Feeds:
ความเห็น
ความคิดเห็น

Trouble is a friend

Trouble is a friend

ถ้าเมื่อหันไปทางไหนแล้วไม่เจอใครสักคน ก็อาจต้องหันมาหาตัวเอง เมื่อไม่รู้ว่าจะคุยกับใครก็อาจจำเป็นที่ต้องหันมาคุยกับตัวเองแล้วถามตัวเองถึงสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ จากที่เคยบอกตัวเองว่า ต้องเรียงลำดับความสำคัญของ “ความไม่สบายใจ” ที่เกิดขึ้น คิด-แก้ไขในเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสียก่อน

และตอนนี้สิ่งที่ดูเหมือนจะทำให้ไม่สบายใจมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของ “เพื่อน”

เพื่อนร่วมงาน

ตอนนี้มีเพื่อนร่วมงานคนใหม่มารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก เนื่องจากการปรับอัตราขึ้นตามชั้นยศ ทำให้หัวหน้าแผนกคนเดิมต้องถูกลดตำแหน่งลงเนื่องจาก “มีดาวบนบ่าน้อยกว่า” เป็นความรู้สึกระคายใจที่เราไม่อาจยอมรับได้เลยสักที แม้จะอยู่ในระบบนี้มาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม ทั้งที่เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับให้ได้หากตัดสินใจที่จะอยู่ในระบบ “ดาวบนบ่ามาก่อนสติปัญญาและมันสมอง” ระบบที่สอนให้ทำตามคำสั่ง ทำให้ระบบการ “คิดเอง” ด้อยศักยภาพลง

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าคนใหม่อาจจำเป็นต้องใช้เวลาสร้างบารมีพอสมควรในการทำให้คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ศรัทธา จากความรู้สึกที่แท้จริงไม่ใช่มาจากการทำตามคำสั่ง

เพื่อน (ที่อาจจะ) ร่วมชีวิต

ถึงแม้ตอนนี้จะมีคนรัก แต่ก็ใช่จะเป็นคนที่ต้องร่วมใช้ชีวิตไปด้วยกันในความหมายของคำว่าครอบครัว เพราะถึงแม้เราจะพร้อมทุกอย่าง ทั้งอายุ การศึกษา ทั้งหน้าที่การงาน สถานะทางการเงิน แต่ก็ยังมีอย่างอื่นที่เป็นเงื่อนไขให้คำว่า “ครอบครัว” ของเรานั้นยังเป็นแค่ความตั้งใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “เราพร้อมไม่พร้อมกัน” เมื่อเราเป็นคนเอ่ยปากว่า “จะสร้างครอบครัวกับเราหรือเปล่า” คำตอบจึงยังเป็นความเงียบ

ความเงียบที่ยากจะคาดเดาได้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใน แต่ก็พยายามมองในแง่ดีว่า เพราะเราพร้อมแต่เขาไม่พร้อม สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ “รอ”

เพื่อนสนิท

มีหลายคนบอกว่า มีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นแหละที่จะกล้าตดให้เราดม และก็คงมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่เรากล้าพูดคุย เปิดปาก ระบายความรู้สึกที่แท้จริงให้ฟัง และก็คงมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นอีกเช่นกันที่กล้าตักเตือนด้วยถ้อยคำแรงๆ โดยที่ไม่กลัวเราโกรธ แต่สุดท้ายก็คงจะมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่คอยปลอบใจ ให้กำลังใจในเวลาที่เรารู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องก็มีแค่คนบางคนเท่านั้นที่เข้าใจเราดีที่สุด นั่นก็คือเพื่อนสนิท

บางครั้งความไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้เราพูดบางเรื่องที่ไม่ควรพูดกับคนบางคน และสิ่งนั้นก็ย้อนกลับมาเป็นดาบแทงข้างหลัง หลายครั้งกับคนเดิม (จนหลังทะลุ)

สุดท้ายก็มีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่กล้าพูดกับเราว่า “เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ”

เพื่อนร่วมรุ่น

ถ้าให้นับเพื่อนร่วมรุ่น ก็ดูเหมือนว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่มีเพื่อนร่วมรุ่นค่อนข้างเยอะ เพื่อนรุ่นชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยที่มีถึงสองรุ่น พอเข้ามาทำงานในระบบนี้ก็มีเพื่อนรุ่นอีกสามรุ่นทั้งที่เพิ่งทำงานได้ไม่ถึงสองปี นั่นเพราะในองค์กรมีการสนับสนุนการศึกษาให้กับกำลังพลทุกระดับ ดังนั้นพอไปศึกษาก็มีเพื่อนร่วมรุ่น

เราอาจะต้องให้ความสำคัญกับเพื่อนรุ่นเท่าๆ กัน แต่ในความเป็นจริงของชีวิตคงไม่มีใครสามารถทำอย่างนั้นได้ แปลว่าเราคงไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นได้ทุกรุ่น และทุกครั้งที่เพื่อนรุ่นจัดงาน

