
สองบทที่อ่านถึงสองรอบคือ “แค่ชอบคงไม่พอ” กับ “สุดเวหากับแค่คืบ” พูดถึงบทแรก นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้รู้สึกได้เลยว่าอะไรหลายๆ อย่างที่เรากำลังทำและคิดจะทำและอยากทำทั้งหลายนั้นเราควรถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ว่า “แค่ชอบ หรือว่านี่แหละใช่” ถ้าเมื่อไหร่ที่มากกว่าแค่ชอบ เราจะทุ่มทั้งชีวิตจิตใจ แต่ถ้าเราแค่ชอบ เราก็จะไม่ใส่ใจมากเท่าที่ควร… ไม่ว่านั่นจะเป็นเรื่องงาน การใช้ชีวิต หรือว่าเรื่องของความรักก็ตาม และพูดถึงความรักก็ต้องบอกว่า “มายาพระจันทร์” นี่ก็ทำเอาตกหลุมรักพระจันทร์เสียจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียด้วย ไม่ว่าพระจันทร์จะมีด้านมืด ด้านสว่าง ยังไงพระจันทร์ ก็ยังเป็นพระจันทร์ ในเมื่อเรารู้ว่าพระจันทร์เป็นแบบนั้นถ้าเรารักจริงๆ เราก็ต้องยอมรับในด้านมืดของพระจันทร์…หลุมอุกกาบาตจะลึกแค่ไหนก็ยอม “ตก” ลงไป เช่นกันค่ะ ^_^
เรื่องราวของสุดเวหากับแค่คืบ คนเขียนก็ตั้งใจตั้งชื่อ “ศิลปิน” ในเรื่องให้แมทซ์กับเรื่องที่เขียนจนไม่ต้องเดาไปถึงไหน ไกลๆ เพราะชื่อก็บอกแล้วว่าคนหนึ่งนั้นสุดเวหา อีกคนนั้นก็แค่คืบ ตรงไปตรงมา… เรื่องราวของสองหนุ่มศิลปินที่ต้องทำงานในโจทย์เดียวกัน คนนึงมองโลกในแง่ร้ายอย่างสุดโต่ง คนนึงมองโลกในแง่ดีธรรมดา เมื่อโจทย์คือ ต้องวาดภาพที่สามารถ “จู่โจมเข้าหาคนดูโดยไม่รู้ตัว” และคนที่ครุ่นคิดที่จะเอาชนะอย่างเอาเป็นเอาตาย แน่นอนว่าต้องเป็น “สุดเวหา” เขากังวลว่า “แค่คืบ” จะลอกงาน กังวลว่าจะพ่ายแพ้ และอีกมากมายที่สั่นประสาทจนเขาหวาดหวั่น ในขณะที่แค่คืบทำงานไปอย่างใจเย็น และไม่เครียดเคร่งกับสิ่งที่ทำ และเมื่อวันตัดสินมาถึง ทั้งสองภาพ มีผ้าดำคลุมไว้เพื่อไม่ให้เห็นว่าข้างในเป็นรูปอะไร และเมื่อ อาจารย์ “ลมพัดชายเขา” กับประดาลูกศิษย์ศิลปะเข้ามาดูแล้วก็ต้องตกตะลึงในภาพของ สุดเวหาที่เขา วาดภาพใบหน้าของตัวเองในกระจกหน้าต่างที่สะท้อนเงาของเขา… แต่ขณะที่แค่คืบไม่เปิดผ้าคลุมสีดำนั้นออก อาจารย์บอกให้เปิดผ้าคลุมออกเขาก็บอกว่า “เปิดไม่ได้” ดังนั้นใครๆ จึงลงความเห็นว่า แค่คืบพ่ายแพ้สุดเวหา แต่อาจารย์ลมพัดชายเขาไม่คิดอย่างนั้นเมื่อเขามองมันชัดๆ อีกครั้งหนึ่งจึงพบว่า นี่แหละคือรูปที่ “จู่โจมคนดูโดยไม่รู้ตัว” จริงๆ เพราะภาพที่แค่คืบวาดก็คือ รูปวาดผ้าสีดำที่กำลังคลุมเฟรมผ้าใบที่มีขาตั้งอยู่นั่นเอง…
