1. Do you believe in destiny
บางครั้งการจากพรากก็มาถึงโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว
แม้กระทั่ง เอ่ยปากบอกว่า “ลาก่อน” ยังไม่มีโอกาสนั้นเลย…
หญิงสาวถอนหายใจให้กับข้อความที่ได้รับ “จดหมายอิเล็กทรอนิกส์” เธอย้อนนึกไปถึงการเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างคนสองคน… นาน…จนยากย้อนกลับไปนับวันเวลา ระบบสื่อสารและโทรคมนาคมเข้าครอบคลุมการดำเนินชีวิตแทบทุกกระเบียดนิ้ว การทำงานที่ต้องอาศัยเครื่องมือช่วย… เทคโนโลยีสารสนเทศ “คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต” จึงเข้ามามีบทบาทที่สุด…จดหมายฉบับแรก… 3 ปีที่ผ่านมา“สวัสดี… คุณคงแปลกใจที่อยู่ๆ ก็มีใครก็ไม่รู้ส่งจดหมายมาถึงคุณ ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกันที่มีคนชื่อเหมือนฉัน… ใช่แล้วค่ะ ฉันชื่อเหมือนคุณ ฉันพบชื่อคุณจากการสืบค้นชื่อตัวเองเล่นๆ บนระบบอินเทอร์เน็ต ฉันแปลกใจมากที่เห็นชื่อคุณบนกระทู้ในเว็บบอร์ด และฉันได้อีเมลล์คุณมาจากในนั้น ถ้าคุณได้รับจดหมายฉบับนี้แล้ว กรุณาตอบกลับด้วยนะคะ ฉันอยากรู้จัก คนชื่อเดียวกัน..”ชายหนุ่มอ่านจดหมายฉบับนั้นอย่างขำๆ มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับเขาเช่นกัน และคิดในใจว่าผู้หญิงคนนั้นคงว่างมากและไม่มีอะไรทำ ถึงได้ Search ชื่อตัวเองเล่นอย่างนั้น แต่ความรู้สึกหนึ่งที่ตามมาคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำลายความเป็นส่วนตัวของเขาลงอย่างสิ้นเชิง… แต่เขาก็ตอบจดหมายของเธอ…อย่างน้อยที่สุด เธอก็ชื่อเหมือนเขา
“…เราไม่สามารถปิดบังอะไรที่เราเป็นได้เลยหรือ? ในโลกนี้ ก็แปลกดี บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องตามหาใครสักคนอย่างพลิกแผ่นดินเพื่อที่จะพบ…เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เราค้นหาอะไรก็ได้ง่ายขึ้น…ชื่อผมแปลว่ากริช ชื่อคุณก็คงแปลเหมือนผม คุณรู้จักกริชไหม? ต้องรู้จักสิ ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่ชื่อนี้…ผมกำลังฟังเพลง เพลงเก่าของ Rod Stewart ชื่อเพลง I don’t want to talk about it ผมชอบเพลงนี้ แล้วคุณล่ะ?”
แล้วในที่สุด… เวลาก็ผ่านไป พร้อมกับมิตรภาพและไมตรีอันดีงาม…
“มิตรภาพไม่จำเป็นต้องเห็นหน้า” ทั้งสองคนต่างก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน…หญิงสาวที่ชื่อแปลว่ากริช ก็คิดอย่างเดียวกันกับชายหนุ่มคนนั้น…ดังนั้นแล้วทั้งสองคนจึงเป็นเพียงเพื่อนทางตัวอักษรที่ดีต่อกัน….ทั้งคู่ไม่พบกันในโลกของความจริง….
“คุณว่า…ความรักเกิดขึ้นได้ไหม? จากเพียงตัวอักษร” คำถามของเธอ…
“ไม่หรอก ไม่มีทางเป็นไปได้.. เพราะความรักไม่ใช่นามธรรม… ถ้าเป็นแต่เพียงความรู้สึกที่เกิดจากใจเท่านั้นก็ไม่เรียกว่าความรัก แต่เรียกว่าความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันเท่านั้นเอง….. ผม ไม่มีความรักจากตัวอักษร ชีวิตต้องอยู่กับความจริง ไม่ใช่การสร้างภาพ และวาดหวัง แต่ทุกๆ การเข้าออกของลมหายใจคือการมีชีวิต ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชีวิตผมคือเหตุกับผลและความจริงเท่านั้น”
“คุณเคยฟังเพลงต้นชบากับคนตาบอดของเฉลียงไหมคะ… ฉันชอบเพลงนั้นมาก เพลงนั้นบอกกับฉันว่าทุกสิ่งสวยงามหรือไม่นั้นอยู่ที่คนเราจะมอง… ความรักก็เช่นกัน คุณกับฉันพบเจอเรื่องราวในชีวิตที่แตกต่างกัน เราทั้งสองคนจึงมีมุมมองของความรักที่แตกต่างกัน….”
ในปีถัดมา…กับความก้าวหน้าของมิตรภาพทาง “ตัวหนังสือ” ก็ยังเป็นเพียง “ตัวหนังสือ” ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น…การบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป ปรึกษาหารือ และพูดคุยกันก็เพียงใช้สื่อตัวหนังสือผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต… ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันจึงเป็นเพียงสิ่งที่วาดมันขึ้นมาจาก…ความนึกคิด
“ความผูกพันเกิดจากการได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้กินข้าว ดูหนังฟังเพลง ทำงานร่วมกัน จับต้องมองเห็นได้ และมีกิจกรรมที่ต้องสื่อสารด้วยรูปลักษณ์ ด้วยตัวตน…แต่มิใช่เพียงตัวอักษร… เพราะเมื่อวันหนึ่งผ่านไป การสิ้นสุดของระบบสื่อสารมาถึง…ตัวหนังสือก็จะหายไป สิ่งที่เหลืออยู่คืออะไร? ในเมื่อต่างก็ไม่เคยพบเห็นแม้แต่ดวงตาหรือรอยยิ้มของกันและกัน??? เราต้องแยกแยะระหว่างชีวิตจริงที่ดำเนินอยู่กับความต้องการให้เป็น…”
ระบบสื่อสารไม่มีสิ้นสุด…ชายหนุ่มผู้มีชีวิตอยู่กับความเป็น “นักวิทยาศาสตร์” มีระบบอินเทอร์เน็ตไว้ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น…หญิงสาวผู้มีระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเพื่อนแก้เหงา สิ่งที่เหมือนกันของสองคนคือ “ชื่อ”
“ฉันเป็นนักเดินทาง เป็นนักมานุษยวิทยา ศึกษาเรียนรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เรียนรู้การดำเนินชีวิตของปุถุชน โดยเฉพาะชนเผ่าต่างๆ ในโลก…ฉันเดินทางไปรอบโลก หลายประเทศ ทั้งศิวิไลย์และทุรกันดาร ในทุกที่ที่ฉันไปมีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้ เพราะโลกเรากว้างใหญ่ ฉันจึงได้รู้ว่าฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กนิดเดียวในโลกกว้างใหญ่นี้ งานอดิเรกของฉันคือ การดูดาว… ชนพื้นเมืองบางกลุ่มจะไม่ออกไปทำมาหากิน ถ้าดาวบางดวงไม่ได้อยู่ในรัศมีโคจรที่เคยอยู่… ฉันชอบดูดาวและดาวที่ฉันชอบมีชื่อว่า อาร์คทุรุส (Arcturus) มีอีกชื่อหนึ่งว่า ดาวยอดมหาจุฬามณี และมีชื่อเรียกกันในกลุ่มคนดูดาวบางกลุ่มว่า ‘ดาริกามณี’ เพราะดาริกาหมายถึงดาว และมณีแปลว่าดวงแก้ว ดาริกามณีจึงแปลว่าดาวดวงแก้ว ซึ่งก็คือ อาร์คทุรุส นั่นเอง….