หน้าที่การงานเรายังอยู่ที่เดิม บ้านเราก็อยุ่ที่เดิม เบอร์โทรศัพท์ก็เบอร์เดิม ถ้าเพื่อน “คิดถึง” ทำไมเราจะต้องเจอกันแค่งานเลี้ยงรุ่นปีละครั้ง – -

รักข้ามรั้ว

ฝากละครเรื่องนี้ไว้ในใจของทุกท่านด้วยนะคะ

เริ่มวันที่ 29 เมษายนนี้ เวลา 18.45 น  ช่อง 7สี นะจ๊ะ นะจ๊ะ

 

 

 

ART ตัวแม่

ART ตัวแม่ – -

ริมทะเล จังหวัดหนึ่งในประเทศไทย
ขณะสองหนุ่มสาวเดินจูงมือกันลงจากรถ ตรงดิ่งไปที่ริมทะเลก็ถูกสกัดดาวรุ่งด้วยจานปูนึ่ง

แม่ค้าขายปูนึ่ง “ปูนึ่งมั้ยคะ ปูนึ่งสดๆ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัด อร่อยมากค่ะ”

แฟนหนุ่ม “เท่าไหร่ครับ” (ถามตามมารยาท)

แม่ค้าขายปูนึ่ง “ร้อยแปดสิบบาทค่ะ” (กระตือรือร้นอยากขายมาก เพราะเตรียมช้อน ส้อมไว้อีกมือหนึ่ง)

แฟนหนุ่ม “กินปูนึ่งมั้ยคุณ” (หันมาถาม ตามมารยาท)

แฟนสาว “ไม่อ่ะ ไปกันเถอะ ร้อน”

แฟนหนุ่ม “เดินเล่นริมทะเลกันมั้ย”

แฟนสาว “อะไรนะ จะเดินริมทะเล บ่ายโมงครึ่งเนี่ยนะ แดดขนาดนี้น่ะ ฆ่ากันเลยดีกว่า”

แฟนหนุ่ม “โอเคๆ ไม่เดิน ไม่เดิน งั้นไปนั่งในซุ้มมั้ย”

แฟนสาว “ไม่ ไม่เด็ดขาด เตียงผ้าใบแค่นี้ สามสิบบาท นั่งไม่สั่งอะไรเลยก็ไม่ได้ นั่งๆ อยู่คนเดินผ่านไปมาเตะฝุ่นเข้าปากอีก แถมคนที่นั่งข้างๆ เนี่ยก็ใกล้จนหายใจรดต้นคอ คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ยังกับอยู่ในตลาดนัด”

แฟนหนุ่ม “งั้นปูเสื่อนั่งกันข้างบน” (เดินไปปูเสื่อ) สักพักมีแม่ค้าเดินมา

แม่ค้า “คุณคะ ตรงนี้ปูไม่ได้นะ ที่มีเจ้าของ เค้าจ่ายค่าเช่าที่ให้เทศบาลแล้ว” (เก็บของ กลับมาตั้งหลัก)

แฟนสาว “อะไรเนี่ย นี่ประเทศไทยหรือเปล่า ไหนรัฐบาลบอกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยว อยากให้ทุกคนออกไปเที่ยว แล้วไหนล่ะพื้นที่สาธารณะที่จะเที่ยวอย่างสงบ ของกินก็แพงยังกับอยู่เมืองนอก นี่อีกไม่นานคงเก็บค่าหายใจกันมั่งหรอก”

แฟนหนุ่ม “โอเคๆ ไม่นั่ง ไม่นั่ง งั้นเดินเล่น ด้านบนก็ได้ มีร่มมะพร้าว ไม่ร้อนแล้ว”

แฟนสาว “ก็ได้ แต่แป๊บเดียวนะ”

เดินๆ ไปสักพัก เทศกิจเดินผ่านหน้า จับพ่อค้าหาบเร่ขายถั่วต้ม ซึ่งเพิ่งหย่อนก้นพักเหนื่อยได้ไม่ถึงหนึ่งนาที

แฟนสาว (ยืนอึ้ง) “ไม่ไหวแล้ว กลับ”

ไปทางเหนือ

ทางเหนือ อากาศดี ไม่ร้อน ไม่หนาวจนเกินไป
แอบมีความพอดี ให้เมืองหลวงได้ริษยาเล็กๆ น้อยๆ

วัดร่องขุ่น
ฝรั่งเรียก “วัดขาว” เห็นแล้วก็คิดเหมือนฝรั่ง

สองสีที่เป็นหลัก คือ สีขาว กับสีทอง

งาม

สวย

ขาว

สูง

ไม่มีคำบรรยาย แต่ถ้ามีโอกาส ก็น่าไปเที่ยว
โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ศิลปะของ คุณเฉลิมชัย
ภายในวัดร่องขุ่น สวยและศิลป์

กบเลือกนาย

หัวหน้า

มีเพื่อนหนุ่มหน้าตาเกือบดีอยู่กับเขาคนหนึ่ง ที่นอกจากหน้าตาจะเอาชนะใจสาวแก่แม่หม้ายและชายด้วยกันแล้ว ยังเป็นคนเก่ง มีความสามารถขั้นเทพในงานสาขาอาชีพของเขา นอกจากเป็นที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม เป็นอาจารย์ เป็นนักกีฬา เป็นนักดนตรี มีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบในระดับหนึ่ง เขาสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองในแต่ละเดือนได้ค่อนข้างสูงจากการเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ขณะที่งานประจำนั้นเงินเดือนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการทำงานนอก

