โดย หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช, 2510 พิมพ์ครั้งที่ 7, 2545 ดอกหญ้า
สืบเนื่องมาจากการดูหนัง 2 เรื่อง คือ Schinler’s list กับ The Pianist และอ่านหนังสือ 2 เล่มคือ The Reader’s และ Anne Frank : The Diary of the young girl เลยทำให้เกิดความสนอกสนใจและอยากรู้อยากเห็นถึงเรื่องราวและความเป็นมาเป็นไปของ “ยิว”
ในที่สุดก็หาหนังสือชื่อ “ยิว” มาอ่านจนได้ พร้อมด้วยความกระจ่างในเรื่องของยิว ซึ่งถึงแม้จะเป็นมุมมองในทางบวกของผู้เขียน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ได้เห็นถึงการเอาตัวรอดของยิว การนับถือศาสนา
ยูดาย ด้วยจิตใจอย่างแท้จริง… และแน่นอน รู้ถึงสาเหตุของการเกลียดชังถึงต้องล้างผลาญยิวของฮิตเลอร์แล้วล่ะ
ยิวเป็นคนเก่ง และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหลายคน
- ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกศาสนาหนึ่งคือ ศาสนาคริสต์ มีศาสดา คือพระเยซู เป็นยิว
- ศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาที่ใหญ่ที่สุดอีกศาสนาหนึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากศาสนาของพวกยิว
- ผู้เริ่มลัทธิใหญ่อีกลัทธิหนึ่งในโลก คือ ลัทธิคอมมิวนิสต์ ชื่อว่า คาร์ล มาร์กส์ ก็เป็นยิว
- นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ชื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นผู้เปิดทางให้มนุษย์เข้าสู่ยุคปรมาณูและเป็นผู้ชี้ทางให้มนุษย์เดินทางไปถึงพระจันทร์ในอนาคตด้วยทฤษฎีฟิสิกส์ของเขา ก็เป็นยิว
- ซิกมันด์ ฟรอยด์ ผู้ซึ่งได้เปิดเผยจิตของมนุษย์ออกไปให้คนได้ศึกษา ก็เป็นยิว
- และเมื่อ 300 ปีก่อนนั้น นักปรัชญาอีกคนหนึ่งชื่อ สปิโนซ่า ผู้ซึ่งได้ยกเอาวิชาปรัชญาออกมาจากวิทยาคมเอามาศึกษาเป็นวิทยาศาสตร์นั่นก็เป็นยิว เช่นเดียวกัน
ประวัติของยิว จากหนังสือเล่มนี้มีอยู่ว่า เมื่อสี่พันปีก่อนมีชายชื่อเตราห์ได้นำบุตรชายของเขาคือ อะบราฮาม พร้อมด้วยภรรยาของบุตรชายชื่อซาราห์ และหลานชายชื่อโลต ออกเดินทางไปในป่าและได้เดินทางข้ามแม่น้ำยูเฟรติสไปยังอีกฟากหนึ่งแล้วเดินทางต่อไปทางทิศเหนือ การที่ได้ข้ามแม่น้ำมานี้ทำให้เตราห์และคนในครอบครัวได้ชื่อว่า อิวรึม แปลว่า ผู้ที่ข้ามไปแล้ว หรือผู้ที่มาจากฝั่งข้างโน้น คำว่า อิวรึม ต่อมาได้เพี้ยนเป็น
คำว่า “ฮีบรูว์ : Hebrew” ในภาษาอังกฤษ