…บางทีฉันก็ชอบมองดูเมฆ เมฆบนฟ้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างเมฆก็ต่างกันด้วยในเวลาว่างๆ ฉันจึงวาดรูปเมฆ.…ที่เดิมเวลาเปลี่ยน เมฆก็เปลี่ยน ฉันว่าเมฆก็เหมือนคน เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” และสิ่งที่อีกคนตอบกลับมาคือ….
“ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิจัยซึ่งทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป มีสมมติฐาน มีการทดลอง และมีผลของการทดลอง…งานอดิเรกคือการดูดาว…ดาวแต่ละดวงคือขยะอวกาศ การโคจรของดวงดาวเป็นเพียงการเคลื่อนที่ตามธรรมชาติของระบบสุริยะจักรวาล…ดาวยอดมหาจุฬามณี เป็นดาวฤกษ์ที่สังเกตได้ง่าย มีความสว่างปรากฏอันดับ 4 ของท้องฟ้า อยู่ห่างจากโลกประมาณ 37 ปีแสง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 เท่าของดวงอาทิตย์ คำว่า “อาร์คทุรุส” หมายถึง “คนเลี้ยงหมี” (The Bear-keeper) โดยคนเลี้ยงสัตว์ หรือคนเลี้ยงหมีนี้ จะเดินตามหลังกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) และกลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Minor) ไปรอบๆ ขั้วฟ้าเหนือตลอดเวลา ส่วน… เมฆเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเท่านั้นในทัศนะของผม …”
…สิ่งที่สองคนเหมือนกัน คือสิ่งที่สองคนแตกต่างกัน…
ความแตกต่าง…บางครั้งก็คือ “ช่องว่าง” ของมิตรภาพที่ถูกมองข้ามไป…แต่เมื่อวันหนึ่งช่องว่างนั้นขยายวงออกไป กว้างขั้น กว้างขึ้น จึงได้รับรู้ถึงความห่าง…
และเมื่อคนคนหนึ่งมีชีวิตอยู่กับเพียง “ความจริง” เขาจึงตั้งคำถามให้กับตัวเองว่าสิ่งที่กำลังเป็นไปในทุกวันนี้…คืออะไร? เขากำลังหลอกตัวเองใช่หรือไม่? เขาไม่ต้องการ “ผล” ที่จะเกิดขึ้นเมื่อการจากลามาถึง… วันหนึ่งที่ระบบสื่อสารใช้งานไม่ได้ วันนั้นเขาจะไม่มีตัวหนังสือจากใครอีกคนที่มีชื่อเดียวกัน ความเคยชินจากการต้องเปิดจดหมาย การรับรู้เรื่องราวความเป็นไป รับรู้เรื่องราวแปลกใหม่จากการเดินทางของหญิงสาว และเมื่อวันหนึ่ง วันหนึ่งที่นานกว่านี้… เมื่อเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้… แล้วจะเป็นเช่นไร? เขากลัว…ในสิ่งที่มองไม่เห็น
การ “ตัดให้ขาด” อาจจะยุ่งยากลำบากในช่วงระยะแรก…แต่ระหว่างเขาและเธอไม่มีอะไรในความเป็นไปมากกว่า “ชื่อของเราเหมือนกัน” นอกจากนั้น… ไม่มีอะไรอีกเลยที่จะบอกได้ว่าเธอมีตัวตน….ในโลกของความจริง
แล้วในที่สุด “นักวิทยาศาสตร์” ก็หาข้อสรุปให้กับตัวเองได้…สำหรับมิตรภาพที่ไม่เห็นหน้า…
…ไม่มีจดหมายจาก กิรปัน แต่ก็ยังมีจดหมาย จาก กิรปัน… หญิงสาวเพียรส่งจดหมายถึงเขาอย่างที่เคยเป็นเช่นปกติที่เป็น แต่เธอก็ไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากชายหนุ่มเลย… นับแต่นั้น…
เวลาผ่านไป… อีกปี…หญิงสาวยังปฏิบัติอย่างที่เคย เธอเชื่อว่าเขาอ่านจดหมาย เพียงแต่เขาไม่มีเวลาตอบกลับมาเท่านั้น แต่ยิ่งเนิ่นนานวันเธอกลับเริ่มไม่แน่ใจ…จดหมายถูกตีกลับมาเนื่องจากตู้จดหมายที่เธอส่งไปถึงนั้นไม่มีพื้นที่เหลือพอสำหรับจดหมายฉบับใหม่อีกแล้ว…
หญิงสาวเปิดแอคเคาน์ขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะเขียนจดหมายถึงเขา เธอเขียนจดหมายเหมือนที่เคยเขียน และส่งไปในอีเมลล์แอดเดรสใหม่ที่เธอเปิดขึ้นมานั้นเอง จดหมายทุกฉบับของเธอที่ส่งไปนั้นไม่เคยถูกเปิดอ่าน นั่นเพราะว่าคนที่มีรหัสผ่านมีแต่เธอคนเดียวเท่านั้น เธอรอว่าสักวันเขาจะติดต่อกลับมาและเธอก็จะให้รหัสผ่านแก่เขา ให้เขาเปิดอ่านจดหมายหลายร้อยฉบับในเวลานับปีที่เธอส่งถึงเขา…
เธอไม่เคยถามตัวเองว่า “ส่งไปทำไม?” ไม่เคยถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับผู้ชายที่มีชื่อเดียวกัน เธอไม่เคยนึกถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริง สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของเธอคือ “การรอคอยอย่างอดทน” รอ “ตัวหนังสือ” ที่ส่งมาจากอีเมลล์แอดเดรสของเขา หญิงสาวไม่ได้เศร้าโศกกับการรอคอย ไม่ได้ร่ำร้องการ “กลับมา” การเขียนจดหมาย ถึงเขาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความเงียบเหงาและอ้างว้างในโลกของความจริง ความจริงที่เธอไม่มีใครสักคนเป็นเพื่อนร่วมชีวิต
ในวัยสามสิบพอดีกับดีกรีปริญญาเอก ใครๆ ก็บอก “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ความอ้างว้างเงียบเหงาจับขั้วใจ หน้าที่การงานที่ต้องพบปะกับผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างศาสนาและความเชื่อ ก็ช่วยเพียงให้เธอได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ ได้ค้นหา ศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ชีวิตที่ไม่ต้องอยู่กับที่นิ่งๆ ไม่ได้ช่วยขจัดความอ้างว้างเดียวดายที่ซุกซ่อนอยู่ใต้หัวใจของเธอได้แม้สักน้อย… เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอจึงไม่มีใคร