เคยถามว่าทำไมไม่ลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวเสียเล่าในเมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งงบประมาณ ความสามารถ และกำลังคน เขาตอบว่า เพราะเขามีหัวหน้าที่เก่ง มีวิสัยทัศน์และมีความสามารถ เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากหัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน การปกครอง และที่สำคัญคือ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีมุมมองที่เห็นถึงอนาคตไปหลายก้าว ทำให้เขารู้สึกศรัทธาและเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำและพร้อมที่จะเดินเคียงข้างสร้างองค์กรให้เติบโตไปกับหัวหน้าคนนี้

กับเพื่อนอีกคนเป็นหนุ่มที่หน้าตาดีมีทุกอย่างไม่แตกต่างกับคนแรก แต่คนนี้กลับร่ำร้องอยากลาออกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยเหตุผลที่ว่า หัวหน้าไม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลพอที่จะบริหารองค์กรให้ก้าวหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อยศ เพื่อตำแหน่ง และบริหารองค์กรไม่ต่างจาก “รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง” ไม่ว่าเขาจะเสนอแนวคิดใดไปก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุนเลยสักครั้ง

หัวหน้าคนนี้มีลูกน้องอยู่หลายคน คนหนึ่งเป็นคนขยันมากทำงานเหมือนมดงาน ไม่เคยบ่น ไม่เคยเกี่ยงงาน แต่ก็เป็นการทำงานตามคำสั่ง รับคำสั่งมาแล้วก็ทำงานอยู่อย่างนั้น ไม่มีการพัฒนาศักยภาพตัวเอง ส่วนคนต่อมาก็ใช้เวลางานไปกับเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะขายประกัน หรือเรียนต่อในชั้นสูงขึ้นไปอีก และคอยทำงานตามคำสั่ง สั่งให้ทำก็ทำ ไม่สั่งก็เฉยเสียอย่างนั้น ลูกน้องคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน นั่นคือการทำงานตามคำสั่ง ซึ่งหัวหน้าคนนี้ก็แปลกที่ไม่ใช้งานคนตามความสามารถที่แต่ละคนมีอยู่ ตรงข้ามกับประโยคที่ว่า Put the right man on the right job อย่างสิ้นเชิง

นั่นทำให้เพื่อนคนนี้มานั่งทบทวนถึงสาเหตุว่าทำไมองค์กรถึงไม่พัฒนาเสียที ไอ้ครั้นจะโทษ “ลูกน้อง” ว่าไม่ได้ความก็ดูจะเกินไป เพราะงานที่ได้รับมอบหมายก็ไม่มีใครบกพร่อง แต่ทำไมองค์กรจึงไม่เติบโตเสียทีทั้งที

———————————–

ถึงแม้ว่าเรื่องของ “หัวหน้า” นี้จะไม่ใช่เหตุผลหลักที่เขาทั้งสองยังปักหลักทำงานนี้อยู่ แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้นำมาคิดตามได้ เมื่ออยู่ในฐานะ “หัวหน้า” แล้วนั้น อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการปกครองลูกน้อง ทำอย่างไรที่จะทำให้คนในบังคับบัญชานั้นนับถือ ศรัทธาเราอย่างแท้จริง นั่นเป็นเรื่องที่ท้าทายความเป็น “หัวหน้า” อย่างมาก

 

 

แรงบันดาลใจ


หลายครั้งที่คนเราตกอยู่ในภาวะ
ไร้แรงบันดาลใจ
สักกี่ครั้งที่คนเราจะกลับเข้าสู่ภาวะ
มีแรงบันดาลใจ

หลายหนที่คนเรามักจะ
เสียสมดุลในการใช้ชีวิต

จะมีสักกี่หนที่คนเราจะ
ปรับสมดุลให้กับชีวิตได้ใหม่

ออกเดินทางบ้าง
พบปะมิตรสหายบ้าง
อยู่เคียงข้างคนรักบ้าง
แต่สำคัญที่สุดคือ

“อยู่กับตัวเองบ้าง”

 

 

วิชา “การใช้ชีวิต”

นั่งรถไฟไป

ไม่ได้ไป ตู้เย็น
แต่ไป เมืองเก่า

ไม่ได้ไปแบบ เหงา เหงา
แต่มี (อีก) เงาเป็นเพื่อนใกล้ๆ

ไม่รู้ถึงวันหน้า
รู้เพียงว่า วันนี้พอสุขใจ

เรื่องวันใหม่
ให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้

 

 

