Feed on
รายการ
ความคิดเห็น

แรงบันดาลใจ


หลายครั้งที่คนเราตกอยู่ในภาวะ
ไร้แรงบันดาลใจ
สักกี่ครั้งที่คนเราจะกลับเข้าสู่ภาวะ
มีแรงบันดาลใจ

หลายหนที่คนเรามักจะ
เสียสมดุลในการใช้ชีวิต

จะมีสักกี่หนที่คนเราจะ
ปรับสมดุลให้กับชีวิตได้ใหม่

ออกเดินทางบ้าง
พบปะมิตรสหายบ้าง
อยู่เคียงข้างคนรักบ้าง
แต่สำคัญที่สุดคือ

“อยู่กับตัวเองบ้าง”

 

 

วิชา “การใช้ชีวิต”

นั่งรถไฟไป

ไม่ได้ไป ตู้เย็น
แต่ไป เมืองเก่า

ไม่ได้ไปแบบ เหงา เหงา
แต่มี (อีก) เงาเป็นเพื่อนใกล้ๆ

ไม่รู้ถึงวันหน้า
รู้เพียงว่า วันนี้พอสุขใจ

เรื่องวันใหม่
ให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้

 

 

“ผม” นั่งอยู่บนรถไฟ และกำลังเดินทางไปยังปลายทางที่อยู่ห่างไกลจากที่นี่

ไปเพื่อตามหาหัวใจ ที่ได้จากไปพร้อมกับการจากไปของคนที่รักผม

เสียงของล้อเหล็กกระทบราง มันบาดหูจนต้องเพิ่มโวลลุ่มของเครื่องเล่นเพลงที่เสียบอยู่ในหู บางครั้งเพลงบางเพลงก็ฟังแล้วน้ำตาไหลแม้ในเวลานั้นจะมากมายไปด้วยใครๆ แต่เหมือนโลกทั้งโลก ไร้แม้ใครสักคน… อ่านหนังสือบางเล่มซ้ำไปซ้ำมาในบรรทัดเดิมแต่ไม่รู้ในเนื้อหาของมัน สายลมพัดปะทะผิวกายก็หนาวเยือกไปทั้งใจทั้งที่อยู่ในท่ามกลางแสงแดดจัดจ้า

ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างมาด้วยกัน นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด
แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน… เพราะเธอ

เพลงนี้เองที่ทำให้ต้องฟังซ้ำไปซ้ำมาอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าจนจำได้ขึ้นใจ… อาจเพราะเรื่องราวในเพลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมตอนนี้นั้นมันตรงกันเกินไปก็ได้

ผมไม่ได้ชอบการอยู่คนเดียวแต่ผมคุ้นชินกับการอยู่คนเดียว ตื่นเช้า ไปทำงาน ตั้งใจทำงาน กลับบ้าน ดูหนัง ฟังเพลง และในบางวาระเวลาก็หาโอกาสสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนฝูงตามประสาหนุ่มโสดที่มีชีวิตเกือบตลอดเวลาอยู่กับความโดดเดี่ยว… หลังจากผู้หญิงคนที่อยู่ด้วยกันนานที่สุดในชีวิตหิ้วกระเป๋าเดินจากไปด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ “มีคนอื่นที่เขารักฉันเท่าๆ กับคุณ แต่เขาสามารถรับผิดชอบชีวิตของฉันได้มากกว่าคุณ” เวลานั้นผมหูอื้อที่ความโง่เง่ากระโดดตีเข่าใส่เข้าหน้าท้องเต็มๆ จนจุกร้าวไปถึงสันหลัง

แล้วความเดียวดายก็เดินเข้ามาทักทายพร้อมความอิสรเสรี ผมใช้ชีวิตเต็มที่อีกครั้ง โดยไม่แยแสอะไรในโลกนี้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกที่ผมจะเชื่อว่าเธอจริงใจ ไม่เคยมีใครทำให้ผมเอ่ยคำว่ารักด้วยความรู้สึกนั้นจริงๆ อีกเลยสักครั้งนับแต่นั้น เธอทุกคนเป็นเพียงเครื่องมือในการแบ่งเบาปัญหาเรื่องสัมพันธภาพเพื่อทดสอบศักยภาพความเป็นผู้ชายของตัวเองเท่านั้น

จนกระทั่งผมได้พบกับเธอและกลายเป็นตัวประกอบในฉากที่ไม่มีพระเอกของเรื่องราวในชีวิตเธอ เธอบอกเล่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังขณะที่เดินอยู่ริมทะเลไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ชายหาดที่ทอดยาวไม่ได้ทำให้ความเศร้าเธอลดลงไป และผมก็เป็นได้เพียงตัวประกอบเดินอยู่ข้างๆ ฟังเรื่องราวที่เธอเล่าถึงอีกคน ในเวลานั้นผมเพียงแค่ความรู้สึกหมิ่นแคลนในความอ่อนแอของเธอ ความรักที่มากเกินไปจนดูกลายเป็นความงมงายและโง่เง่า ผมไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่เธอบอกว่า “เขาเป็นทุกอย่างในชีวิตของฉัน” ในเวลานั้นผมไม่ได้คิดจะรับเธอเข้ามาในชีวิตสักนิดเดียว แต่ผมก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้ ผู้หญิงบางคนก็อ่อนไหวจนน่าเตะ ดังนั้นต่อมาผมจึงกลายเป็นพลาสเตอร์ยาที่คอยปิดแผลปกป้องเชื้อโรคเท่านั้น… อาจเพราะผมหวงแหนความโดดเดี่ยว แต่ก็ลิงโลดใจเมื่อมีเธออยู่ใกล้ ผมไม่อยากให้ใครมาเกี่ยวข้องผูกพันกับชีวิต แต่ผมก็คิดถึงเธอ เมื่อไม่ได้เจอหน้า

คนเหงาสองคนมาพบกัน…พวกเขาเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต

เธอไม่มีใครแล้ว และคนที่ผมมีก็จากไปแล้ว นั่นจึงเป็นเรื่องง่ายต่อการสานสัมพันธ์ นานชั่วลมหายใจเข้าออกเพียงไม่ถึงเดือน เราก็กลายเป็นคู่รักที่เดินจูงมือกันริมทะเลได้โดยไม่เหลือรอยน้ำตาเปื้อนอยู่บนใบหน้าของเธออีก แต่บางครั้งความรักก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดและยิ่งยากเข้าไปอีกเมื่อความรักคือการมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต เราอาจต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างเพื่อแลกกับอะไรสักอย่าง และแม้สิ่งที่หายไปบ้างจะหมายถึง “โลกส่วนตัว” ก็ตาม สำหรับผมกับเธอ กว่าที่เราจะก้าวข้ามเรื่องราววุ่นวายต่างๆ มาด้วยกันถึงวันนี้ เราต่างก็ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งความไม่เข้าใจ การปรับความเข้าใจ ความสับสนมาจนถึงเหตุผล หลายอย่างเราปรับตัว หลายเรื่องเราต่างฝืนใจก็เพื่อใครอีกคน

แต่ท้ายที่สุดต่างก็ไม่สามารถที่จะยอมรับได้ในสิ่งที่อีกคนเป็นจริงๆ

“ขอผมได้หยุดหายใจบ้างเถอะ วันหยุดทั้งที ผมก็อยากพักผ่อนบ้าง แต่นี่ผมต้องทำในสิ่งที่ผมไม่ได้อยากทำเลยสักนิด ผมเบื่อ” เธอเป็นศิลปิน บ่อยครั้งที่เธอต้องไปแสดงผลงานศิลปะและผมต้องเป็นใครสักคนที่คอยติดสอยห้อยตามเธอไป… เพียงเพราะไม่อยากขัดใจเธอ

“นะค้า…คนดี ไปเป็นเพื่อนกันเดี๋ยวเดียวเอง แล้วเราค่อยไปดูหนังกัน ดีมั้ย” และจากที่ไปเป็นเพื่อน ก็กลายเป็นไปรู้จักเพื่อนๆ ของเธอ ที่ผมมักจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวในทุกครั้งที่พวกเธอคุยกัน ไม่ใช่ว่าเธอจะทำให้ผมกลายเป็นส่วนเกิน แต่ผมเองต่างหากที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งที่เกินมา เธอคุยเรื่อง Abstract Art เรื่องประกวดภาพเขียนที่ชิคาโก ราคาภาพเขียน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสนใจและยุ่งยากต่อการทำความเข้าใจ ผมต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของผมตลอดมา

เพียงเพราะไม่อยากขัดใจเธอ

จนกระทั่งเมื่อเธอย้ายเข้ามาอยู่กับผม ใช้เตียงนอนร่วมกัน ใช้ห้องน้ำด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ใช้แก้วน้ำใบเดียวกัน เรากลายเป็นครอบครัวโดยพฤตินัย ผมรู้ว่าเธอรักผมมาก และนั่นกลายเป็นข้อต่อรองลึกๆ ที่ทำให้ผมใช้เป็นเครื่องมือเมื่อรู้สึกว่าเธอ “ไม่ได้ดั่งใจ”

“ตื่นเถอะนะคะ สายแล้ว คุณต้องไปทำงานนะ”

“ไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ เดี๋ยวไปทำงานไม่ทันนะ”

“ทานข้าวหรือยังคะ เที่ยงแล้ว เดี๋ยวจะหิวนะ”