จดหมายตอบโต้ระหว่างเธอกับเขาบางฉบับถูกพิมพ์ออกมาเก็บในแฟ้มเอกสาร เพราะกำลังใจของเธอคือเนื้อความในจดหมายนั้น…
“จงทำในสิ่งที่ชอบ…ชีวิตคือการผจญภัยไปสู่สิ่งที่ไม่รู้และต่อสู้อย่างอดทนเพื่อไปให้ถึงในสิ่งที่มุ่งหมาย” ประโยคสั้นๆ ที่เป็นเพียงประโยคธรรมดา…จากใครก็ได้ แต่หญิงสาวผู้มีชื่อแปลว่ากริชถือมันเป็นคัมภีร์ในการดำรงอยู่…
เวลาผ่านจวบจนถึงปีที่ 4 มีอีเมลล์ 7 แอดเดรสที่เธอเปิดขึ้นมานับแต่ปี 1999 ถึง 2004 รวมกว่า 820 ฉบับ ซึ่งไม่เคยถูกเปิดอ่านเลยแม้สักฉบับเดียว เรื่องราวมากมายของเธอถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อบอกเล่าให้เขาฟัง… ในสักวันหนึ่งที่เขาและเธอได้พบกัน…
ในที่สุดหญิงสาว…กับการรอคอยที่แสนเนิ่นนานของเธอก็จบลงเหมือนดังการเริ่มต้น… เธอค้นหาชื่อของตัวเองบนอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง…แล้วเธอก็ได้รู้ว่าชายหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้มองเห็นดวงดาวเป็นเพียงขยะของระบบสุริยะจักรวาล เขาผู้มีชื่อเสียงเรียงนามเขียนด้วยตัวอักษรตัวเดียวกัน ความหมายเดียวกัน… เขาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาพันธุวิศวกรรมมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ… ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะตามหา
เธอถามตัวเองซ้ำซากอยู่อย่างนั้นว่าการพบเจอนั้นเพื่ออะไร? บางครั้งเมื่อมีการตั้งความหวัง ก็ย่อมต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่จะตามมา นั่นอาจจะเป็นความผิดหวัง แต่เธอบอกกับตัวเองเพียงว่า
“ขอให้ได้พบเจอเพียงสักครั้ง แม้ต้องตายก็ไม่เสียดายเวลาที่รอคอยมาทั้งหมดของชีวิต” นั่นเอง…เธอจึงเดินทาง…
สนามบินแห่งนี้….ขณะที่ผู้คนกำลังรอเปลี่ยนเครื่อง… ภายในเทอร์มินัล ละลานตาไปด้วยผู้คนหลายชาติหลายภาษา ทุกคนอาจจะต่างที่มา ต่างที่ไป หรือบางคนอาจจะมาจากที่เดียวกันแต่ต่างจุดหมาย บางคนอาจจะมาจากคนละที่แต่มีปลายทางเดียวกัน… หลายคนได้ “ลงเรือ (บิน) ลำเดียวกัน” เหมือนเส้นชะตาของชีวิตขีดให้มาบรรจบกัน แล้วก็ลากออกไป เพื่อที่เส้นชีวิตนั้นจะได้ไปบรรจบกับคนอื่นต่อไป เรื่อยๆ จนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง… และมีคนสองคนในเวลานี้ที่เส้นชะตาชีวิตของทั้งคู่ถูกขีดให้มาบรรจบกัน….
“ผมกำลังจะไปเคนยาไปหาใครคนหนึ่งที่ผมเชื่อว่าโชคชะตากำหนดมาให้เราทั้งสองคนเป็นคู่กัน” ทั้งคู่นั่งเคียงข้างกัน มองออกไปนอกกระจกบานใส.. คนที่เพียงบังเอิญตกอยู่ในสถานภาพเดียวกันคือ ‘รอคอย’ คงไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการผูกมิตร… อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งเหงาเพียงลำพัง…
“ฉันกำลังจะกลับเมืองไทย…บางที ใครคนหนึ่งอาจจะรอฉันอยู่ที่นั่น…” เธอเอ่ยตอบในประโยคที่เข้าใจว่านั่นเป็นคำถาม หรือบางที เธออาจจะเพียงอยากบอกเล่าให้ใครสักคนฟัง….
“คุณว่า…ความรักเกิดขึ้นได้ไหม? จากเพียงตัวอักษร” เขาเป็นคนถามประโยคนี้…
“ฉันเชื่อในโชคชะตาค่ะ เจอก็เพราะโชคชะตา จากก็เพราะโชคชะตา… ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้วให้เป็นไป… ความรักเป็นเรื่องของโชคชะตา…ถ้าตัวหนังสือทำให้คนรู้จักกัน แล้วทำไมตัวหนังสือจะทำให้คนรักกันไม่ได้ล่ะคะ”
“ผมลังเลอยู่หลายปี ไม่มีอะไรที่จะบอกให้แน่ใจว่าผู้หญิงคนนั้นคือคนที่โชคชะตากำหนดมาให้… ผมไม่เคยพบผู้หญิงคนนั้น ไม่รู้ว่าเธอมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร สูงต่ำดำขาว ขี้ริ้วหรืองดงาม แต่ผมก็อยากพบเธอ…เพื่อที่จะบอกถึงความรู้สึก ในตลอดเวลาที่ผ่านมา… มันอาจฟังดูงี่เง่า แต่ผมรู้สึกว่าเมื่อผมมีบางอย่างแล้ว แต่ผมปล่อยให้มันหลุดมือหายไป ซึ่งมันคือสิ่งที่ผมขาดไม่ได้ และผมควรไปตามกลับคืน…” เขาระบายความในใจ
“คุณรักตัวหนังสือของเธอค่ะ ไม่ใช่ตัวเธอ…”
“ถ้าตัวหนังสือนั้นถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึก จากจิตใจและ…ด้วยหัวใจ… ผมก็แน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้เองแหละที่ผมต้องตามหา ไม่ว่าเธอจะอยู่มุมไหนของโลกใบนี้…”
“เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรที่พรหมลิขิตกำหนดมาแล้วได้ ขอให้คุณโชคดี และได้พบเธอ…” ทั้งคู่เพียงยิ้มให้กัน และนั่นเป็นเพียงบทสนทนาสั้นๆ ของคนสองคนที่เพิ่งได้พบกัน ทั้งสองคนไม่ได้ ‘ลงเรือ (บิน) ลำเดียวกัน’ ไม่ได้มาจากที่เดียวกันแต่ต่างจุดหมาย แต่มากจากคนละที่และมีคนละปลายทาง
เส้นชะตาของชีวิตขีดให้มาบรรจบกัน แล้วก็ลากออกไป….