“ผม” นั่งอยู่บนรถไฟ และกำลังเดินทางไปยังปลายทางที่อยู่ห่างไกลจากที่นี่

ไปเพื่อตามหาหัวใจ ที่ได้จากไปพร้อมกับการจากไปของคนที่รักผม

เสียงของล้อเหล็กกระทบราง มันบาดหูจนต้องเพิ่มโวลลุ่มของเครื่องเล่นเพลงที่เสียบอยู่ในหู บางครั้งเพลงบางเพลงก็ฟังแล้วน้ำตาไหลแม้ในเวลานั้นจะมากมายไปด้วยใครๆ แต่เหมือนโลกทั้งโลก ไร้แม้ใครสักคน… อ่านหนังสือบางเล่มซ้ำไปซ้ำมาในบรรทัดเดิมแต่ไม่รู้ในเนื้อหาของมัน สายลมพัดปะทะผิวกายก็หนาวเยือกไปทั้งใจทั้งที่อยู่ในท่ามกลางแสงแดดจัดจ้า

ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างมาด้วยกัน นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด
แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน… เพราะเธอ

เพลงนี้เองที่ทำให้ต้องฟังซ้ำไปซ้ำมาอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าจนจำได้ขึ้นใจ… อาจเพราะเรื่องราวในเพลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมตอนนี้นั้นมันตรงกันเกินไปก็ได้

ผมไม่ได้ชอบการอยู่คนเดียวแต่ผมคุ้นชินกับการอยู่คนเดียว ตื่นเช้า ไปทำงาน ตั้งใจทำงาน กลับบ้าน ดูหนัง ฟังเพลง และในบางวาระเวลาก็หาโอกาสสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนฝูงตามประสาหนุ่มโสดที่มีชีวิตเกือบตลอดเวลาอยู่กับความโดดเดี่ยว… หลังจากผู้หญิงคนที่อยู่ด้วยกันนานที่สุดในชีวิตหิ้วกระเป๋าเดินจากไปด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ “มีคนอื่นที่เขารักฉันเท่าๆ กับคุณ แต่เขาสามารถรับผิดชอบชีวิตของฉันได้มากกว่าคุณ” เวลานั้นผมหูอื้อที่ความโง่เง่ากระโดดตีเข่าใส่เข้าหน้าท้องเต็มๆ จนจุกร้าวไปถึงสันหลัง

แล้วความเดียวดายก็เดินเข้ามาทักทายพร้อมความอิสรเสรี ผมใช้ชีวิตเต็มที่อีกครั้ง โดยไม่แยแสอะไรในโลกนี้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกที่ผมจะเชื่อว่าเธอจริงใจ ไม่เคยมีใครทำให้ผมเอ่ยคำว่ารักด้วยความรู้สึกนั้นจริงๆ อีกเลยสักครั้งนับแต่นั้น เธอทุกคนเป็นเพียงเครื่องมือในการแบ่งเบาปัญหาเรื่องสัมพันธภาพเพื่อทดสอบศักยภาพความเป็นผู้ชายของตัวเองเท่านั้น

จนกระทั่งผมได้พบกับเธอและกลายเป็นตัวประกอบในฉากที่ไม่มีพระเอกของเรื่องราวในชีวิตเธอ เธอบอกเล่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังขณะที่เดินอยู่ริมทะเลไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ชายหาดที่ทอดยาวไม่ได้ทำให้ความเศร้าเธอลดลงไป และผมก็เป็นได้เพียงตัวประกอบเดินอยู่ข้างๆ ฟังเรื่องราวที่เธอเล่าถึงอีกคน ในเวลานั้นผมเพียงแค่ความรู้สึกหมิ่นแคลนในความอ่อนแอของเธอ ความรักที่มากเกินไปจนดูกลายเป็นความงมงายและโง่เง่า ผมไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่เธอบอกว่า “เขาเป็นทุกอย่างในชีวิตของฉัน” ในเวลานั้นผมไม่ได้คิดจะรับเธอเข้ามาในชีวิตสักนิดเดียว แต่ผมก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้ ผู้หญิงบางคนก็อ่อนไหวจนน่าเตะ ดังนั้นต่อมาผมจึงกลายเป็นพลาสเตอร์ยาที่คอยปิดแผลปกป้องเชื้อโรคเท่านั้น… อาจเพราะผมหวงแหนความโดดเดี่ยว แต่ก็ลิงโลดใจเมื่อมีเธออยู่ใกล้ ผมไม่อยากให้ใครมาเกี่ยวข้องผูกพันกับชีวิต แต่ผมก็คิดถึงเธอ เมื่อไม่ได้เจอหน้า

คนเหงาสองคนมาพบกัน…พวกเขาเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต

เธอไม่มีใครแล้ว และคนที่ผมมีก็จากไปแล้ว นั่นจึงเป็นเรื่องง่ายต่อการสานสัมพันธ์ นานชั่วลมหายใจเข้าออกเพียงไม่ถึงเดือน เราก็กลายเป็นคู่รักที่เดินจูงมือกันริมทะเลได้โดยไม่เหลือรอยน้ำตาเปื้อนอยู่บนใบหน้าของเธออีก แต่บางครั้งความรักก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดและยิ่งยากเข้าไปอีกเมื่อความรักคือการมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต เราอาจต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างเพื่อแลกกับอะไรสักอย่าง และแม้สิ่งที่หายไปบ้างจะหมายถึง “โลกส่วนตัว” ก็ตาม สำหรับผมกับเธอ กว่าที่เราจะก้าวข้ามเรื่องราววุ่นวายต่างๆ มาด้วยกันถึงวันนี้ เราต่างก็ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งความไม่เข้าใจ การปรับความเข้าใจ ความสับสนมาจนถึงเหตุผล หลายอย่างเราปรับตัว หลายเรื่องเราต่างฝืนใจก็เพื่อใครอีกคน