ทุกประโยคนั้นมาจากความรัก ความหวังดี อย่างแท้จริง นานแล้วที่ไม่มีใครคอยพูดประโยคเหล่านี้ กับผม แรกๆ ก็ฟังดูเข้าท่าดีเหมือนกันที่มีคนคอยเป็นห่วงเป็นใย แต่นานเข้าประโยคดีๆ เหล่านั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ น่าเบื่อ และท้ายที่สุดผมก็ทนไม่ได้

“เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีคุณผมก็ตื่นเวลานี้ตลอด”

“ผมรู้ว่าเวลาไหนต้องอาบน้ำ ต้องไปทำงาน ไม่ต้องพูดซ้ำซากได้มั้ย”

“จะโทฯ มาทำไมทุกวัน ถ้าหิว ผมก็ไม่หิ้วท้องรอใครทั้งนั้นแหละ”

ผมได้เธอมาโดยไม่คิดว่าจะมีวันที่เธอจะจากผมไป…ผมเชื่อว่าอย่างนั้น เธอเจ็บปวดในประโยคเหล่านั้น แต่เธอก็อดทนกับมันเพราะคำเพียงคำเดียว “ความรัก” ผมไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงถึงได้ให้ความสำคัญกับคำๆ นี้มากมายเหลือเกิน สำหรับผมแล้ว คำคำนี้มันได้ล้มหายตายลงไปตั้งแต่เธอคนก่อนจากไปแล้วโน่นแล้ว และสำหรับเธอคนนี้ก็เพียงแค่ความเหงาที่ทำให้เราสองคนมาพบกัน ไม่ได้เริ่มต้นที่เรารักกัน ทั้งหมดเป็นแค่เกมวัดใจของพระเจ้าเพียงเพื่อจะทดสอบความอ่อนโยนในหัวใจผมเท่านั้น แต่แล้วพระเจ้าก็ชนะขาดลอย เพราะไม่ว่าใครก็เปลี่ยนหัวใจที่แข็งกระด้างของผมไม่ได้ ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนความกร้านหยาบของหัวใจผมไม่ได้ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ก็ตาม

และสุดท้าย… ผมก็รักษาเธอเอาไว้ไม่ได้

เธอไม่ได้จากผมไปเพราะเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่เพราะมีใครคนใหม่ที่รักเธอได้เท่าๆ กับผม แต่รับผิดชอบชีวิตเธอได้ดีกว่าผม หากแต่เป็นเพราะเธอรู้ว่าความจริงใจของเธอที่ให้ผมมานั้นไม่ได้ต่างไปจากการถมทะเลด้วยน้ำตา เธอบอบช้ำมาและผมเป็นยาสมานใจ แต่สุดท้ายเธอก็เจ็บหนักกว่าเดิม เพราะนอกจากแผลเก่าจะไม่หายแล้วเธอยังได้แผลใหม่เพิ่มมาอีกรอย

“เธอ” นั่งอยู่บนรถไฟ และกำลังเดินทางไปยังปลายทางที่อยู่ห่างไกลจากที่นี่

ไปเพื่อหนีให้พ้นจากความร้าวรานใจ จากการถูกทำร้ายหัวใจโดยคนที่เธอรัก
เสียงของล้อเหล็กกระทบราง มันบาดหูจนต้องเพิ่มโวลลุ่มของเครื่องเล่นเพลงที่เสียบอยู่ในหู บางครั้งเพลงบางเพลงก็ฟังแล้วน้ำตาไหลแม้ในเวลานั้นจะมากมายไปด้วยใครๆ แต่เหมือนโลกทั้งโลก ไร้แม้ใครสักคน… อ่านหนังสือบางเล่มซ้ำไปซ้ำมาในบรรทัดเดิมแต่ไม่รู้ในเนื้อหาของมัน สายลมพัดปะทะผิวกายก็หนาวเยือกไปทั้งใจทั้งที่อยู่ในท่ามกลางแสงแดดจัดจ้า

ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างมาด้วยกัน นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด
แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน… เพราะเธอ

…ท้ายที่สุดเราต่างก็กลับมาอยู่กับตัวเอง

ที่จริง ความเหงามันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่นักหรอก ถ้าคุ้นเคยกับมันดีพอ… /

 

 

 

หนังสือเล่มนั้นชื่อ “สายลมอุ่นในฤดูหนาว” เป็นสมุดบันทึกทำมือเล่มสีฟ้าที่คนทำบอกว่าใช้เวลาหารูปประกอบนานกว่าใช้เวลาเขียน มันถูกวางลงในกล่องเก็บของเป็นชิ้นสุดท้ายก่อนจะปิดฝาลง คนที่ยืนมองดูอยู่เอ่ยขึ้น

“ถ้าลำบากใจ…ก็น่าจะเก็บไว้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บางอย่างก็ควรเป็นเพียงความทรงจำที่ดี ก็อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ เราควรจะเคลียร์ตัวเองให้ใสสะอาด ถ้าหากคิดจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่”

ผมเพียงแต่ถอนหายใจแผ่วเบา… ผมรู้ดี ไม่มีอะไรที่จะรักษาใจได้ดีไปกว่า เวลา และกำลังใจ แม้แต่ผมก็เป็นได้แค่ “ยา” ซึ่งบางครั้งเธอก็ปฏิเสธที่จะใช้เพื่อการรักษา แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าการที่ได้อยู่ใกล้กับเธอตลอดเวลา แค่ได้ใกล้ก็เป็นสุขใจมากนักแล้ว

“ต้องขอโทษที่รบกวน ขาไป อาจจะไม่เป็นไรนัก แต่ไม่รู้ว่าจะกลับมาได้หรือเปล่า บางทีอาจจะเศร้าเกินกว่าที่จะดูแลตัวเองได้” ในเวลานั้นเกือบสองทุ่มแล้วที่เธอโทรศัพท์มาหา เธอขอให้ไปเป็นเพื่อน… ไปธุระที่ต่างจังหวัด ผมไม่รู้ว่าธุระนั้นคืออะไร และไม่ได้สนใจมากไปกว่าการได้อยู่ใกล้ๆเธอ แม้เวลานั้นจะไม่ว่างผมก็จะว่างเพื่อเธอ แม้ในเวลานั้นจะเหนื่อยผมก็จะหายเหนื่อยเพื่อเธอ และถึงแม้เวลานั้นจะเศร้า เธอก็จะไม่เห็นความเศร้าจากผม…

“เขาบอกเราว่า ไม่ว่าจะวันนี้หรือปีหน้าก็ยังยืนยันความรู้สึกเดิม เคยเป็นเพื่อนยังไงก็เป็นได้เท่านั้น เราเหนื่อยมากแล้ว หลายปีที่เราพยายามทำทุกอย่างด้วยความรักเพื่อให้เขารักเราบ้างอย่างที่เรารักเขาแต่ก็ไม่ต่างจากถมทะเลด้วยน้ำตา”

“แล้วทำไมต้องไปหาเขาด้วย” ระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปชลบุรีอาจจะไม่ไกลนัก ถ้าไปด้วยความหวัง ความตั้งใจ หรือกระทั่งไปด้วยความรัก แต่ถ้าหากไปด้วยความเศร้า ระยะทางเท่ากัน อาจจะไกลไม่เท่ากัน

“เราไม่ได้เจอเขานานแล้ว เราอยากเจอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เราจะไปจากชีวิตเขา”

“น่าเสียดาย มิตรภาพดีๆ”

“ถ้าเรายังติดต่อกันอยู่แบบนี้ ทำงานร่วมกันอย่างนี้ เราก็ไม่มีทางตัดใจจากเขาได้ ใช่ว่าไม่เคยทำ แต่เราทำไม่เคยได้เลยต่างหาก และถ้าเรายังผูกใจไว้กับขาของอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีวันที่เราจะมีตาไว้มองใครเป็นแน่”
ผมทำได้เพียงแต่เงียบ และคอยฟัง… เธอเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟังในระหว่างเดินทาง น้ำตาเธอไหลเป็นสายอาบแก้ม

“ให้ผมขับให้มั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้เรายังไหว แค่นั่งเป็นเพื่อนเราเท่านั้นก็พอแล้ว”

“ผ้าเช็ดหน้ามั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เล็กน้อย เป็นทหารต้องอดทน” ประโยคหลังเหมือนจะตั้งใจบอกตัวเอง ในสายตาผมเธอเป็นคนเข้มแข็ง อาจเพราะเครื่องแบบที่เธอสวมอยู่ก็ได้ ทำให้เธอดูกร้าวและห้าวหาญ คงเพราะรอยยิ้มกับมิตรภาพของเธอที่หยิบยื่นมาให้ ทำให้ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาด… และนั่นทำให้ผมสนใจที่จะทำความรู้จักเธอ อยากรู้จักทั้งที่ก็มองไม่เห็นความรักเลยสักนิดนั่นแหละ และยิ่งได้รู้จักเธอมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกชอบเธอมากขึ้นเท่านั้น และมันก็กลายเป็นความรักไปตั้งแต่เมื่อใดก็สุดเดา รู้เพียงว่าตื่นขึ้นมาในทุกเช้าคนที่ผมนึกถึงเป็นคนแรกคือเธอ และกว่าจะหลับตาลงได้ในแต่ละวัน ก็มีแต่เธอเท่านั้นที่ผมต้องการจะฝันถึง