เพื่อที่เส้นชีวิตนั้นจะได้ไปบรรจบกับคนอื่นต่อไป เรื่อยๆ
จนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง….
ณ ภาควิชาพันธุวิศวกรรม ขณะที่นั่งรอคนที่มาพบ….ข่าวหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรกที่เธอหยิบอ่าน กรอบหนึ่งเป็นข่าวเรื่องอุบัติเหตุของสายการบินระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง… หญิงสาวมิได้ใส่ใจนัก เพราะความรู้สึกนึกคิดเธอจดจ่ออยู่กับคนที่เธอมาพบ.. ซึ่งเธอไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะมา เธออาจจะไม่ได้พบเขา แต่เพียงแค่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ เมื่อไหร่ก็ไม่สายที่จะได้พบ.. แต่หากวันนี้ได้พบกันแล้วเธอยังนึกไม่ออกว่าประโยคแรกเธอจะพูดกับเขาว่ายังไงดี…
“ขอโทษครับ…ที่ทำให้คุณรอนาน คุณมาช้าไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเองครับ อาจารย์เพิ่งไปต่างประเทศเมื่อคืนนี้… ลาพักยาวเสียด้วยสิครับ เอาอย่างนี้ไหม… ถ้าอาจารย์กลับมาแล้วผมจะรีบติดต่อคุณทันทีเลย คุณทิ้งเบอร์แล้วก็ที่อยู่ไว้ก็ได้ครับ…”
“ไม่เป็นไรค่ะ…ฉันจะกลับมาใหม่ เมื่อเขากลับมาแล้ว…ฝากแค่โน้ตนี่ก็พอค่ะ” ……./
Next 2.
2. I’ll not be far from you for long
นั่นเป็นเรื่องราวของปีที่ผ่านมา “กิรปัน” ไม่ได้รอเขากลับมา เพราะหน้าที่รับผิดชอบของเธอยังมีอยู่ แต่เธอมั่นใจว่าสักวันจะได้พบกัน เมื่อเธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่ยากที่จะมาหาในเวลาต่อไป…
เขากลับมาหลังจากที่รักษาตัวหายดีแล้วจากเหตุการณ์เครื่องบินตก เขาถูกส่งตัวไปรักษาในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์มากกว่า… และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทย นอกจากเรื่องงานแล้วเขาก็ยังได้รับรายงานที่นอกเหนือจากนั้น
“อาจารย์ครับ ก่อนที่อาจารย์จะไปเคนยา มีผู้หญิงคนหนึ่งมาพบครับ เธอฝากโน้ตไว้ให้อาจารย์ครับ” เขาคลี่กระดาษใบเล็กนั้นดู…
“ARCTURUS_KP” กิรปันตกใจกับสิ่งที่ได้รับ… เพราะนั่นอีเมลล์แอดเดรสของ ‘คนที่เขาไปตามหา’ นั่นเอง เขานึกถึงช่วงเวลาที่ไปตามหาเธอหลังจากติดต่อกับองค์กรกาชาดของเคนยาซึ่งเป็นหน่วยงานล่าสุดที่เธอประสานงานร่วม นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่เธอมาตามหาเขาเช่นกัน.. กิรปันยิ้มให้ตัวเอง.. เขา..จะไม่ปล่อยให้เธอไปไหนอีกแล้ว
….แล้วเขาก็ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงเธอ อันเป็นหนทางสื่อสารเพียงทางเดียวที่ทั้งคู่ใช้ติดต่อกัน…
“ผมก็ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณอยู่บริเวณไหนของผืนโลก… ผมรู้แต่ว่าคุณเคยมาหาผมที่เมืองไทย ที่ทำงานของผม มันเป็นเวลาเดียวกับที่ผมไปตามหาคุณที่เคนยา (และเครื่องบินตก) แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะผมจะรอคุณอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหน จนกว่าคุณจะมา เพราะผมเชื่อว่าคุณจะต้องมา เมื่อถึงเวลาที่คุณจะมา” และจดหมายตอบกลับของเธอมีข้อความเพียงว่า…
“ฉันไม่เสียใจเลยที่ไม่ได้พบคุณ ฉันเชื่อว่านั่นเป็นเกมของพระเจ้า, สักวันฉันจะกลับไปเพื่อพบคุณอีก เหมือนที่คุณบอก… เมื่อถึงเวลา…”
* * * * *
ชีวิตยังดำเนินไป… มีจดหมายจาก ‘กิรปัน’ ทั้งสองบอกเล่าเรื่องราวสู่กันฟังดังเช่นเคยเป็นมา… แต่กิรปันหนึ่งนั้นเป็นชายหนุ่มที่เพียบพร้อมเพอร์เฟค ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ฐานะหรือกระทั่งหน้าตา…
“เจวาลิน” เป็นหญิงสาวที่เข้ามาในชีวิตของเขา… เพราะพ่อแม่เห็นควรแล้วว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องมีครอบครัวเสียที… เธอเป็นหญิงสาวที่ถูกเลือกแล้วว่าเหมาะสม… เขาไม่ปฏิเสธไมตรีของเจวาลิน แต่ก็ไม่ได้ตอบรับอย่างเต็มใจนัก เขาไม่มีความจำเป็นต้องขัดใจพ่อกับแม่ และถึงแม้ในใจเขาจะมีกิรปันอยู่แต่เขาก็รู้… เธอเป็นเพียงใครคนหนึ่งที่อยู่ไกลแสนไกล… เขาคงไม่มีวันทำให้เธอมา เพื่อ “อยู่ด้วยกัน” ได้… และเขาจะไม่ทำอย่างนั้นกับคนที่มีชีวิตแบบในแบบที่ตัวเองชอบ อย่างที่หญิงสาวคนนั้นกำลังเป็นอยู่..