แต่ท้ายที่สุดต่างก็ไม่สามารถที่จะยอมรับได้ในสิ่งที่อีกคนเป็นจริงๆ

“ขอผมได้หยุดหายใจบ้างเถอะ วันหยุดทั้งที ผมก็อยากพักผ่อนบ้าง แต่นี่ผมต้องทำในสิ่งที่ผมไม่ได้อยากทำเลยสักนิด ผมเบื่อ” เธอเป็นศิลปิน บ่อยครั้งที่เธอต้องไปแสดงผลงานศิลปะและผมต้องเป็นใครสักคนที่คอยติดสอยห้อยตามเธอไป… เพียงเพราะไม่อยากขัดใจเธอ

“นะค้า…คนดี ไปเป็นเพื่อนกันเดี๋ยวเดียวเอง แล้วเราค่อยไปดูหนังกัน ดีมั้ย” และจากที่ไปเป็นเพื่อน ก็กลายเป็นไปรู้จักเพื่อนๆ ของเธอ ที่ผมมักจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวในทุกครั้งที่พวกเธอคุยกัน ไม่ใช่ว่าเธอจะทำให้ผมกลายเป็นส่วนเกิน แต่ผมเองต่างหากที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งที่เกินมา เธอคุยเรื่อง Abstract Art เรื่องประกวดภาพเขียนที่ชิคาโก ราคาภาพเขียน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสนใจและยุ่งยากต่อการทำความเข้าใจ ผมต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของผมตลอดมา

เพียงเพราะไม่อยากขัดใจเธอ

จนกระทั่งเมื่อเธอย้ายเข้ามาอยู่กับผม ใช้เตียงนอนร่วมกัน ใช้ห้องน้ำด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ใช้แก้วน้ำใบเดียวกัน เรากลายเป็นครอบครัวโดยพฤตินัย ผมรู้ว่าเธอรักผมมาก และนั่นกลายเป็นข้อต่อรองลึกๆ ที่ทำให้ผมใช้เป็นเครื่องมือเมื่อรู้สึกว่าเธอ “ไม่ได้ดั่งใจ”

“ตื่นเถอะนะคะ สายแล้ว คุณต้องไปทำงานนะ”

“ไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ เดี๋ยวไปทำงานไม่ทันนะ”

“ทานข้าวหรือยังคะ เที่ยงแล้ว เดี๋ยวจะหิวนะ”

ทุกประโยคนั้นมาจากความรัก ความหวังดี อย่างแท้จริง นานแล้วที่ไม่มีใครคอยพูดประโยคเหล่านี้ กับผม แรกๆ ก็ฟังดูเข้าท่าดีเหมือนกันที่มีคนคอยเป็นห่วงเป็นใย แต่นานเข้าประโยคดีๆ เหล่านั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ น่าเบื่อ และท้ายที่สุดผมก็ทนไม่ได้

“เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีคุณผมก็ตื่นเวลานี้ตลอด”

“ผมรู้ว่าเวลาไหนต้องอาบน้ำ ต้องไปทำงาน ไม่ต้องพูดซ้ำซากได้มั้ย”

“จะโทฯ มาทำไมทุกวัน ถ้าหิว ผมก็ไม่หิ้วท้องรอใครทั้งนั้นแหละ”

ผมได้เธอมาโดยไม่คิดว่าจะมีวันที่เธอจะจากผมไป…ผมเชื่อว่าอย่างนั้น เธอเจ็บปวดในประโยคเหล่านั้น แต่เธอก็อดทนกับมันเพราะคำเพียงคำเดียว “ความรัก” ผมไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงถึงได้ให้ความสำคัญกับคำๆ นี้มากมายเหลือเกิน สำหรับผมแล้ว คำคำนี้มันได้ล้มหายตายลงไปตั้งแต่เธอคนก่อนจากไปแล้วโน่นแล้ว และสำหรับเธอคนนี้ก็เพียงแค่ความเหงาที่ทำให้เราสองคนมาพบกัน ไม่ได้เริ่มต้นที่เรารักกัน ทั้งหมดเป็นแค่เกมวัดใจของพระเจ้าเพียงเพื่อจะทดสอบความอ่อนโยนในหัวใจผมเท่านั้น แต่แล้วพระเจ้าก็ชนะขาดลอย เพราะไม่ว่าใครก็เปลี่ยนหัวใจที่แข็งกระด้างของผมไม่ได้ ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนความกร้านหยาบของหัวใจผมไม่ได้ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ก็ตาม