ผมมีความรัก แต่ผมไม่มีคนรัก

“ให้ผมลงไปเป็นเพื่อนมั้ย”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณรอแถวๆ นี้แหละ เราไปไม่นานหรอก เราแค่อยากคุยกับเขาแล้วก็เอาของไปคืนเท่านั้นเอง”

“ของอะไรเหรอ”

“อ๋อ ก็ของในกล่อง หนังสือ สมุดบันทึก ซีดี กรอบรูป รูปเขาไง มันอยู่กับเรามาหลายปีแล้วล่ะ แต่วันนี้เราคิดว่ามันไม่ควรจะอยู่กับเราอีกแล้วล่ะ”

“งั้นผมรออยู่แถวนี้นะ เสร็จธุระแล้วค่อยโทฯ ตามก็แล้วกัน”

“ขอบคุณมากที่มาเป็นเพื่อน”
เธอจอดรถและเดินไปหาเขา ผมทำได้เพียงแค่ยืนมองอยู่ห่างๆ

ใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่ามกลางความมืดของกลางคืน ผมมองเห็นดาวระยับพราวบนฟ้า นึกถึงเรื่องราวความรักของตัวเองบ้างกับหลายครั้งที่ผ่านมา ผมไม่เคย “รักษารัก” เอาไว้ได้สักครั้ง… บางทีอาจเพราะผมเองที่ไม่ดีพร้อมหรือดีพอที่ใครสักคนจะร่วมชีวิตด้วย แม้แต่คนที่คบหากันมานานจนเกือบจะแต่งงานกันอยู่แล้ว เขาก็ยังไปจากผม เพียงเพราะว่าผมมีพร้อมไม่เพียงพอที่เขาต้องการ…

ผมถอนหายใจเชื่องช้า ไม่รู้เลยว่าวันข้างหน้าของความรักจะเป็นอย่างไร

“หิวมั้ย”
เป็นคำถามแรกของเธอทันทีที่ขึ้นรถ…

“นิดหน่อย”

“ขอโทษนะที่ไปนาน เมื่อกี้เขาชวนไปกินข้าวแต่เรานึกได้ว่าพาคุณมาด้วย จะกินอะไรดี ไปกินที่ริมทะเลบางแสนกันมั้ย ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว”

“ยังไงก็ได้”
แต่ในใจผมไม่ได้อยากพูดแบบนั้นเลย ผมอยากรู้…เธอกับเขาจบลงแล้วหรือ หรือเรื่องราวมันตรงข้าม บางทีเขาอาจจะบอกรักเธอในวันที่เธอมาบอกลา แล้วเธอเองก็มีความรักให้กับเขาเต็มหัวใจแบบนั้น ทุกอย่างคงสวยงามมากกว่าที่จะโศกเศร้าเป็นแน่…

“ไม่แน่ใจอย่าเดา”
เธอพูดยิ้มๆ ก่อนที่จะเลี้ยวรถเข้าไปในร้านอาหารริมทะเล หลังอาหารเป็นเวลาเกือบห้าทุ่มแล้ว

“ไปเดินเล่นกันมั้ยคะ”

“เอาสิ”
ผมทำได้เพียงอย่างเดียวในเวลานั้นคือ อยู่เป็นเพื่อนเธอ

“เรายังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ อยู่เป็นเพื่อนเราหน่อยก็แล้วกัน”

“ได้สิ”
แล้วผมก็กลายเป็นตัวประกอบในฉากที่ไม่มีพระเอกของเรื่องราว เธอบอกเล่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังขณะที่เดินอยู่ริมทะเลไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ชายหาดที่ทอดยาวไม่ได้ทำให้ความเศร้าเธอลดลงไป และผมก็เป็นได้เพียงตัวประกอบเดินอยู่ข้างๆ ฟังเรื่องราวที่เธอเล่าถึงอีกคน…

“เขาเป็นคนในความฝัน เป็นคนในอุดมคติ เป็นทุกอย่างในชีวิตเรา แต่ชีวิตคนเรามันอยู่ในความฝันตลอดเวลาไม่ได้หรอก ใช่มั้ย”
ประโยคที่ฟังแล้วรวดร้าวเข้าไปถึงในใจ รวดร้าวทั้งๆ ที่สัมพันธภาพของเราก็ไม่ได้มากไปกว่าคนรู้จักกันธรรมดานั่นแหละ แต่ก็นั่นแหละนะ การที่ใครสักคนจะเอ่ยออกมาได้ว่าใครอีกคนเป็นทุกอย่างในชีวิตนั้น อาจต้องใช้ความเชื่อมั่นมากทีเดียว เพราะการเป็นทุกอย่างในชีวิตของใครสักคนได้นั้น หมายถึงต้องสำคัญและมีค่าไม่น้อย

“เราอาจจะกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกก็ต่อเมื่อเราตัดใจจากเขาได้แล้วจริงๆ ตอนนี้หัวใจของเราบอบช้ำมาก และมันอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษา”

“ถ้ามียา มันจะหายเร็วขึ้น”

“ไม่มียาขนานใดที่ได้ผลไปกว่ายาที่ชื่อว่า เวลา แล้วก็กำลังใจ”

“ผมเป็นอย่างหลัง…ได้มั้ย”
กว่าจะรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มีเพื่อพูดประโยคนี้เพียงประโยคเดียวนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผม และเมื่อเธอได้ยินมัน เธอกลับหัวเราะ… หัวเราะทั้งที่น้ำตานองหน้านั่นแหละ

“ป่ะ เล่นน้ำกัน”
ในชุดเครื่องแบบสนามของเธอที่หนักอึ้งด้วยคอมแบท เธอลากผมลงทะเล…

“อย่าเลย เดี๋ยวไม่สบาย มันดึกแล้ว”

“ทหารน่ะ ไม่กลัวแดดกลัวน้ำหรอก”

“รักตัวเองบ้างก็ได้นะ คนแค่คนเดียว ถึงกับต้องทำร้ายตัวเองแบบนี้ด้วยเหรอ”
ประโยคนี้ทำให้เธอหยุดยืนแค่เพียงปลายคลื่นที่สาดเข้าหาฝั่ง

“งั้นเดินเล่นกันดีกว่า”
เธอเปลี่ยนจากลงน้ำมาเดินต่อ ระยะทางราวสามกิโลเมตร เราทั้งสองเดินโดยไม่คำนึงถึงปลายทาง ผมไม่รู้ว่าเธอเหนื่อยมั้ย เพราะเธอไม่บ่นแม้สักคำ และเอาแต่เดิน เดิน และเดิน

“ตอนฝึกภาคสนามเราเดินวันละเกือบยี่สิบกิโลทุกวัน”
มิน่าเล่า….

“แล้วต่อไปจะทำยังไง”

“ไม่รู้สิ คงจะอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพักมั้ง ซ่อมใจไง อกหักก็ต้องซ่อมใจ”

“ให้หายดีไวๆ นะ”

“ขอบคุณมากนะ ขอบคุณที่เป็นเพื่อน”

ผมอยากเป็นมากกว่านั้น แต่สิ่งที่เธอหยิบยื่นให้ ไม่มากไปกว่านั้น

“ไม่อยากมีคนรัก ถ้าไม่ได้เกิดจากความรัก”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายของเธอ ประโยคปฏิเสธที่เรียบง่ายแต่เจ็บปวด

เธอจากไปกับความเศร้าและเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย นานจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวประกอบในฉากความรักที่แสนเศร้าของเธอ แต่ไม่นานพอที่จะทำให้ผมลืมเธอ เพราะผมยังได้รับรู้ข่าวคราวชีวิตการงานของเธอเสมอ แม้จะไม่รู้ว่าหัวใจของเธอเป็นอย่างไรบ้างแล้วก็ตาม บางทีตอนนี้เธออาจจะมีคนรักใหม่ไปแล้วก็ได้ หรือบางทีอาจจะอยู่ในระหว่างซ่อมใจให้ความรวดร้าวนั้นคลายลง

และผมเองก็ยังเก็บความรักของผมเอาไว้ ไม่บอกใคร ไม่บอกเธอ

เพราะต่อให้หลังจากนี้ไปจะไม่เหลือใครในชีวิตเลย แต่อย่างน้อยก็เคยมีคนที่ผมรัก

 

เรื่องสั้นเดือนเมษา : ไม่กี่คำ

มีแค่เพียงคำไม่กี่คำ ที่ทำให้ฉันนั้นลำบากใจ
และก็เก็บกดทุกทุกทีเมื่อเจอเธอครั้งใด
เพราะฉันนั้นรู้ คำหนึ่งคำ นั้นอาจจะทำให้เพื่อนที่เคยชิดใกล้
ต้องห่างและก็อาจจะหายไป

แต่เธอเองจะได้ยินอะไรในใจฉันไหม ได้ยินฉันไหม ว่าอึดอัดใจแค่ไหน
ที่ต้องเก็บกดคำคำนี้ ให้อยู่แค่หัวใจ เพราะไม่กล้าเลยสักที
อยากจะปลดปล่อยคำคำนี้ให้ออกจากข้างใน
แต่ไม่กล้าเลยสักที… ว่าฉันรักเธอเหลือเกิน