กิรปันเป็นนักเดินทาง เธอทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยาก ความลำบากที่เธอมองว่าเป็นเรื่องสนุก และเธอก็มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่… เขามีชีวิตที่อยู่กับที่ แม้งานที่เขาทำจะเป็นการศึกษาในสิ่งที่กว้างกว่าการมองเห็นด้วยตาเปล่า เขากับเธอ…มี “โลกกว้าง” ของตัวเองที่แตกต่างกัน….
“ปันคะ เราไปเที่ยวกันไหมคะ ซัมเมอร์นี้ลินพักร้อน” เจวาลินเพียร… ที่จะสร้างสัมพันธภาพระหว่างเขาและเธอให้ดีขึ้น เธอพยายามก่อกองทรายริมทะเลที่คลื่นแรง…
“คุณอยากไปไหน” ขณะพูดก็ไม่ได้ละสายตาจากงานที่วางอยู่ตรงหน้านั้นเลย
“ปารีสไหมคะ” หญิงสาวที่เรียกอย่างเต็มปากได้ว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ ถามต่อ…
“ผมอยากไปธิเบต” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาจึงเอ่ยชื่อดินแดนเล็กๆ บนยอดหิมาลัยนี้ขึ้นมา… เขาเคยไปที่นั่นแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ธิเบตก็ไม่ได้ทำให้ประทับใจมากมายนัก อาจจะเพราะดินแดนบนเทือกเขาแห่งหิมาลัยแห่งนี้ถูกรุกล้ำจากนักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติ เสียจนมองไม่เห็นความเป็น ‘พื้นเมือง’ ที่แท้จริงเสียแล้ว ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสินค้า เป็นจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมและจับจ่าย… เขานึกอยากให้ธิเบตกลับไปเป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็น ไม่มีโคคาโคล่า ไม่มียาฮู และไม่มี สายการบิน… เมืองเล็กๆ นี้คงน่าอยู่ไม่น้อย
“งั้นเราไปธิเบตแล้วค่อยไปปารีสต่อดีไหมคะ” เจวาลินเป็นหญิงสาวที่ใจกว้างพอสมควร เธอเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ และไม่เอาแต่ใจ… นั่นทำให้เขายอมรับในตัวเธออยู่บ้าง แม้จะยังไม่ถึงขั้นรัก แต่ก็ถือว่าเจวาลินสอบผ่าน
ที่โปตารา…ในร้านอาหาร, เขาได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง เธอนั่งอยู่ข้าม และกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับโน้ตบุ้ค ตรงหน้า… เธอไม่สนใจสิ่งใดในรอบๆ ข้าง เขาลอบมองเธอบ่อยครั้งในความรู้สึก ‘ถูกชะตา’ เหมือนรู้จัก แต่ไม่รู้จัก เหมือนเคยพบ… อาจจะเคย… แต่ที่ไหนล่ะ? หรือต่อให้เคยพบแต่ไม่รู้จักก็ไม่มีเหตุผลที่จะทักทาย เขามองเธอนานจนเจวาลินต้องเอี้ยวตัวกลับไปมองบ้าง…
“คุณมองเธอเหรอคะ… เธอเหมือนคนไทยนะคะ” เจวาลินเอ่ยขึ้นเมื่อหันกลับมา
“เอเชียน่ะ แต่ไม่แน่ใจ อาจจะเป็นฟิลิปปินส์” เขาออกความเห็น… หญิงสาวผมยาวหยิกเป็นลอนดำขลับรับกับวงหน้าเรียวยาว ผิวสีน้ำผึ้ง ตากลมโต ดูแล้วไม่เหมือนคนจีนหรือญี่ปุ่น แต่คล้ายคนไทย หรือไม่ก็ ฟิลิปปินส์ มากกว่า เขาละความสนใจจากเธอเพียงนั้น… และหันมาคุยกับคนที่อยู่ตรงหน้า…
เจวาลินเป็นนักฟิสิกส์ ซึ่งงานวิจัยระดับปริญญาเอกที่เธอกำลังทำอยู่นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน เจวาลินเป็นคนสวย ฉลาด และหากจะว่าไปแล้วเธอเหมาะสมอย่างไม่มีข้อแม้ที่จะมาเป็นคู่ครอง เขายังไม่ได้เล่าเรื่องเจวาลินให้กิรปันฟังทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ส่วนไหนของโลก… เอาไว้กลับเมืองไทยแล้วเขาจะเล่าเรื่องผู้หญิงที่เขาต้องแต่งงานด้วยให้เธอฟัง… ทางอีเมลล์
บางทีการเดินทางไปหาเธอที่เคนยาครั้งนั้นอาจพิสูจน์แล้วว่า เขาและเธอไม่อาจได้พบเจอ และเป็นคู่ครองกันจริงๆ เพราะมันช่างบังเอิญเหลือเกินที่ทั้งเขาและเธอออกเดินทางจากที่ที่เคยอยู่เพื่อไปตามหาซึ่งกันและกัน แต่ทั้งคู่ก็คลาดแคล้วที่จะได้พบกัน… โชคชะตาอาจกำหนดมาแล้วให้เป็นเช่นนั้น… เขานึกถึงหญิงสาวที่พบระหว่างการเดินทางไปเคนยาครั้งนั้น หญิงสาวผมยาวดำขลับหยิกเป็นลอน ตากลม ผิวสีน้ำผึ้ง คนที่บอกเขาว่า
“เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรที่พรหมลิขิตกำหนดมาแล้วได้” นั่นเอง, เขานึกออกแล้วว่าเคยเจอผู้หญิงคนนั้นที่ไหน… แต่ช้าไปเพียงเสี้ยวนาที เพราะเธอเช็คบิลและเดินออกจากร้านไป ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยทักทาย…
“เธอเป็นคนไทยน่ะ” เขาบอกเจวาลิน หลังจากที่หญิงสาวผมยาวคนนั้นเดินลับตาไป
“ผมเคยเจอเธอตอนเปลี่ยนเครื่อง เมื่อปีก่อน ตอนไปเคนยา” เขาบอกก่อนที่เธอจะเอ่ยถาม…
“คุณจำคนเก่งจังนะคะ ปัน” เขาเองก็ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะจำใครได้… ทั้งๆ ที่มันก็นานมาแล้ว การพบเจอเพียงไม่กี่นาที ไม่น่าทำให้เขาจำได้ด้วยซ้ำ… อาจจะเพราะบุคลิกของเธอก็ได้ ที่ทำให้เขาจำได้… แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่คนเคยพบกัน ไม่ได้สำคัญอะไรนัก ไม่ได้รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยจนต้องเดินตามออกไปเพื่อทักทาย…
“เธอ” กลับเมืองไทยหลังจากไปที่พระราชวังโปตาลาเพื่อติดตามเรื่องการลี้ภัยของลามะท่านหนึ่งในอินเดีย… และครั้งนี้เธออยู่เมืองไทยนานกว่าทุกคราวที่มา เพราะเหตุการณ์อุบัติภัยทางธรรมชาติคลื่นยักษ์ Tsunami ที่เกิดขึ้นกับภาคใต้ของเมืองไทย กิรปันกับทีมงานของเธอเป็นผู้ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวต่างชาติ และเธอหมายมั่นว่าถ้าเสร็จงานแล้ว เธอจะแวะไปหาชายหนุ่มคนนั้นก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองดาลัด ประเทศเวียดนาม…