เตราห์และครอบครัวเดินทางขึ้นเหนือไปจนถึงดินแดนที่เป็นประเทศตุรกีในปัจจุบัน เขาได้ถึงแก่ความตายและอะบราฮามจึงเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป และบนภูเขาแห่งหนึ่งอะบราฮามก็ได้พบกับพระผู้เป็นเจ้านามว่า “พระยะโฮวา” พระผู้เป็นเจ้าได้ทำสัญญากับอะบราฮามว่าจะทรงรับอะบราฮามและลูกหลานของเขาไว้ในอุปการะ และให้ผู้ชายทุกคนที่อยู่ในอุปการะของพระองค์นั้นต้องทำสุหนัต คือ ตัดหนังหุ้มปลายองคชาตเมื่ออายุได้แปดวันหรือมิฉะนั้นก็ต้องตัดเมื่อเขารีตนับถือศาสนาเดียวกับชนในอุปการะของพระองค์ ซึ่งสัญญาที่พระองค์ให้ไว้เป็นเครื่องตอบแทนนั้นคือ ดินแดนคะนาอัน ซึ่งคือประเทศอิสราเอล ในปัจจุบัน
พระผู้เป็นเจ้าซึ่งอะบราฮามได้พบบนภูเขานั้นเป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวซึ่งพวกยิวเชื่อถือว่าได้ทรงสร้างโลกมนุษย์ตลอดจนสุรยจักรวาลนี้ขึ้น และพระนามที่เรียกว่า “พระยะโฮวา” นั้นเป็นของผู้อื่นเรียก พวกยิวแท้ไม่เคยออกนามพระเจ้าเลย แต่เรียกด้วยตัวอักษรซึ่งออกอีกเสียงไม่ได้สี่ตัวคือ “ยฮวฮ” ตามปกติแล้วยิวจะเรียกพระผู้เป็นเจ้า 3 ทางคือ “เอโลฮิม” แปลตรงๆ ว่า พระผู้เป็นเจ้าหรือเทวะ, ทางที่สองคือ “ยฮวฮ” และทางที่ 3 คือการเอาทั้งสองทางมารวมกันคือ “ยฮวฮ เอโลฮิม” นั่นคือประวัติศาสตร์
และขอเล่าอย่างคร่าวๆ ว่ายิวเป็นชนชาติที่ไม่อยู่นิ่ง คือมักจะเดินทางท่องเที่ยวไปตามภูมิภาคต่างๆ แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปในหลายๆ ประเทศ ยิวเคยมีดินแดนปาเลสไตน์เป็นที่อยู่อาศัยแต่ก็ถูกตีเอาไปด้วยพวกอาหรับ พวกยิวจึงต้องอพยพเร่ร่อนไปอยู่ในหลายประเทศ แต่ยิวก็อยู่ไหนได้ไม่นานก็มักจะมีเรื่องมีราวให้ต้องระเห็จออกจากถิ่นที่อยู่เดิมอยู่เรื่อยไป ไม่ใช่เพราะยิวเป็นพวกหาเรื่อง หรือนักเลงแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของศาสนาล้วนๆ
การเผยแพร่ศาสนาของคริสต์ และการตั้งข้อรังเกียจของอิสลามทำให้ยิวอยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นสุข เพราะคริสต์ก็กล่าวหาว่ายิวเป็นพวกทำให้ศาสนาเสื่อมและเป็นพวกนอกศาสนา แต่ยิวเป็นคนเก่ง ฉลาดและมีหัวทางการค้า เมื่อประเทศใดที่ระบบเศรษฐกิจไม่ดีก็ให้ยิวเข้าประเทศไปช่วยฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ ยิวส่วนใหญ่ทำงานด้านการธนาคาร การคลัง และทำการค้า ออกเงินกู้ เมื่อประเทศเจริญขึ้นก็พยายามหาทางขับไล่ยิวออกนอกประเทศเนื่องจากสาเหตุทางการนับถือศาสนา และความเป็นเชื้อชาติยิวซึ่งมีความแตกต่างจากเจ้าของประเทศ หลายๆ ประเทศกีดกันแบ่งแยกยิวด้วยการสร้างเก็ตโตให้อยู่ซึ่งเป็นชุมชนของยิวโดยเฉพาะ
ยิวในหลายร้อยปีก่อนจึงมักจะตกเป็นคนอีกจำพวกหนึ่งซึ่งถูกตั้งข้อรังเกียจอยู่เสมอ แต่ยิวก็เอาตัวรอดได้เสมอมาเช่นกัน และยิวก็เป็นอย่างนี้ตลอดมาจนกระทั่งถึงสงครามโลก เมื่อครั้งที่ฮิตเลอร์สั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว เนื่องจากความเกลียดชังอย่างรุนแรง