“หากเพลงสักเพลงพูดแทนความรู้สึกได้ทั้งหมด… คนเราก็คงไม่มีประโยคใดไว้คุยกัน”
เธอว่าอย่างนั้น เมื่อฟังเพลงบางเพลงแล้วรู้สึกไปกับเพลงนั้น…เธอเป็นคนช่างรู้สึก ช่างอ่อนไหวไปกับสิ่งต่างๆ รอบข้างง่ายดายเสมอ ไม่ว่าจะฝนตก รถติด เด็กเดินตากฝนขายพวงมาลัยหรือยิงกันตายที่ปัตตานี ก็ตาม…

“การบอกรักใครสักคนบางครั้งมันก็ยากเหมือนกันนะ ยากกว่าที่คิดว่ายาก”
เธอรักคนที่เธอรัก แต่เธอไม่อาจบอกเขาไปอย่างที่อยากบอกได้ มันเป็นเรื่องเจ็บปวด รวดร้าวกว่าอะไรทั้งหมด

“ไม่อยากสูญเสีย เพราะรู้ดีว่าจะต้องถูกปฏิเสธ… ไม่แน่ใจว่าจะยอมรับการปฏิเสธได้หรือเปล่า”
นั่นคือเหตุผลที่คำคำนั้นยังคงอยู่ในหัวใจ

“เศร้าดีนะ”

“อื้อ เศร้า แต่ก็มีความสุขดี แค่ได้ใกล้ ได้เห็นความเป็นไป และรับรู้เรื่องราวในชีวิตของคนที่เรารัก บางครั้งก็เพียงพอแล้วที่จะต่อเติมกำลังใจให้กับวันต่อไปของชีวิต”
เธอพูดทั้งรอยยิ้ม ยิ้มที่ซ่อนความเศร้าไว้ในดวงตา ดูเหมือนเธอจะเป็นเพื่อนที่ดีกับความเศร้า เรียนรู้ความรวดร้าวจนชาชินและท้ายที่สุดเมื่อตัดขาดกันไม่ได้ ก็เป็นเพื่อนกันไปเสียเลยอย่างนั้น

ความรักของเธอตรงข้ามกับผม

สำหรับผม กับคำไม่กี่คำที่ผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกรัก ผมยังจำมันได้ดีเสมอ เธอบอกรักเพราะเธอรู้สึกว่านั่นเป็นความรัก เธอไม่เคยโกหกความรู้สึกตัวเอง คิดอย่างไรเธอพูดอย่างนั้น คำพูดกับหัวใจของเธอตรงกัน

“ยิ้มอะไร”
คนที่นั่งข้างกันถามขึ้น

“ผมกำลังนึกถึงเธอ”
เธอที่ว่า คือเธอที่บอกรักผม… เธอไปแล้ว ไปจากชีวิตผมนานพอที่จะทำให้ความรู้สึกบางอย่างตกตะกอน แต่ไม่นานพอที่จะทำให้ผมลืมเธอได้ หรือบางทีอาจเพราะผมไม่เคยพยายามที่จะลืมเธอเลยต่างหาก

“ดีจัง อย่างน้อยเธอก็ทำให้คุณยิ้มได้”

“ผมเองก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

“น่าเสียดายที่เธอเลิกเขียนหนังสือ เธอเป็นนักเขียนที่มีฝีมือ ฉันชอบอ่านงานที่เธอเขียน”

“เป็นเพราะผมทีเดียว”
เป็นเพราะผมจริงๆ สำหรับเหตุผลที่เธอไป ผมยังจำมันได้ดีกับคำไม่กี่คำของเธอ

“ที่คอยทวงงานเขียนอยู่บ่อยๆ มีอยู่สองเหตุผลเท่านั้น คือ หนึ่งอยากคุยด้วย และสองคืออยากฝึกให้เขียนได้ด้วยตัวเอง อยากให้มีชื่อเสียงด้วยตัวเอง ที่ให้ช่วยเขียนงานนั่นน่ะเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ เพราะถ้าหากต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เรายังมีมืออาชีพ อีกหลายคนที่เต็มใจช่วยเราอยู่แล้ว ที่เรายังขอให้เขียนด้วยกันนั่นเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราสองคนยังมีเรื่องต้องติดต่อกัน เท่านั้นเอง”
ในตอนนั้นผมไม่เข้าใจหรอกว่ามันหมายความถึงอะไร ผมรู้สึกแค่ ทุกครั้งที่เธอโทฯ มาหา เธอจะถามผมว่า “เขียนงานไปถึงไหนแล้ว” และลงท้ายด้วยคำว่า “รักจริงๆ เลยผู้ชายคนนี้” ซึ่งคำไม่กี่คำนั่นเองที่ทำให้ผมหงุดหงิด มันเป็นความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่ผมรู้สึกขัดใจในคำว่ารักของเธอ

ผมรู้ว่าเธอรักผม และมันก็มากพอที่ใครคนหนึ่งจะรักใครสักคนได้นั่นแหละ เพราะสิ่งที่แทนคำพูด คือการกระทำของเธอที่แสดงออกให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าไม่รักคงทำไม่ได้ แต่ความรักของเธอ เหมือนธุลีในสายลม ผมไม่เคยมองมัน

“เลิกพูดเรื่องนี้ซะที พูดอยู่ได้ซ้ำซาก”
เธอไม่เคยได้รับการรักษาน้ำใจจากผม เธอไม่เคยได้ยินคำพูดรื่นหู ไม่เคยได้รับความอบอุ่นในสัมผัส แต่เธอก็ไม่เคยที่จะร้องขอมันเช่นกัน ความรักของเธอทำให้ผมรู้สึกว่าเธอกำลังล้ำเส้น เธอคืบก้าวเข้ามาในชีวิตของผมด้วยเครื่องมือที่ชื่อความจริงใจ แต่เธอผูกมัดผมไม่ได้หรอก ชีวิตของผมเสรีเกินไปที่จะอนุญาตให้ใครทำอย่างนั้น

ผมไม่รักเธอ นั่นคือประโยคที่ผมบอกตัวเอง

ความคิดแบบนั้นเกิดขึ้นเสมอเมื่อผมมีเธอวนเวียนอยู่ใกล้ๆ จนเมื่อวันหนึ่งเธอมาหา พร้อมคำบอกลาอย่างไม่มีเยื่อใย ผมจึงได้เข้าใจคำว่า “รัก” ของเธอในตอนนั้น ตอนที่เธอจากไปแล้ว

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้บอกรัก พูดเถอะ บางครั้งคำไม่กี่คำนั่นแหละที่อาจจะเปลี่ยนเราไปทั้งชีวิต

ผลงานล่าสุด

นิยายเล่มใหม่ของหญ้าเจ้าชู้ และ ดาริกามณี

เพื่อนๆ คะ เล่มใหม่หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ
ชื่อเรื่องเดิมคือ เรื่องตลกของโชคชะตา (นั่นเอง)
ฝากเพื่อนๆ ช่วยกันหนุน (หลัง) ด้วยนะคะ ^^
อุตส่าห์ลุ้นในบล็อคกันมาตั้งนาน–
อ่านเป็นเล่ม อีกครั้งก็แล้วกันนะคะ

เรื่องย่อ ลุ้นสุดฤทธิ์ พิชิตรัก
โดย หญ้าเจ้าชู้

เรื่องราวของเฌลลี หญิงสาวผู้มุ่งมั่นที่จะเอาชนะใจชายหนุ่มที่เธอรักด้วยการยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา นั่นเพราะเธอเชื่อว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่ามากเมื่อเทียบกับลูกชายศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์ ขณะที่คุณพ่อของเธอเป็นแค่ครูบ้านนอกธรรมดา ณนนท์เองหรือก็เป็นถึงนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่หลงคิดว่าตัวเองเป็น “อัจฉริยะระดับเทพ” และไม่เคยคิดอะไรกับเธอมากไปกว่าแค่เพื่อน

ด้วยความรักและภักดี เสาร์-อาทิตย์ เฌลลีขับรถไกลจากจันทบุรี เข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเจอหน้าณนนท์เพียงไม่กี่นาที (ก็ยอม) และทุกครั้งที่เธอเข้าเมืองมาก็มักจะหอบเอาผลไม้ (เมืองจันท์) มาฝากด้วยทุกครั้งไป กระทั่งยอมเป็นทาสรับใช้ กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ล้างรถ เพื่อแลกกับการมีที่ซุกหัวนอนในวันเสาร์-อาทิตย์ (ทุ่มทุนสร้างปานนั้น) ซึ่งบ้านนั้นก็หาได้มีแต่พระเอกคนเดียวหรือก็ไม่ แต่ยังมีอีกสองหนุ่มน้องชายที่นิสัยเหมือนพี่ไม่มีผิด (แต่หน้าตาดีกว่าพี่คนโตลิบลับ) ให้เธอต้องคอยปรนนิบัติ แจ็คพอตสองชั้น เพราะสามหนุ่มพี่น้องถูกเลี้ยงดูอย่างคุณหนูมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยจับงานบ้านสักอย่างเพราะมีคุณนายดารณี มารดาที่แสนประเสริฐ ทำทุกอย่างให้หมด เมื่อมีทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์อย่างเฌลลี สามหนุ่มพี่น้องเลยยิ่งสบายไปใหญ่