ขณะเดียวกัน คนที่เธอนึกถึงนั้นกำลังเดินเลือกน้ำหอมในห้างสรรพสินค้าเลื่องชื่อของฝรั่งเศส… แม้เขาจะอยู่กับเจวาลิน ยังอดนึกไม่ได้ว่า หญิงสาวที่ชื่อเหมือนเขาจะเหมาะสมกับน้ำหอมกลิ่นไหน…
…เธอกับเขา… “คลาด” กันอีกครั้งแล้ว…
เขาหยิบน้ำหอมขึ้นมาดมดูกลิ่น… แล้วเลือกมาหนึ่งขวด เจวาลิน จึงทักขึ้น
“ซื้อไปฝากใครเหรอคะ” เขาไม่เคยบอกเจวาลินเรื่องผู้หญิงที่ชื่อเหมือนเขา เขาไม่อยากให้เธอคิดว่าเขาเป็นพวกงมงายและหัวโบราณที่เชื่อในเรื่องบุพเพสันนิวาส เจวาลินเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ เธอเชื่อว่าความรักเกิดจากการได้เรียนรู้กันและกัน มีปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ… เขาเองก็เชื่อเช่นเดียวกับเธอ แต่… คนที่ทำให้เขาเกิดความรักตอนนี้ ยังไม่ใช่เจวาลิน ทั้งๆ ที่ เขากับเธอก็เรียนรู้ซึ่งกันและกันมาพอสมควร แต่เธอก็เป็นเพียงคนที่เขา ‘สนิทสนม’ ไม่ใช่คนที่ ‘สนิทใจ’ เธอไม่สามารถทำให้เขารู้สึกอยากปกป้องดูแลและมอบความเชื่อมั่นให้เลย…เขารู้ว่าเธอเองก็ไม่แตกต่างกันนัก… เธอไม่ได้รักเขาแต่เธอก็ไม่ขัดใจพ่อกับแม่ และเมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมีเกียรติยศชื่อเสียง หน้าตาในสังคม และทั้งสองครอบครัวก็ยังเกื้อกูลกันอยู่ ผู้เป็นลูกจึงเพียงต้องทำตาม…
ด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิทั้งสิ้นแล้ว ทั้งเขาและเธอก็ไม่อยู่ในสถานภาพที่จะมา “วีน” เอากับผู้ใหญ่ที่จับทั้งคู่ “คลุมถุงชน” ในปีศักราชที่เทคโนโลยีล้ำสมัยขนาดนี้
“อืมม์… แค่เผื่อไว้น่ะ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ให้ใครหรือเปล่า” เขาสั่งห่อของขวัญเรียบร้อย และเก็บมันลงกระเป๋า
ทั้งที่เขาและเธอนั้นแทบจะก็ไม่ได้รักกันเลย… แต่ความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทำให้ทั้งเขาและเจวาลินก็ยังคบหากันดีอยู่.. เธอเป็นเพื่อนที่เขาบอกเล่าเรื่องราวหลายเรื่องให้ฟังได้…
“คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหมลิน” เขาถามเธอ ระหว่างเดินทางกลับเมืองไทย
“ปันจะหัวเราะเยาะไหมล่ะ ถ้าลินบอกว่าเชื่อ เพราะเรื่องแบบนี้อธิบายในหลักทางฟิสิกส์ไม่ได้”
“ไม่หรอก, เพราะผมเองก็เชื่อ”
“แล้วคุณคิดว่าเรื่องของเราเป็นเรื่องของพรหมลิขิตไหม” เขาถาม
“พ่อแม่ลิขิตมากกว่าค่ะ” เจวาลินหัวเราะ แล้วพูดต่อเมื่อเห็นเขาเงียบ
“แต่เรื่องของพรหมลิขิต กับเรื่องของความรัก มันคนละเรื่องนะคะ เราอาจจะรักใครสักคน แน่นั่นไม่ได้หมายถึง
เขาคือคนที่พรหมลิขิตกำหนดมาให้” เธอย้ำ เขาไม่ต่อความ แต่เส-มองออกนอกหน้าต่างเครื่องบิน คิด… พรหมลิขิต กับความรัก ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แล้วเขารู้สึกกับหญิงสาวที่มีชื่อเหมือนกัน… แบบไหน? กิรปันไม่แน่ใจตัวเอง…
* * * * *
อีกครั้งสำหรับการ ‘คลาด’ ที่จะพบ.. กิรปัน นักวิทยาศาสตร์นั้นอยู่บนเครื่องบิน มีหัวข้อสนทนากับคนที่นั่งเคียงข้างว่าด้วยเรื่องของ ‘พรหมลิขิต’ ขณะที่กิรปันอีกคนนั้น กำลังผลักประตูกระจกใสของสำนักงานคณะพันธุวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นมาเพื่อพบเขา…
คนที่มาต้อนรับไม่ใช่คนเดิมแล้ว…. แต่ประโยคเดิมที่ได้รับคือเขาไม่อยู่…ข้อความที่เธอฝากไว้ก็ยังเป็นข้อความเดิม…
“ARCTURUS_KP” อักษรเขียนด้วยลายมือเพียงไม่กี่ตัวสั้นๆ บนกระดาษโน้ต… เป็นอีเมลล์แอดเดรสของเธอ ซึ่งใช้ติดต่อกับเขา นั่นหมายถึงมีเพียงเขากับเธอเท่านั้นที่รู้ว่า ตัวอักษรดังกล่าวนี้มีความหมายอย่างไร…
“ฝากด้วยนะคะ….ดิฉันคงไม่ได้อยู่รอพบ”
“นัดไว้ก็ได้นะคะ จะลงตารางนัดไว้ ด๊อกเตอร์กลับมาจะเรียนให้ทราบทันทีเลยค่ะ” เจ้าหน้าที่คนใหม่มีน้ำใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ใช่ธุระด่วนอะไร ขอบคุณมาก สวัสดีค่ะ” แล้วเธอก็จากมา… อีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกผิดหวังในความตั้งใจ… เธอไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้กลับเมืองไทย และอีกนานแค่ไหนจะมีโอกาสได้พบ…
หญิงสาวไม่รู้เลยว่า การเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของเขานับตั้งแต่ไปตามหาเธอที่เคนยานั่นแหละ.. หลายครั้งที่เขามีหน้าที่ต้องไปสัมมนาและอบรมดูงานที่ต่างประเทศ แต่ชายหนุ่มก็มักจะปฏิเสธการเดินทางในทุกครั้ง…โดยให้ผู้ช่วยไปแทน หรือไม่ยื่นข้อเสนอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาเสียเอง เพราะอย่างน้อย… ถ้าเธอมา… ก็มีโอกาสที่จะได้พบ…
แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเขาอีกครั้งเมื่อได้รับโน้ตที่มีข้อความเหมือนเดิม… เขารู้ว่าเธอมาหาอีกครั้ง… แต่ครั้งนี้… คนที่อยู่เคียงข้างเขาคือ เจวาลิน…
“กระดาษใบนั้น คืออะไรคะ?” เขายื่นให้เจวาลินดูกระดาษโน้ตที่มีอักษรเขียนด้วยลายมือแผ่นนั้น และเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขาให้หญิงสาวผู้ที่บัดนี้กลายเป็น ‘คู่หมั้น’ อย่างถูกต้องตามประเพณีแล้ว…/ Next 3.
3. เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรที่พรหมลิขิตกำหนดมาแล้วได้
เจวาลินเพียงแต่ฟังเรื่องราวที่ชายหนุ่มคู่หมั้นเล่าให้ฟังอย่างเงียบๆ จนเขาไม่รู้ถึงความรู้สึกของเธอ… นี่เองที่เป็นช่องว่างระหว่างเธอกับเขา… แม้ทั้งคู่จะดูเหมือนคนรักที่เหมาะสมกันดีในทุกๆ ด้าน แต่เมื่อต้องจำแนกรายละเอียดปลีกย่อยแล้วก็ต้องยอมรับว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เขาและเธอยังเหมือนห่างไกลกัน ถึงแม้ว่าจะใกล้ชิดก็เพียงแค่ร่างกายใกล้กันแต่หัวใจนั้นเหมือนล่องลอยอยู่บนนภากาศ…ห่างไกลและไม่อาจจับต้องได้….
ตรงข้ามกับอีกคนหนึ่งนั้นเหมือนเข้าใจเขาไปเสียทุกอย่าง… ทั้งๆ ที่ไม่เคยแม้แต่พบหน้าหรือได้ยินในน้ำเสียง
กิรปันนึกถึงหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกับเขาขณะที่เล่าให้เจวาลินฟังนั้น… คู่หมั้นสาวก็เอ่ยขึ้น
“คุณรักเธอค่ะปัน…”
“ไม่หรอก ผมไม่เคยเจอเธอ ผมจะรักเธอได้ยังไง” นั่นเป็นความจริง
“คุณเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสไม่ใช่เหรอคะ” เธอถามแบบยิ้มๆ เป็นรอยยิ้มที่แฝงอะไรสักอย่างที่เขาไม่อาจเดาได้เลย
“แต่เรากำลังจะแต่งงานกันอยู่อีกไม่กี่วันแล้วนะลิน ที่ผมเล่า เพราะผมอยากให้คุณเชื่อมั่นว่าผมไม่มีเรื่องราวใดๆ ปิดบังคุณไว้ ต่อให้คุณไม่รู้ว่าเธอมาหาผม แต่ผมก็ยังจะเล่าเรื่องของเธอให้คุณฟังอยู่ดี”
“เราต่างก็พยายาม แต่เราก็รู้ว่าเราไม่ได้รักกัน เราจะฝืนใจทำไมกันคะ ในเมื่อเราต่างก็มีโอกาสที่จะเลือกคนที่ใช่.. เรื่องของหัวใจมันซับซ้อนเกินกว่าเรื่องของความเหมาะสมนะคะปัน… ลินไม่เหนี่ยวรั้งหรือกระทั่งเซ้าซี้ที่จะแต่งงาน เพราะลินอยากให้ปันได้พบกับผู้หญิงคนนั้น… ขอให้ได้พบกัน แล้วอะไรมันจะเป็นไปนับจากนั้นก็ขอให้เป็นเรื่องของพรหมลิขิต” ประโยคยาวๆ ของเจวาลินนั่นเองที่ทำให้กิรปันสวมกอดเธอเป็นครั้งแรก… ครั้งแรกนับตั้งแต่รู้จักกันเลยทีเดียว….