“….. สำหรับคนที่แอนตี้เซมิติคแล้ว เหตุสำคัญที่ทำให้เกลียดยิวก็เพราะว่ายิวนั้นเป็นยิว ข้อนี้เป็นความผิดอย่างหนักของยิวเหนือความผิดหรือความชั่วอื่นๆ และความผิดนี้ไม่มีทางที่จะให้อภัยได้ ถึงยิวจะเปลี่ยนศาสนาหรือทำคุณงามความดีอย่างใดๆ ก็ตามที ยิวก็จะยังเป็นยิวอยู่นั่นเอง และเป็นวัตถุแห่งความเกลียดชัง ต้องคิดทำลายล้างผลาญตลอดไป สภาพจิตใจที่เรียกว่าแอนตี้เซมิติคจึงมิใช่ความเกลียดชังอย่างธรรมดาซึ่งเกิดจากเหตุสามัญและเป็นความเกลียดชังที่ใครๆ ก็มี แต่ความว่าความรู้สึกแอนตี้เซมิติคนั้นเป็นปัญหาทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ซึ่งใครเป็นแล้วออกจะรักษายาก ถ้าจะหาสาเหตุแห่งโรคทางใจนี้ให้ได้ ก็พอจะกล่าวได้ว่าสาเหตุนั้นคือความกลัวนั่นเองคนที่เกลียดยิวแบบอินตี้เซมิติคนั้น ที่แท้ก็กลัวยิวเพราะยอมรับว่ายิวนั้นมีคุณสมบัติต่างๆ ที่เหนือกว่าตนจนไม่สามารถที่จะแข่งขันเอาชนะได้ เมื่อเกิดความรู้สึกที่ไม่รู้ตัวว่าจะแข่งขันในทางที่ชอบที่ควรไม่ได้แล้ว ทางออกก็มีเหลืออยู่ทางเดียวคือทำลายล้างผลาญยิวให้หมดไป……” ( หน้า247)
นั่นเป็นเหตุให้ยิวหลายล้านต้องตาย (เหมือนใน Schinler’s list กับ The Pianist และใน The Reader’s และใน Anne Frank : The Diary of the young girl นั่นแหละ…..
ความเกลียด ที่มีสาเหตุมากจากความกลัวของฮิตเลอร์ ได้ทำลายเผ่าพันธุ์ยิวลงไปมาก แต่นั่นก็ทำให้ยิวทั้งหลายได้เปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ คือการได้ประเทศอิสราเอลกลับมาเป็นของยิวในปัจจุบัน
ยิวไม่ใช่นักสู้ ไม่ใช่นักรบ แต่ยิวเป็นนักบริหาร รู้จักเอาตัวรอดด้วยปัญญามากกว่ากำลัง และแม้ในทุกวันนี้คนยิวก็ดูจะมีทั่วไปในทุกพื้นที่ในโลก……/
ชอบเรื่อง the pianist ค่ะ นำดนตรีมาเข้ากับหนังสงครามได้อย่างลงตัว แต่ดูแล้วก็สงสารชาวยิวมาก
สนใจเรื่อง ยิวเหมือนกันค่ะเพิ่งรู้ประวัติลึกๆจากบล๊อคนี้
คิดว่าจริงนะคะเพราะส่วนมากนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของธุกิจใหญ่ๆของอเมริส่วนมากจะเป็นชาวยิวยิว—–>ไม่ใช่นักสู้ ไม่ใช่นักรบ แต่ยิวเป็นนักบริหาร รู้จักเอาตัวรอดด้วยปัญญามากกว่ากำลัง
ครั้งที่1 ฟิรเอาส์
ครั้งที่2 ฮิตเลอร์
ครั้งที่3 อาหรับ
ระวังตัวให้ดี! ยาฮูดีเอย!
นิสัยยิว ใครๆ ก็รู้ มียิวที่ไหนเดือดร้อนที่นั้น
(ผมคนหนึ่งครับที่แอนตี้เซมิติคยิว เพราะว่าคุณจะเขียนให้ยิวดียังไง
มันก็ลบความเลวระยำ้ ของยิวไ่ม่ได้หรอกครับ