ณฌาหรือน้องกลางเป็นชายหนุ่มที่ค่อนข้างเสรีในการใช้ชีวิตไม่ค่อยคิดอะไรวุ่นวายซับซ้อนเหมือนพี่ชายคนโต เขาทำงานด้านคอมพิวเตอร์ในบริษัทต่างชาติ ทำตัวเหมือนจะเจ้าชู้ แต่ที่จริงเขาก็รักใครรักจริง เขาชอบเฌลลี แต่คิดว่าเธอเหมาะที่จะเป็นคนรักของพี่ชายเจ้าระเบียบของเขามากกว่า

ขณะที่น้องเล็กหรือณธี ซึ่งหลังจากจบ ม. ปลายจากบ้านเกิดเอ็นทรานส์ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยย่านบางมดก็ย้ายตัวเองมาอยู่กับพี่ชายทั้งสอง แถมจับพลัดจับผลูไปเป็นดาราทีวีกับเขาอีก (คิดดูว่าหน้าตาดีกันแค่ไหน – บ้านนี้) น้องเล็กมี “พี่แป้น” (ชื่อเล่นของนางเอกที่พระเอกตั้งให้) คอยจัดการโน่นนี่ให้จนกลายเป็นเหมือนพี่สาวคนหนึ่งของเขา เขารักพี่แป้นและคิดว่ามีแต่เธอเท่านั้นที่จะกำราบพี่ชายคนโตของเขาได้

แต่นางเอกของเราก็ต้องเผชิญขวากหนามมิใช่น้อย นอกจากอภิชาติมารดาอย่างคุณนายดารณีจะสกรีนจนละเอียดยิบแล้วยังมีมารหัวใจอย่าง “น้องขนมเค้ก” ที่ทำให้นางเอกเกิดแรงฮึดอยู่พักใหญ่ไปหัดทำเค้กส้มเอาใจพระเอก ผลออกมาคือ “อย่าว่าแต่เค้กเลย ผัดมาม่ายังเค็มเหมือนทะเลบางแสน” เมื่อเอาดีทางของกิน-ไม่ได้นางเอกก็หันไปหาหนทางอื่น ไม่ว่าจะตีท้ายครัวมารดาที่เป็นรองศาสตราจารย์ของเขาจนเอาชนะใจได้รับเกียรติเป็นลูกสาว-แต่ก็แอบหมายใจว่า “ถึงแม้วันนี้จะยังไม่ได้เป็นลูกสะใภ้ ได้เป็นลูกสาวก็ยังดี”

แต่กระนั้นอัจฉริยะระดับเทพก็ยังมิได้มีวี่แววจะชายหางตาแล เขาแค่คิดกับเธอเหมือนเพื่อนสนิท ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่มีใครคบหาเป็นเรื่องเป็นราว เฌลลีท้อใจหลายครั้ง และทำท่าว่าจะยกธงขาวก็หลายหน แต่สุดท้ายก็บอกตัวเองว่า “เออ ไม่เห็นต้องทำใจให้ไม่รักเลยนี่หว่า”

เฌลลีก็ยังพยายามสุดฤทธิ์ที่จะเอาชนะใจชายหนุ่มที่เธอรักหัวปักหัวทิ่มด้วยการสอบทุนไปเรียนต่อด๊อกเตอร์ (บ้าง) ซะเลย,เผื่อว่าจะลดความต่ำต้อยน้อยใจในตัวเองลงไปได้บ้าง แล้วก็ฟลุคมากที่ดันสอบได้

และเมื่อนางเอกไป พระเอกก็เริ่มรู้ใจตัวเอง เขาจะทำอย่างไรต่อไปมาลุ้นกันในเล่มนะจ๊ะ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ส่วนอีกเล่มที่จะวางแผงในงานสัปดาห์หนังสือวันที่ 26 มีนาคม ถึง 7 เมษายนนี้คือ ปีกแห่งฝัน ค่ะ เล่มนี้ใช้นามปากกา ดาริกามณี ฝากเพื่อนๆ อุดหนุนด้วยนะคะ

เรื่องย่อ ปีกแห่งฝัน
ผู้เขียน ดาริกามณี

ISBN: 978-974-04-9241-2
Barcode: 978-974-04-9241-2
ขนาด : 145 x 210 x 13 mm
จำนวนหน้า : 224 หน้า
ราคา 159 บาท
สำนักพิมพ์ Come On
รายละเอียดเพิ่มเติม

เรื่องราวความฝันของฝิ่นกับเอื้อง สองหนุ่มสาวในวัยแสวงหา คนหนึ่งต้องการเอาชนะคำว่า “เจ้าคนนายคน” ของผู้เป็นบิดาที่หมายมั่นปั้นมือให้ลูกชายได้รับราชการทหาร มีเกียรติยศ มีหน้ามีตาในสังคม แต่ลูกชายก็เลือกที่จะทำตามความฝันของตัวเอง นั่นคือการทำไร่กล้วยไม้และไร่กุหลาบ ฝิ่นทำได้ดีถึงขั้นส่งออก แต่กว่าเขาจะก้าวมาไกลขนาดนี้ได้ ชายหนุ่มต้องฝ่าฟันขวากหนามไม่น้อยเหมือนกัน ขณะที่เอื้องต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้จากการทำร้านหนังสือ เธอต้องกู้เงินธนาคารมาทำร้าน และเผชิญกับคำว่า “มันจะได้สักกี่น้ำ” และแน่นอนว่า กว่าเธอจะยืนได้นั้น เธอเกือบล้มไปก็หลายครั้ง

สองหนุ่มสาวได้รู้จักและรักกัน ทั้งคู่มีความรัก มีความฝันและพร้อมที่จะเคียงข้างไปด้วยกัน แต่อยู่ๆ ก็มีอีกหนึ่งหนุ่มก้าวเข้ามาในชีวิตของหญิงสาว นั่นคือ น่าน นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพอากาศ ซึ่งเหมือนตอกย้ำฝิ่นเรื่องความหวังของพ่อ น่านเป็นรักแรกของเอื้อง เธอสัญญากับเขาเอาไว้ว่าจะรอแต่เธอไม่คิดว่าเขาจะกลับมา…และเมื่อวันหนึ่งที่น่านกลับมาในวันที่เธอมีฝิ่นอยู่ข้างกาย นั่นหมายถึงเอื้องต้องเลือกใครเพียงคนเดียว, ขณะที่อิง น้องสาวของเอื้องหลงรักฝิ่นตั้งแต่แรกพบ ไม่มีใครรู้ความรู้สึกในใจของอิง เธอเก็บมันไว้มิดชิด จนกระทั่งเมื่อน่านต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่เอื้อง และฝิ่นกับเอื้องก็เป็นเพียงเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น อิงก็ยังเป็นแค่น้องสาวที่แสนดีของฝิ่น เธอบอกกับตัวเองว่า “แค่ได้รักก็พอ”

ฝิ่นมีคุณวรรณนรี มารดาเป็นเหมือนเสาหลักของชีวิต คอยปลอบใจ ให้กำลังใจและคอยพยุงเมื่อเขาล้มลง แม่ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของฝิ่น และนอกจากนั้นฝิ่นก็ยังมีสายรุ้งน้องสาวต่างมารดาคอยเป็นลูกมือในการดูแลไร่พร้อมกับรชตะคนรักของเธอซึ่งคอยดูแลเรื่องฟาร์มเลี้ยงผึ้งให้ ขณะที่อิงก็มีคิมหันต์ที่ชอบอิงอย่างจริงใจ แต่เมื่อรู้ว่าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของอิงได้ เขาก็จำเป็นต้องยอมแพ้และหาหนทางให้ฝิ่นกับอิงเปิดเผยความในใจต่อกัน

ปีกแห่งฝันฯ เป็นเรื่องราวของความรักที่อยู่บนพื้นฐานของความฝันของสองคนที่คือเอื้องกับฝิ่นที่สุดท้ายแล้ว ทั้งคู่ก็ไม่ได้ลงเอยกันอย่างที่น่าจะเป็น นั่นเพราะชีวิตคนเรามีเรื่องราวอีกมากมายที่ไม่อาจคาดเดาได้ล่วงหน้า แม้หัวใจและความรักจะผกผันไปกับเวลาและความผูกพัน แต่เรื่องราวของความฝันและความหวังเป็นสิ่งที่ตั้งมั่นอยู่ในหัวใจไม่อาจมีใครมาทำให้คลอนแคลนได้นอกจากตัวเอง…

และปีกแห่งความฝันจะโบยบินไปไกลเพียงไหนก็อยู่ที่หัวใจเจ้าของฝันที่จะฝ่าฟันให้ปีกแห่งฝันโบยบินสู่แดนดินแห่งรัก ณ โค้งรุ้ง…

Note : เป็นเรื่องที่เขียนมานานมากกว่าจะจบ แต่ก็ภูมิใจมากเมื่อท้ายที่สุดแล้วความพยายามทั้งหมดก็ไม่ได้สูญเปล่า ฝากด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ^^

เรื่องสั้นปลายกุมภา

ถ้าไม่รัก… ก็เขียนไม่ได้

ชีวิตของผมเชื่องช้า และเวลาของผมก็เดินช้าไปพร้อมๆ กัน บางครั้งไม่อยากทำอะไร บางครั้งก็อยากทำอะไรมากมาย แต่เงื่อนไขของชีวิตมักจะไม่เอื้ออำนวยให้ทำในสิ่งที่อยากเท่าไหร่นัก… ผมเดินอยู่ริมถนน แต่ใจผมไม่ได้อยู่กลางถนนหรอกนะ มันแค่โบยบินไป โบยบินที่ไม่ใช่ล่องลอย เพราะการล่องลอยนั้นไร้ซึ่งการบังคับทิศทาง ผิดกับการโบยบิน มันพุ่งตรงมุ่งสู่เป้าหมายอย่างเสรีและมีทิศทาง — ทิศที่หัวใจของผมโบยบินไป คือทิศที่เจ้าของหัวใจผมอยู่ตรงนั้น