คิดว่าหลายคนที่เป็นแฟนคุณจิก – จะต้องชอบ เพราะการเล่าเรื่องแบบคนขี้อำนี่… ชอบมาตั้งแต่ “เกาะก๋วยเตี๋ยว” แล้วล่ะ, อ่ะ ในเล่มไม่ใช่แค่นี้ เพราะพออ่านมาถึง “ซุนวู” แล้วก็เหมือนโดนน็อคด้วยประโยคคมๆ ของซุนวูเข้าไปอีก “สู้ตายอาจถูกฆ่า กลัวตายอาจถูกจับ ฉุนเฉียวอาจถูกยั่ว เย่อหยิ่งอาจถูกหยาม ขี้สงสารอาจถูกก่อกวน” ตำราพิชัยสงครามเล่มนี้กลายเป็นหนังสือเล่มที่ “อยากอ่าน” ขึ้นมาทันที โดยเฉพาะประโยคนี้
รบร้อย ชนะร้อย ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมไม่
มิต้องรบ แต่ชนะ จึงเป็นความยอดเยี่ยม
แต่ที่อ่านแล้วประทับใจมากกว่าอื่นใด ก็เห็นจะเป็น “ของขวัญจากหลวงปู่” นั่นเอง… อ่านจบตอนก็ต้องเดินไปหยิบ “โยนิโสมนสิการธรรม” มาอ่านอีกครั้ง-ให้กำลังใจตัวเอง ^_^
ถึงบรรทัดนี้แล้ว… ก็ไม่บอกล่ะนะว่าหนังสือเล่มนี้มีดีที่ตรงไหน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกไปถึง “ความรักในมือข้างซ้าย” ที่ ณนนท์ เคยเขียนเอาไว้ว่า
“คนเรามักจะถนัดด้านขวาเรามักจะเคยชินกับการใช้มือขวาทำงาน เรามักจะมือขวาในการยืดจับสิ่งต่างๆ รวมทั้งหัวใจของคนรัก แต่รู้ไหมว่ามือขวากำลังทำร้ายหัวใจอยู่ เรามักจะใช้มือที่ถนัดในการทำสิ่งต่างๆ เมื่อเราแปรงฟันด้วยมือขวา เราจะแปรงฟันโดยอัตโนมัติไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แต่เมื่อเราลองมาแปรงฟันด้วยมือซ้าย จะพบว่าเราต้องมีความตั้งใจในการแปรงฟันมากขึ้น
ดังนั้น ถ้าเราเอาหัวใจมาไว้ในมือซ้าย เราก็จะต้องตั้งใจดูแลหัวใจดวงนั้นให้มากขึ้น ลองเปลี่ยนจากการดูแลหัวใจด้วยมือข้างขวาการดูแลหัวใจด้วยความเคยชินมาเป็นการดูแลหัวใจด้วยมือข้างซ้าย ซึ่งเป็นการดูแลหัวใจด้วยความตั้งใจ แล้วเราอาจจะพบว่าที่ผ่านมาเราได้ทำความตั้งใจหล่นหายไปมากมาย นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ถึงมีหัวใจอยู่ข้างซ้าย”
ณนนท์ กับคุณประภาสไม่ได้รู้จักกัน และ ณนนท์ ก็ไม่เคยตั้งคำถามว่า “แมงกะพรุน ถนัดซ้าย” หรือเปล่า…
เขารู้แต่ว่า บางครั้งก็ต้องดูแลหัวใจด้วยมือข้างซ้ายบ้าง เท่านั้นเอง ^_^
เขียนได้น่ารักมากๆ