และสุดท้าย… ผมก็รักษาเธอเอาไว้ไม่ได้

เธอไม่ได้จากผมไปเพราะเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่เพราะมีใครคนใหม่ที่รักเธอได้เท่าๆ กับผม แต่รับผิดชอบชีวิตเธอได้ดีกว่าผม หากแต่เป็นเพราะเธอรู้ว่าความจริงใจของเธอที่ให้ผมมานั้นไม่ได้ต่างไปจากการถมทะเลด้วยน้ำตา เธอบอบช้ำมาและผมเป็นยาสมานใจ แต่สุดท้ายเธอก็เจ็บหนักกว่าเดิม เพราะนอกจากแผลเก่าจะไม่หายแล้วเธอยังได้แผลใหม่เพิ่มมาอีกรอย

“เธอ” นั่งอยู่บนรถไฟ และกำลังเดินทางไปยังปลายทางที่อยู่ห่างไกลจากที่นี่

ไปเพื่อหนีให้พ้นจากความร้าวรานใจ จากการถูกทำร้ายหัวใจโดยคนที่เธอรัก
เสียงของล้อเหล็กกระทบราง มันบาดหูจนต้องเพิ่มโวลลุ่มของเครื่องเล่นเพลงที่เสียบอยู่ในหู บางครั้งเพลงบางเพลงก็ฟังแล้วน้ำตาไหลแม้ในเวลานั้นจะมากมายไปด้วยใครๆ แต่เหมือนโลกทั้งโลก ไร้แม้ใครสักคน… อ่านหนังสือบางเล่มซ้ำไปซ้ำมาในบรรทัดเดิมแต่ไม่รู้ในเนื้อหาของมัน สายลมพัดปะทะผิวกายก็หนาวเยือกไปทั้งใจทั้งที่อยู่ในท่ามกลางแสงแดดจัดจ้า

ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างมาด้วยกัน นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด
แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน… เพราะเธอ

…ท้ายที่สุดเราต่างก็กลับมาอยู่กับตัวเอง

ที่จริง ความเหงามันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่นักหรอก ถ้าคุ้นเคยกับมันดีพอ… /

 

 

 

หนังสือเล่มนั้นชื่อ “สายลมอุ่นในฤดูหนาว” เป็นสมุดบันทึกทำมือเล่มสีฟ้าที่คนทำบอกว่าใช้เวลาหารูปประกอบนานกว่าใช้เวลาเขียน มันถูกวางลงในกล่องเก็บของเป็นชิ้นสุดท้ายก่อนจะปิดฝาลง คนที่ยืนมองดูอยู่เอ่ยขึ้น

“ถ้าลำบากใจ…ก็น่าจะเก็บไว้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บางอย่างก็ควรเป็นเพียงความทรงจำที่ดี ก็อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ เราควรจะเคลียร์ตัวเองให้ใสสะอาด ถ้าหากคิดจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่”

ผมเพียงแต่ถอนหายใจแผ่วเบา… ผมรู้ดี ไม่มีอะไรที่จะรักษาใจได้ดีไปกว่า เวลา และกำลังใจ แม้แต่ผมก็เป็นได้แค่ “ยา” ซึ่งบางครั้งเธอก็ปฏิเสธที่จะใช้เพื่อการรักษา แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าการที่ได้อยู่ใกล้กับเธอตลอดเวลา แค่ได้ใกล้ก็เป็นสุขใจมากนักแล้ว

“ต้องขอโทษที่รบกวน ขาไป อาจจะไม่เป็นไรนัก แต่ไม่รู้ว่าจะกลับมาได้หรือเปล่า บางทีอาจจะเศร้าเกินกว่าที่จะดูแลตัวเองได้” ในเวลานั้นเกือบสองทุ่มแล้วที่เธอโทรศัพท์มาหา เธอขอให้ไปเป็นเพื่อน… ไปธุระที่ต่างจังหวัด ผมไม่รู้ว่าธุระนั้นคืออะไร และไม่ได้สนใจมากไปกว่าการได้อยู่ใกล้ๆเธอ แม้เวลานั้นจะไม่ว่างผมก็จะว่างเพื่อเธอ แม้ในเวลานั้นจะเหนื่อยผมก็จะหายเหนื่อยเพื่อเธอ และถึงแม้เวลานั้นจะเศร้า เธอก็จะไม่เห็นความเศร้าจากผม…

“เขาบอกเราว่า ไม่ว่าจะวันนี้หรือปีหน้าก็ยังยืนยันความรู้สึกเดิม เคยเป็นเพื่อนยังไงก็เป็นได้เท่านั้น เราเหนื่อยมากแล้ว หลายปีที่เราพยายามทำทุกอย่างด้วยความรักเพื่อให้เขารักเราบ้างอย่างที่เรารักเขาแต่ก็ไม่ต่างจากถมทะเลด้วยน้ำตา”

“แล้วทำไมต้องไปหาเขาด้วย” ระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปชลบุรีอาจจะไม่ไกลนัก ถ้าไปด้วยความหวัง ความตั้งใจ หรือกระทั่งไปด้วยความรัก แต่ถ้าหากไปด้วยความเศร้า ระยะทางเท่ากัน อาจจะไกลไม่เท่ากัน

“เราไม่ได้เจอเขานานแล้ว เราอยากเจอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เราจะไปจากชีวิตเขา”

“น่าเสียดาย มิตรภาพดีๆ”