“โรแมนติกสุดยอด คิดได้ยังไงนี่เรา” พึมพำขณะที่เอียโฟนเสียบอยู่ในหูฟังเพลงโปรด…

ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม…
มันอาจไม่เพราะไม่ซึ้งไม่สวยงาม เหมือนเพลงทั่วไป
อยากให้รู้ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้
แต่กับเธอคนดี รู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่ายดาย…

เพลงที่ผมฟังครั้งแรกจากการเดินผ่านย่านเซนเตอร์พอยท์ ก่อนถึงวาระสุดท้ายและตายลงอย่างสงบของแหล่งชุมนุมวัยรุ่นชาวสยาม เพลงที่ผมไม่รู้ว่าชื่ออะไร ศิลปินกลุ่มไหนเป็นคนร้อง แต่มันติดเบรกให้สองเท้าผมจนต้องหยุดยืนฟังจบเพลง… เพลงที่บอกว่า “ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้” ประโยคนี้ยังติดหู มันไม่ใช่เพลงที่ไพเราะที่สุดในโลก และมันก็ไม่ใช่เพลงที่จะฟังแล้วซาบซึ้งกินใจอะไรมากนัก เว้นแต่ว่าใครสักคนจะเป็นอย่างในเพลง ซึ่งนั่นไม่ใช่ผม แต่เป็นใครอีกคนในชีวิตผม—

เธอ.. ที่เป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม ในจำนวนเพื่อนไม่กี่คนที่ผมมี เธอเป็นนักแต่งเพลงในค่ายเพลงอินดี้เล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงมากมายนักในแวดวงดนตรี เพลงของเธอไม่ค่อยดัง ไม่ติดชาร์ทของสถานีวิทยุใดๆ แต่เพลงของเธอกินใจ รวดร้าว และเมื่อฟังอย่างตั้งใจ หากเข้าถึงอารมณ์ของเพลง –นั่นอาจทำให้คนฟังมีน้ำตา เธอบอกเสมอว่าเธอแต่งเพลงทุกเพลงขึ้นมาด้วยความรัก บางเพลงมีแรงบันดาลใจมาจากคนใกล้ตัว บางเพลงก็มาจากความรักของเธอที่ไม่เคยสมหวังเลยสักที

“ความเศร้าทำให้เราเขียนเพลงได้ดี”
แล้วเธอก็ยิ้ม ไม่รู้ว่ายิ้มให้ความเศร้าหรือยิ้มให้ผม… บางครั้งที่เรานั่งข้างกัน ผมมักจะมีเอียโฟนเสียบหู ฟังเพลง และร้องเพลงคลอไปตามท่วงทำนองของเพลง-เพลงนั้น ขณะที่เธอนั่งเงียบๆ จมตัวเองลงไปในโลกส่วนตัว หรืออาจจะกำลังนึกถึงเพลงสักเพลงที่จะแต่งมันขึ้นมา บางทีเธอจะนั่งเท้าคางมองดูผม…

“รู้มั้ยว่าเป็นคนที่รูปหน้าสวย”
เธอชมผมในภาษาแบบของเธอ

“หันหลังมาหน่อยสิ—ขอยืมเป็นกระดาษ จะวาดรูปหน้าตอนหันข้าง”

“แล้วใช้อะไรเป็นดินสอ”

“นี่ไง”
เธอใช้ปากกาเคมีสำหรับเขียนแผ่นซีดี วาดรูปหน้าผมลงไปบนเสื้อสีขาวของผม

“ฟังเพลงอะไรอยู่”

“เพลงหนัง เพราะดี ลองฟังมั่งมั้ยล่ะ”

ผมดึงเอียโฟนออกจากหู–ให้เธอ

“อ่อ เพลงนี้น่ะเอง เพราะดีนะ ไปดูหนังมาแล้วเหรอ”

“อื้อ ดูหกรอบแล้ว”

“โห คงชอบมากเลยสิ ถึงได้ดูหลายรอบ”

“ชอบเพลง เพลงเพราะดี”
แล้วเราก็นั่งฟังเพลงกันอยู่อย่างนั้น เพลงเดียวนั่นแหละ ฟังซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ จนกระทั่งเธอร้องคลอไปกับเพลงได้

เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน
มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆ กัน
แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น
เพื่อเธอเข้าใจความหมาย และใจจะได้มีกัน และกัน

เราฟังเพลงเดียวกัน แต่หัวใจของเราสองคนไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน หัวใจของผมโบยบินไป ในทิศที่เจ้าของหัวใจผมอยู่ ซึ่งเธอคนนั้นไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ข้างกันในตอนนี้ เธอรู้ดี…ว่าผมมีคนรัก เท่าๆ กับที่รู้ว่ามิตรภาพระหว่างเรา ไม่อาจก้าวไกลไปกว่าความเป็นเพื่อนสนิท ความผูกพันและความใกล้ชิด ไม่ได้ทำให้ความเป็นเพื่อนสนิทเปลี่ยนแปลงไป

“เป็นเรื่องที่ดีแล้วที่เรารักกันไม่ได้ ไม่งั้นเราจะเอาความเศร้าที่ไหน มาเขียนให้เป็นเพลงล่ะ”
เธอรักผม… แต่เราไม่ได้รักกัน เพราะหัวใจของผมไม่ได้อยู่ที่เธอ มันยังโบยบินไปในทิศที่เจ้าของหัวใจของผมอยู่– คนที่ผมรักและเธอก็รักผมเช่นกัน แต่ครอบครัวคนรักของผมไม่ยินดีต้อนรับผมเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิก ความรักของเราจึงเป็นห้าปีที่ไม่มีอะไรคืบก้าวไปมากกว่าปีแรกที่คบกัน เราไม่มีเป้าหมายปลายทางของชีวิตด้วยกัน ไม่มีการวางแผนอนาคตด้วยกัน มองเห็นเพียงปลายทางที่จะสิ้นสุด…

“ความรักมักเกิดขึ้นพร้อมๆ กับเงื่อนไขเสมอ”
อีกไม่กี่เดือนก็ครบห้าปีที่ผมกับคนรักคบหากันมา

“ไม่ว่าวันนี้หรืออีกห้าปีข้างหน้าทุกอย่างก็จะยังเป็นอย่างที่เป็นนี้”
เธอรับรู้เรื่องราวของผมตลอดมา ห้าปีที่ผมเป็นเพื่อนกับเธอ เท่าๆ กับห้าปีที่ผมมีความรัก – แทบไม่แตกต่างกันเท่าใดเลย

“ถ้าเรารักใครสักคน เวลา–ไม่สำคัญเท่าความรู้สึก”

“นั่นมีได้แค่ในเพลง – ไม่ใช่ชีวิตจริง”
ผมพูดออกไปแบบนั้น นั่นทำให้เธอเงียบ…ความเงียบที่ผมไม่อาจคาดเดาว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่สุดท้ายแล้วเธอก็เอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบให้ตายลง

“งั้นจะเขียนเพลงสักเพลงให้ก็แล้วกัน”
นั่นเป็นคำปลอบโยน – ผมรู้ดี

อันที่จริงผมก็เศร้าเหมือนๆ เธอนั่นแหละ เธอมีความรัก-รักข้างเดียว ผมมีความรัก-แต่เป็นความรักที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง…จะต่างอะไรกัน

“เหนื่อยมั้ย”
คำถามของผม เมื่อทบทวนถึงมิตรภาพระหว่างเรา และความรักของเธอที่ทุ่มเทให้ผมตลอดเวลามา

“เรื่องอะไร”

“รักใครสักคน แต่เหมือนโยนก้อนหินลงไปในทะเล ไม่มีวันเต็ม”

“คงเหมือน เหมือนกันนั่นแหละมั้ง – เราต่างก็กำลังโยนก้อนหินลงไปในทะเล”
เธอหมายความถึงเรื่องของผม ความรักของผม ที่จะว่าไปแล้วก็คงไม่แตกต่างจากเธอนัก…

เธอยังไม่ไปไหน –คอยรับรู้ รับฟังเรื่องราวความรักที่ “เหมือนกำลังโยนหินลงไปในทะเล” ของผม เธออยู่เป็นเพื่อนในวันที่ผมไม่มีเพื่อน ให้กำลังใจในวันที่ผมไม่มีใคร และนั่งฟังเพลงอยู่ข้างกันในวันที่ผมควรจะมีคนรัก…แต่ไม่มี

ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง
ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน อยู่ด้วยกันตราบนาน นาน
ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
คือทุกครั้งที่รักของเธอ ส่องใจ ฉันมีปลายทาง - -

“รู้ไหม การมีใครสักคนให้ได้บอกรัก มันเป็นเรื่องที่ดีแค่ไหน แล้วรู้ไหม ว่าคนที่ไม่มีใครให้บอกรักเลยนั้นมันเป็นยังไง ห้าปี อาจจะนานเกินไปสำหรับความรัก ถ้าหากจะนึกถึงเพียงปลายทางของความรัก…เคยนึกหรือเปล่าว่าห้าปีนั้นระหว่างทางที่จูงมือกันเดินมา มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง…นั่นต่างหากคุณค่าของความรัก”

