึงสาเหตุว่าทำไมองค์กรถึงไม่พัฒนาเสียที ไอ้ครั้นจะโทษ “ลูกน้อง” ว่าไม่ได้ความก็ดูจะเกินไป เพราะงานที่ได้รับมอบหมายก็ไม่มีใครบกพร่อง แต่ทำไมองค์กรจึงไม่เติบโตเสียทีทั้งที

———————————–

ถึงแม้ว่าเรื่องของ “หัวหน้า” นี้จะไม่ใช่เหตุผลหลักที่เขาทั้งสองยังปักหลักทำงานนี้อยู่ แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้นำมาคิดตามได้ เมื่ออยู่ในฐานะ “หัวหน้า” แล้วนั้น อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการปกครองลูกน้อง ทำอย่างไรที่จะทำให้คนในบังคับบัญชานั้นนับถือ ศรัทธาเราอย่างแท้จริง นั่นเป็นเรื่องที่ท้าทายความเป็น “หัวหน้า” อย่างมาก

 

 

แรงบันดาลใจ


หลายครั้งที่คนเราตกอยู่ในภาวะ
ไร้แรงบันดาลใจ
สักกี่ครั้งที่คนเราจะกลับเข้าสู่ภาวะ
มีแรงบันดาลใจ

หลายหนที่คนเรามักจะ
เสียสมดุลในการใช้ชีวิต

จะมีสักกี่หนที่คนเราจะ
ปรับสมดุลให้กับชีวิตได้ใหม่

ออกเดินทางบ้าง
พบปะมิตรสหายบ้าง
อยู่เคียงข้างคนรักบ้าง
แต่สำคัญที่สุดคือ

“อยู่กับตัวเองบ้าง”

 

 

Older Posts »