“ถ้าเรายังติดต่อกันอยู่แบบนี้ ทำงานร่วมกันอย่างนี้ เราก็ไม่มีทางตัดใจจากเขาได้ ใช่ว่าไม่เคยทำ แต่เราทำไม่เคยได้เลยต่างหาก และถ้าเรายังผูกใจไว้กับขาของอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีวันที่เราจะมีตาไว้มองใครเป็นแน่”
ผมทำได้เพียงแต่เงียบ และคอยฟัง… เธอเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟังในระหว่างเดินทาง น้ำตาเธอไหลเป็นสายอาบแก้ม

“ให้ผมขับให้มั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้เรายังไหว แค่นั่งเป็นเพื่อนเราเท่านั้นก็พอแล้ว”

“ผ้าเช็ดหน้ามั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เล็กน้อย เป็นทหารต้องอดทน” ประโยคหลังเหมือนจะตั้งใจบอกตัวเอง ในสายตาผมเธอเป็นคนเข้มแข็ง อาจเพราะเครื่องแบบที่เธอสวมอยู่ก็ได้ ทำให้เธอดูกร้าวและห้าวหาญ คงเพราะรอยยิ้มกับมิตรภาพของเธอที่หยิบยื่นมาให้ ทำให้ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาด… และนั่นทำให้ผมสนใจที่จะทำความรู้จักเธอ อยากรู้จักทั้งที่ก็มองไม่เห็นความรักเลยสักนิดนั่นแหละ และยิ่งได้รู้จักเธอมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกชอบเธอมากขึ้นเท่านั้น และมันก็กลายเป็นความรักไปตั้งแต่เมื่อใดก็สุดเดา รู้เพียงว่าตื่นขึ้นมาในทุกเช้าคนที่ผมนึกถึงเป็นคนแรกคือเธอ และกว่าจะหลับตาลงได้ในแต่ละวัน ก็มีแต่เธอเท่านั้นที่ผมต้องการจะฝันถึง

ผมมีความรัก แต่ผมไม่มีคนรัก

“ให้ผมลงไปเป็นเพื่อนมั้ย”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณรอแถวๆ นี้แหละ เราไปไม่นานหรอก เราแค่อยากคุยกับเขาแล้วก็เอาของไปคืนเท่านั้นเอง”

“ของอะไรเหรอ”

“อ๋อ ก็ของในกล่อง หนังสือ สมุดบันทึก ซีดี กรอบรูป รูปเขาไง มันอยู่กับเรามาหลายปีแล้วล่ะ แต่วันนี้เราคิดว่ามันไม่ควรจะอยู่กับเราอีกแล้วล่ะ”

“งั้นผมรออยู่แถวนี้นะ เสร็จธุระแล้วค่อยโทฯ ตามก็แล้วกัน”

“ขอบคุณมากที่มาเป็นเพื่อน”
เธอจอดรถและเดินไปหาเขา ผมทำได้เพียงแค่ยืนมองอยู่ห่างๆ

ใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่ามกลางความมืดของกลางคืน ผมมองเห็นดาวระยับพราวบนฟ้า นึกถึงเรื่องราวความรักของตัวเองบ้างกับหลายครั้งที่ผ่านมา ผมไม่เคย “รักษารัก” เอาไว้ได้สักครั้ง… บางทีอาจเพราะผมเองที่ไม่ดีพร้อมหรือดีพอที่ใครสักคนจะร่วมชีวิตด้วย แม้แต่คนที่คบหากันมานานจนเกือบจะแต่งงานกันอยู่แล้ว เขาก็ยังไปจากผม เพียงเพราะว่าผมมีพร้อมไม่เพียงพอที่เขาต้องการ…

ผมถอนหายใจเชื่องช้า ไม่รู้เลยว่าวันข้างหน้าของความรักจะเป็นอย่างไร

“หิวมั้ย”
เป็นคำถามแรกของเธอทันทีที่ขึ้นรถ…

“นิดหน่อย”

“ขอโทษนะที่ไปนาน เมื่อกี้เขาชวนไปกินข้าวแต่เรานึกได้ว่าพาคุณมาด้วย จะกินอะไรดี ไปกินที่ริมทะเลบางแสนกันมั้ย ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว”

“ยังไงก็ได้”
แต่ในใจผมไม่ได้อยากพูดแบบนั้นเลย ผมอยากรู้…เธอกับเขาจบลงแล้วหรือ หรือเรื่องราวมันตรงข้าม บางทีเขาอาจจะบอกรักเธอในวันที่เธอมาบอกลา แล้วเธอเองก็มีความรักให้กับเขาเต็มหัวใจแบบนั้น ทุกอย่างคงสวยงามมากกว่าที่จะโศกเศร้าเป็นแน่…

“ไม่แน่ใจอย่าเดา”
เธอพูดยิ้มๆ ก่อนที่จะเลี้ยวรถเข้าไปในร้านอาหารริมทะเล หลังอาหารเป็นเวลาเกือบห้าทุ่มแล้ว

“ไปเดินเล่นกันมั้ยคะ”

“เอาสิ”
ผมทำได้เพียงอย่างเดียวในเวลานั้นคือ อยู่เป็นเพื่อนเธอ

“เรายังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ อยู่เป็นเพื่อนเราหน่อยก็แล้วกัน”