“จะรู้อะไร…”
อย่างหนึ่งที่เธอไม่มีวันเข้าใจคือระหว่างทางที่จูงมือกันเดินมานั่นแหละ… มือที่ผมจูงนั้นมีเงื่อนไขอยู่ที่ว่าถ้าผมมีฐานะมั่นคงพอครอบครัวคนรักของผมก็จะยอมรับผมมากขึ้น แต่มันไม่ง่ายเลยสำหรับผม แม้จะพยายามกว่านี้สักกี่พันเท่า แค่ความรักอย่างเดียว สำหรับ “ชีวิตจริง” น่ะ…ไม่พอหรอก
เธอไม่มีวันเข้าใจ เพราะเธอเป็นแค่เพื่อน เป็นแค่คนที่รักผม—แต่เธอไม่ได้เป็นผม… จะรู้อะไร

“แค่… ไม่อยากให้เป็นแบบนี้”
น้ำเสียงของเธอนุ่ม เบาและฟังดูอบอุ่น ผมรู้ว่าเธอเป็นห่วง

“แล้วใครอยากเป็นแบบนี้”
แล้วบรรยากาศของความเงียบนิ่งก็เข้าเกาะกุมเราทั้งคู่—อากาศอบอ้าวก่อนที่ฝนจะตกลงมา…สายฝนเดือนกุมภาพันธ์ มันช่างเป็นฝนที่สับสนเสียเหลือเกินนัก, ผมหยิบสมุดโน้ตเล่มเดิมมาจดรายละเอียดลงไป…
17 กุมภาพันธ์ 2551 สวนสันติไชยปราการ, ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 14.00 น. ฝนตก

“ยังจดอยู่อีกเหรอ”

“อื้อ”
ผมตอบคำถามนั้นสั้นๆ เพราะผมเคยบอกกับเธอไปแล้วเรื่องจดบันทึกเมื่อฝนตก ครั้งแรกที่เธอรับรู้ เธอทำท่าแปลกใจและสงสัยเธอถามว่าผมจดบันทึกเรื่องฝนตกทำไม ผมตอบเธอว่าเพราะอยากรู้ว่า หนึ่งปีนั้นจะมีโอกาสได้อยู่ในบรรยากาศฝนตกสักกี่ครั้ง — แล้วเธอก็บอกว่าจะเอาไปเขียนเป็นเพลง… ไม่นานผมก็ได้ฟังเพลงนั้นจากเธอ

ทุกครั้งที่ฝนหล่นลงจากฟากฟ้า ก็เหมือนน้ำตาหล่นมาพร้อมกับฝน
และมีความเหงาแทรกอยู่ ในบรรยากาศที่สับสน
ฉันไม่มีคนตากฝนเคียงข้างกัน…

เมื่อไรที่ฝนตก หัวใจฉันหล่น จะมีใครบางไหมสักคน
ที่ยอมเปียกฝนด้วยกัน…

เนื้อหาก็เพราะดี นักร้องก็เสียงดี แต่เพลงนี้ก็ไม่ดัง ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเขียนเพลง เพราะเธอรักที่จะเขียนเพลง อะไรที่เธอรัก เธอมักจะทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่เสมอ…

“วันนี้มาหา เพราะมีเรื่องจะบอก”
น้ำเสียงเธอยังนิ่ง และราบเรียบราวทะเลที่ไร้คลื่น ผมนั่งเงียบรอฟัง เธอพูดต่อ…

“สอบได้ทุนไปเรียนต่อที่วิทยาลัยศิลปะและการดนตรีที่อเมริกา”

“ไม่เคยบอกว่าสอบเลย”
ผมไม่เคยรู้เรื่องของเธอมากกว่าที่เธอบอก และถ้าเธอไม่บอก อะไรที่เกี่ยวกับเธอก็จะยังคงเป็นเรื่องที่ผมไม่มีวันได้รู้อยู่อย่างนั้น

“ขอโทษนะ”

“ไหนบอกว่ารัก…จะทิ้งกันแล้วงั้นหรือ”
ผมไม่ได้ตัดพ้อ –หรืออาจจะเรียกประโยคนั้นว่าตัดพ้อ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่เท่าที่รู้สึกคือใจหาย…เหมือนมันกำลังถูกกระตุกหล่นร่วงลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา

“เราโยนก้อนหินลงไปในทะเล ห้าปีแล้ว… ในเมื่อระหว่างเราเป็นได้แค่เพื่อนที่ดี ก็จะรักษาความเป็นเพื่อนที่ดีนั้นไว้ตลอดไป”

“แล้วเมื่อไหร่จะเจอกันอีก”

“เมื่อความรัก…ออกเดินทาง”
เธอจากไปแล้ว ตามทางของเธอ และผมก็ยังเดินอยู่ริมถนน หัวใจของผมยังคงโบยบินไป ยังทิศทางที่เจ้าของหัวใจผมอยู่ตรงนั้น มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่ผมจะคิดถึงเธอ ในฐานะเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง…

ผมเริ่มหัดเขียนเพลง จากเรื่องราวรอบๆ ตัว จากหนังสือที่อ่าน จากการเดินทาง และจากความคิดถึง, สักวันหนึ่งผมจะร้องเพลงที่ผมแต่งขึ้นให้เธอฟัง - -

250225512035

แอบรักคนที่เคยบอกรัก

ถ้ารักใครสักคนแล้วไม่ได้บอกรัก

จะรู้สึก อึดอัด ขัดใจ…

เหมือนท้องเสีย แต่ไมได้เข้าห้องน้ำ

เมื่อได้บอกออกไปแล้ว มักจะสบายใจ

เหมือนได้เข้าห้องน้ำ

ถึงแม้ว่าจะถูกปฏิเสธ…

เหมือนห้องน้ำเต็ม

การบอกรัก แล้วถูกปฏิเสธ

มันก็เจ็บปวดรวดร้าวดี

แต่ก็ไม่ได้หมายถึง จะเลิกรัก คนที่รัก…

เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจากการ “บอกรัก”

มาเป็น “แอบรัก” แทน–

ก็ดีเหมือนกัน,

เพราะเมื่อไหร่ที่เราเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น

เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าเราโกหก

ที่บอกรักเขา - -

ไม่ได้มาจากดาวไหน

ประเด็นของเรื่องมาจากหนังสือชื่อ Men are From Mars, Woman are form Venus ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ (ประมาณนี้ล่ะมั้ง หนังสือเป็นภาษาอังกฤษ –อ่านไม่ออก) เพิ่งค้นเล่มนี้เจอก็ตอนที่เก็บข้าวของให้ “เข้าระเบียบ” ในที่ที่มันควรจะอยู่ –

ไม่ได้เปิดอ่านมันมากไปกว่าหน้าแรกที่เขียนเอาไว้ว่า

“เผื่อจะรู้จักตัวเองมากขึ้น” คนให้เป็นผู้ชาย เป็นวิศวกร ความสามารถที่ต้องยอมรับว่า “อัจฉริยะ” ในวิชาชีพของเขา เราเคยสนิทกันมาก แต่ตอนนี้เราไม่ได้สนิทกันแล้ว ชื่อเขาคือ “สมศักดิ์” ชื่อเล่นที่เราเรียกคือ “คุณจุ๋ม” หนังสือเล่มนี้ไม่ใหม่ เพราะเขาอ่านมันก่อนที่จะให้เรามา และเขาก็ขีดไฮไลท์ในระหว่างประโยคที่เขารู้สึก “พิเศษ” กับมัน

เราไม่ได้อ่านเล่มนี้อีก และเราก็จำไม่ได้ว่าเนื้อหาของเรื่องมันเป็นยังไง… แต่สิ่งที่เราจำได้คือ มิตรภาพระหว่างเรากับคุณสมศักดิ์ — ดูเหมือนเราจะรู้จักกันเพราะโปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรสักอย่างก็จำไม่ได้แล้ว คล้ายๆ MSN พ.ศ.นี้ แต่นั่นจะไม่ได้ทำให้เราสนิทกันได้ถ้าไม่บังเอิญเพราะว่าคนรักของคุณสมศักดิ์ทำงานที่เดียวกับเรา…

มันเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ใช่โชคชะตา –

คุณสมศักดิ์มานั่งรอ “คนรัก” ที่ล็อบบี้ของอาคารทุกวัน ส่วนเราก็ไปนั่งกินกาแฟทุกวันและเมื่อวันหนึ่งที่ว่างเหลือแค่ตรงหน้าเรา คุณสมศักดิ์เดินมาขอนั่งด้วย เขาชวนคุย… เขาไม่รู้ว่าเราคือคนที่คุยกับเขาทางโปรแกรมนั้น เราก็ไม่รู้ว่าเขาคือคนเดียวกับที่เรารู้จัก… แต่เมื่อเจอกันสองสามครั้งก็แลกเบอร์กัน—นั่นเลยทำให้รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน

โลกมันกลม ประเทศไทยมันแคบ—และเราก็ไม่ได้มาจากดาวคนละดวง แค่มาจากท้องพ่อท้องแม่คนละคน

ตอนนั้นเราเรียนที่ชลบุรี คุณสมศักดิ์เป็นคนสอนภาษาอังกฤษให้เรา ช่วยเราแปลงานให้เรา ขับรถจากกรุงเทพฯ พาเราไปส่งธีสิสที่มหาวิทยาลัยก่อนที่จะหมดเวลาอย่างหวุดหวิด (และหวิดตาย) ไปเที่ยวเกาะเสม็ดกันสองต่อสอง (กรี๊ดๆ) ยอม อดบุหรี่ตลอด 3 วัน คุณสมศักดิ์คอยแกะกุ้งให้เรากิน แบกเรากลับห้องพัก ซื้อดิกชันนารีให้ ซื้อตำราเรียนภาษาอังกฤษ Looks a head ให้ (เพราะรู้ว่าภาษาอังกฤษเราห่วย) และอีกมากมายที่คุณสมศักดิ์ทำเพื่อเรา เราน่าจะเป็นแฟนกับคุณสมศักดิ์ ถ้าไม่เพราะเหตุผลบางประการ (ถ้าอยากรู้ก็โปรดอ่าน ลุ้นสุดฤทธิ์พิชิตรัก เขาเป็นหนึ่งในตัวละครของเรื่องด้วยล่ะ)

คุณสมศักดิ์ มีความเป็นตัวเองสูงปรี๊ด ไม่ใช่ว่าใครจะรู้จักเขาง่ายๆ นัก แต่เขามักจะชอบเรียนรู้และรู้จักคนอื่น การที่เขารู้จักใครสักคน เขาจึงมักถือไพ่เหนือกว่าในทุกเรื่องเสมอ และคุณสมศักดิ์เป็นนักสงสัยตัวเอ้ โดยเฉาะเรื่อง “คน” เขามักจะมีข้อสงสัยในการรู้จักคนอื่นเสมอ เช่น “การที่ใครสักคนเดินเข้ามาทักคุณ คุณคิดว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจนั้น” นั่นเป็นตัวอย่างประโยคประหลาด ที่คุณสมศักดิ์ชอบถาม เมื่อเราตอบ “หน้าตามั้ง” และเขาก็มักจะบอกหลังจากที่ได้คำตอบแล้วว่า “ที่ผมถาม เพราะคุณจะได้สำรวจตัวเองว่าในขณะนั้นคุณกำลังคิดอะไรอยู่ ทางศาสนาพุทธเรียกว่าการมีสติสัมปชัญญะน่ะ” แต่คุณสมศักดิ์เป็นคริสเตียน

เราเคยบอกเขาว่าเรามาจากดาวอื่น เพราะตอนนั้นเพิ่งได้ชื่อนามปากกามาใหม่ว่า ดาริกามณี ดาวนั้นชื่อ “ดาวดวงแก้ว” (Arcturus) -0.04, Rich Golden Yellow มีอีกชื่อหนึ่งว่า ดาวยอดมหาจุฬามณี เป็นดาวฤกษ์ที่สังเกตได้ง่าย แดง มีความสว่างปรากฏอันดับ 4 ของท้องฟ้า มีความสว่างปรากฏเท่ากับ -0.04 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 37 ปีแสง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 เท่าของดวงอาทิตย์ คำว่า “อาร์คทุรุส” หมายถึง “คนเลี้ยงหมี” (The Bear-keeper) โดยคนเลี้ยงสัตว์หรือคนเลี้ยงหมีนี้ จะเดินตามหลังกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) และกลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Minor) ไปรอบๆขั้วฟ้าเหนือตลอดเวลา…

เราโดนคุณสมศักดิ์ “อัด” เสียหงายหลังเรื่องมาจากดาวอื่น (ทั้งที่มันแค่การเปรียบเทียบ)

“การที่คิดว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น แล้วทึกทักเอาเองว่า ไม่เหมือนคนอื่น เพราะความไม่เหมือนคนอื่นเลยบอกตัวเอง (เหมือนเด็กขาดความอบอุ่น) ว่า ฉันมาจากดาวโน้น ดาวนี้ ดาวห่-าเหวอะไรต่อมิอะไรนั่นน่ะ… รู้จักดาวดวงนั้นดีแค่ไหน แล้วไม่พอใจหรือไงที่เป็นลูกพ่อกับแม่ ความต่างของคน มาจากตรงไหน เรียนรู้เรื่องชีววิทยาก็น่าจะรู้… แล้วไอ้การแสดงเพาเวอร์เรนเจอร์ เพื่อแสดงว่าตัวเองต่างจากคนอื่นน่ะ—ใช้วิธีฉลาดกว่านี้ก็ได้… ในทางจิตวิทยา คนที่รู้สึกว่าตัวเองมาจากดาวอื่น มักจะเป็นคนที่ขาดความอบอุ่น หรือเป็นคนมีปัญหานะ”

เท่านั้นแหละ มันทำให้เรากลายเป็น คนธรรมดาขึ้นมาในทันที… เราไม่ได้คิดว่าคุณสมศักดิ์พูดถูก หรือผิด แต่เราคิดว่าทุกคนมีพื้นฐานที่แตกต่างกันทุกอย่างอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ไม่ว่าใครจะแปลกประหลาดขนาดไหน ทุกคนก็มาจากที่เดียวกัน นั่นคือ “สเปิร์มของพ่อและไข่ของแม่” ไม่ได้ปฏิสนธิโดยเอเลี่ยนจากดาวไหน—

การแสดงออกถึง “อะไรบางอย่าง” ของคนแต่ละคนเพื่อแสดงความเป็นตัวตนของตัวเองมีหลายแบบ บางคนก็ชอบปาก้อนหินใส่กระจกรถชาวบ้าน บางคนก็จับเข้าเซฟเฮาท์ช็อตไข่ และบางคนก็พูดน้ำไหลไฟดับโดยไม่คำนึงว่าเป็นไปได้หรือไม่ได้ แถมยังชอบว่าคนโน้นคนนี้มือสะอาด มือสกปรก อีกด้วย แต่ละคนมีวิธีของตัวเองไปต่างๆ กัน อันที่จริงจะว่าไปแล้วเราเองก็ชอบแสดงออกถึงเพาเวอร์เรนเจอร์ของตัวเองอยู่เหมือนกัน เช่น ขี้คุย แม่-ง เราโคตรขี้คุยเลย แต่ก็อีกนั่นแหละ ไอ้ที่คุยนั่นน่ะมันทำได้จริงๆ นี่หว่า–

อ่ะ กลับมาที่คุณสมศักดิ์อีกที ตอนนี้เราไม่ได้เจอกันอีกแล้วและเราก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนของโลกนี้ แต่รับรองว่าเขายังไม่ย้ายไปอยู่ที่ดาวไหน เขาเคยเตือนเราเสมอว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นไม่ง่าย ให้ดำรงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเอาไว้ อยากเก่งต้องเก่งให้ถูกทาง อยากอวดดีต้องแน่ใจว่ามีดีให้อวด อยากฉลาดก็ต้องคิดให้เก่ง คิดให้เป็น โชคดีแค่ไหนแล้วที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้ ไม่ใช่เอธิโอเปีย

(แล้วยังสะเหร่อบอกอีกนะว่า ทำไมพวกที่มาจากดาวอื่นถึงไม่ลองไปอยู่ที่นั่นดูบ้าง–วะ)

และเรื่องการมาจากดาวอื่น ก็จบลงที่

“ผมมีวันนี้ได้ ไม่ใช่เพราะมาจากดาวพุธ แต่เพราะผมมาจากพ่อกับแม่ แล้วถ้าคิดจะเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน ลักษณะอย่างไร ทำไมถึงไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง ไม่ต้องไปคิดไกลถึงต่างดาวหรอก แค่บอกว่าคุณเป็นคนแบบไหน แสดงออกไปอย่างที่คุณเป็นเท่านั้นก็พอแล้ว ที่เหลือ คนอื่นเขาคิดเองได้”

ขณะนั้นเราสองคนกำลังนอนแผ่พุงฟังเสียงคลื่นและชมดาวกันที่เกาะเสม็ด คุณสมศักดิ์เปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับทัศนคติบางด้านให้เรา เขาไม่ใช่คนมองโลกในแง่ดี แต่เรามองตัวเองในแง่ดี มีความสุขกับการใช้ชีวิตและบอกเราบ่อยมากว่า

“ชีวิต -ไม่ใช่จะได้มากันง่ายๆ นี่ถ้าไม่มีพ่อกับแม่ล่ะก็ไม่ได้มาหรอกนะชีวิตน่ะ ใช้มันให้มีคุณค่าคุ้มกับที่พ่อแม่ให้มา”

ผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้วสำหรับมิตรภาพระหว่างเรากับคุณสมศักดิ์ และที่ทำให้เรานึกถึงเขาขึ้นมาไม่ใช่เพราะหนังสือ Men are from Mars, Woman are from Venus แต่เพราะเขาให้หนังสือเล่มนี้มาพร้อมกับ Dictionary เล่มหนาและข้อความในกระดาษเขียนด้วยลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดว่า

“ผมรู้ว่าคุณจะต้องปฏิเสธหนังสือ Men are from Mars, Woman are from Venus และคุณก็จะบอกว่า ฉันไม่ได้มาจากดาวดวงไหน ดังนั้นผมจึงส่ง Dictionary มาให้ด้วย ให้คุณเรียนการแปลจากเล่มนี้ เผื่อคุณจะได้เข้าใจภาษ