“ได้สิ”
แล้วผมก็กลายเป็นตัวประกอบในฉากที่ไม่มีพระเอกของเรื่องราว เธอบอกเล่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังขณะที่เดินอยู่ริมทะเลไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ชายหาดที่ทอดยาวไม่ได้ทำให้ความเศร้าเธอลดลงไป และผมก็เป็นได้เพียงตัวประกอบเดินอยู่ข้างๆ ฟังเรื่องราวที่เธอเล่าถึงอีกคน…

“เขาเป็นคนในความฝัน เป็นคนในอุดมคติ เป็นทุกอย่างในชีวิตเรา แต่ชีวิตคนเรามันอยู่ในความฝันตลอดเวลาไม่ได้หรอก ใช่มั้ย”
ประโยคที่ฟังแล้วรวดร้าวเข้าไปถึงในใจ รวดร้าวทั้งๆ ที่สัมพันธภาพของเราก็ไม่ได้มากไปกว่าคนรู้จักกันธรรมดานั่นแหละ แต่ก็นั่นแหละนะ การที่ใครสักคนจะเอ่ยออกมาได้ว่าใครอีกคนเป็นทุกอย่างในชีวิตนั้น อาจต้องใช้ความเชื่อมั่นมากทีเดียว เพราะการเป็นทุกอย่างในชีวิตของใครสักคนได้นั้น หมายถึงต้องสำคัญและมีค่าไม่น้อย

“เราอาจจะกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกก็ต่อเมื่อเราตัดใจจากเขาได้แล้วจริงๆ ตอนนี้หัวใจของเราบอบช้ำมาก และมันอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษา”

“ถ้ามียา มันจะหายเร็วขึ้น”

“ไม่มียาขนานใดที่ได้ผลไปกว่ายาที่ชื่อว่า เวลา แล้วก็กำลังใจ”

“ผมเป็นอย่างหลัง…ได้มั้ย”
กว่าจะรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มีเพื่อพูดประโยคนี้เพียงประโยคเดียวนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผม และเมื่อเธอได้ยินมัน เธอกลับหัวเราะ… หัวเราะทั้งที่น้ำตานองหน้านั่นแหละ

“ป่ะ เล่นน้ำกัน”
ในชุดเครื่องแบบสนามของเธอที่หนักอึ้งด้วยคอมแบท เธอลากผมลงทะเล…

“อย่าเลย เดี๋ยวไม่สบาย มันดึกแล้ว”

“ทหารน่ะ ไม่กลัวแดดกลัวน้ำหรอก”

“รักตัวเองบ้างก็ได้นะ คนแค่คนเดียว ถึงกับต้องทำร้ายตัวเองแบบนี้ด้วยเหรอ”
ประโยคนี้ทำให้เธอหยุดยืนแค่เพียงปลายคลื่นที่สาดเข้าหาฝั่ง

“งั้นเดินเล่นกันดีกว่า”
เธอเปลี่ยนจากลงน้ำมาเดินต่อ ระยะทางราวสามกิโลเมตร เราทั้งสองเดินโดยไม่คำนึงถึงปลายทาง ผมไม่รู้ว่าเธอเหนื่อยมั้ย เพราะเธอไม่บ่นแม้สักคำ และเอาแต่เดิน เดิน และเดิน

“ตอนฝึกภาคสนามเราเดินวันละเกือบยี่สิบกิโลทุกวัน”
มิน่าเล่า….

“แล้วต่อไปจะทำยังไง”

“ไม่รู้สิ คงจะอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพักมั้ง ซ่อมใจไง อกหักก็ต้องซ่อมใจ”

“ให้หายดีไวๆ นะ”

“ขอบคุณมากนะ ขอบคุณที่เป็นเพื่อน”

ผมอยากเป็นมากกว่านั้น แต่สิ่งที่เธอหยิบยื่นให้ ไม่มากไปกว่านั้น

“ไม่อยากมีคนรัก ถ้าไม่ได้เกิดจากความรัก”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายของเธอ ประโยคปฏิเสธที่เรียบง่ายแต่เจ็บปวด

เธอจากไปกับความเศร้าและเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย นานจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวประกอบในฉากความรักที่แสนเศร้าของเธอ แต่ไม่นานพอที่จะทำให้ผมลืมเธอ เพราะผมยังได้รับรู้ข่าวคราวชีวิตการงานของเธอเสมอ แม้จะไม่รู้ว่าหัวใจของเธอเป็นอย่างไรบ้างแล้วก็ตาม บางทีตอนนี้เธออาจจะมีคนรักใหม่ไปแล้วก็ได้ หรือบางทีอาจจะอยู่ในระหว่างซ่อมใจให้ความรวดร้าวนั้นคลายลง

และผมเองก็ยังเก็บความรักของผมเอาไว้ ไม่บอกใคร ไม่บอกเธอ

เพราะต่อให้หลังจากนี้ไปจะไม่เหลือใครในชีวิตเลย แต่อย่างน้อยก็เคยมีคนที่ผมรัก

 

Older Posts »