เจวาลินน้ำตาซึม… เธอรู้ว่านี่อาจจะเป็นจุดหักเหและเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมด… ถ้าเพียงแต่ทั้งคู่ได้พบกัน… เพียงเท่านั้นเรื่องราวทุกอย่างที่คลุมเครือค้างคาก็จะหาข้อสรุปได้… เธอถามตัวเองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหรือ? ที่ยื่นข้อเสนอให้ทั้งคู่ได้พบกัน…
หญิงสาวที่มีชื่อ ‘กิรปัน’ ผู้กลายเป็นข้อเสนอของคู่หมั้นใน “เกมวัดใจ” โดยไม่รู้ตัวนั้นกำลังติดตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยที่ลงพื้นที่มาก่อนหน้านี้…เพื่อรายงานต่อสหประชาชาติ องค์กรกลางที่เธอสังกัด… เธอยังคงบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่งไปยังอีเมลล์แอคเคาท์ที่เปิดขึ้นมาใหม่เหมือนเช่นเคยเป็นมา…
จดหมายทั้งหมด 1,004 ฉบับกับ 10 แอดเดรสในเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปี 1999 จนถึงปี 2005 ที่เธอเปิดขึ้นมาเพื่อเขียนจดหมายถึงชายหนุ่มที่ชื่อเหมือนกันคนนั้น…
เขายังไม่มีโอกาสได้อ่านจดหมายเพราะเธอยังไม่ได้ให้รหัสผ่านแก่เขา เธอตั้งใจจะให้รหัสผ่านกับเขาในวันที่มีโอกาสได้พบกัน… เรื่องราวที่เธอเขียนนั้นเป็นเรื่องราวที่เธออยากจดจำ…
หญิงสาวไม่แน่ใจว่ารักเขาหรือเปล่า? คำถามที่ตอบตัวเองไม่ได้… อาจจะไม่… เพราะความรักไม่ใช่ตัวหนังสือ ความรักคือความผูกพัน แต่ตัวหนังสือไม่ใช่ความผูกพัน มันเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความผูกพัน แต่ความผูกพันจริงๆ นั้นเกิดจากจิตใจ.. ตัวหนังสือ ไม่ทำให้รู้ซึ้งถึงจิตใจ… แต่ทุกครั้งที่ได้อ่านตัวหนังสือของเขา ชีวิตของเธอที่เหมือนอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล เหมือนดาว ‘ดาริกามณี’ ที่คว้างเพียงลำพัง กลับสุกสกาวเสียยิ่งกว่าดาวเคราะห์ดวงไหนๆ ในกาแล็กซี่… เขาเป็นกำลังใจเพียงอย่างเดียวที่เธอมี…
แต่กำลังใจเดียวที่เธอมีนั้นก็ไม่ได้ไปหาเธอถึงดาลัดอย่างที่คู่หมั้นเขาเสนอแนะ…
“ผมขอบคุณในเจตนาดีของคุณนะลิน ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมอาจจะไปเวียดนาม เหมือนที่เคยไปเคนยามาแล้ว แต่ตอนนี้ผมมีคุณอยู่ตรงนี้ มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยที่ผมจะต้องไปตามหาเพื่อพบกับผู้หญิงอื่นทั้งที่ผมต้องแต่งงานกับคุณในอีกไม่กี่สัปดาห์”
“ลินเพียงแต่คิดว่า ถ้าคุณได้เจอเธอคุณอาจจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ”
“ชีวิตผมอยู่กับความจริง และความจริงก็คือผมจะแต่งงานกับคุณแน่นอน ใช่นะ… เราต่างก็ไม่แน่ใจในตัวเองว่าเรารักกันหรือเปล่า? เราต่างก็อยากแต่งงานเพราะความรัก แต่ทั้งคุณและผมก็รู้ว่าเราไม่ได้มีใครอื่นในใจเลย แล้วทำไมเราต้องสร้างเงื่อนไขขึ้นมาโดยเอาคนอื่นมาเป็นข้อแม้ด้วย? ในเมื่อเรารักกันได้” นี่หรือเปล่านะ ความรู้สึกที่แท้จริง… กิรปันแปลกใจตัวเองที่สามารถพูดประโยคนี้ออกมาได้โดยไม่รู้สึกผิด และเขายังเชื่อมั่นด้วยว่า ในทุกวลีที่เอ่ยออกไปนั้น คือสิ่งที่เขาให้คำมั่นสัญญากับเจวาลิน….
“แล้วคุณจะทำยังไงกับกิรปันคะ” เธอหมายถึง…ผู้หญิงที่ชื่อเหมือนเขา
“ผมจะเชิญเธอมาในงานแต่งงานของเรา”
“ปันไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงกับปัน… ถ้าเธอรักปัน เธอจะไม่มา แต่ถ้าเธอคิดเพียงความเป็นมิตรที่ดี เธอจะมาค่ะ”
“ผมเองก็คงเป็นได้เพียงมิตรที่ดี…” เขาพูดเสียงเบา
“ขอโทษนะคะปัน…ถ้าไม่มีลินก็คงจะดี” เธอโทษตัวเอง
“ไม่ดีแน่ๆ คุณนึกดูสิ ถ้าผมต้องมีคนรักที่มีชื่อเหมือนกันคงยุ่งพิลึก ถ้าถูกเรียกชื่อ เราคงขานรับกันทั้งคู่…ฟังดูแปลก”
เจวาลินไม่ขำกับมุขนั้น เธอกลับคิดไปว่าเขายังนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็ไม่ต่างอะไรที่เขาอยากให้มันเป็น….
* * * * *
นับไปอีก 42 วัน ก็จะถึงฤกษ์ที่เขาและเจวาลินต้องจัดงานแต่งงานตามประเพณี ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ก็ต้องโหมงานหนักเพื่อที่จะเคลียร์เวลาสำหรับวันแต่งงานและฮันนีมูนอีกสองสัปดาห์… กิรปันไม่มีเวลาที่จะนึกถึงเรื่องอื่นๆ เขาไม่มีเวลาแม้แต่… อ่านอีเมลล์ ฉบับล่าสุดที่มีข้อความว่า หญิงสาวที่ชื่อเหมือนเขากำลังออกเดินทางอีกครั้งแล้ว…
“ด๊อกเตอร์คะ คำสั่งด่วนคุณต้องบินไปประชุมที่ MIT เครื่องออกบ่ายสอง รถของมหาวิทยาลัยรอที่หน้าคณะแล้วค่ะ” เลขาสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่แลป…
“ผมล่ะเกลียดคำว่าด่วน… จริงๆ เลยสิน่า” ว่าจบเขาก็โทรศัพท์ไปบอกเจวาลิน เรื่องที่ต้องไปต่างประเทศ
สนามบินแห่งนี้….ขณะที่ผู้คนกำลังรอเปลี่ยนเครื่อง… ภายในเทอร์มินัล ละลานตาไปด้วยผู้คนหลายชาติหลายภาษา ทุกคนอาจจะต่างที่มา ต่างที่ไป หรือบางคนอาจจะมาจากที่เดียวกันแต่ต่างจุดหมาย บางคนอาจจะมาจากคนละที่แต่มีปลายทางเดียวกัน… หลายคนได้ “ลงเรือ (บิน) ลำเดียวกัน” เหมือนเส้นชะตาของชีวิตขีดให้มาบรรจบกัน แล้วก็ลากออกไป เพื่อที่เส้นชีวิตนั้นจะได้ไปบรรจบกับคนอื่นต่อไป เรื่อยๆ จนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง… และมีคนสองคนในเวลานี้ที่เส้นชะตาชีวิตของทั้งคู่ถูกขีดให้มาบรรจบกัน….
คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เป็นหญิงสาวในเสื้อโค้ตตัวหนา เธอรวบผมเกล้าเป็นมวยสูง มีถ้วยกาแฟอยู่ในมือ… เธอมองออกไปด้านนอกห้องรับรองของสนามบิน… ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ ผู้คนมากมายรอเปลี่ยนเครื่อง ต่างก็อยู่ในอิริยาบถที่แตกต่างกันไป บางคนก็รอนาน บางคนก็ไม่นาน แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็จากไป… ไปยังจุดหมายปลายทางของตัวเอง…
กิรปันนึกถึงครั้งแรกที่เดินทางไปเพื่อค้นหาใครบางคนที่มีชื่อเหมือนกัน เมื่อนึกถึงตอนนี้แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องที่ชวนขำจนต้องหัวเราะ หึ หึ ในลำคอให้คนที่นั่งเคียงข้างหันมามอง
“คุณต้องกำลังนึกถึงอะไรสักอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่นี่…” เธอเอ่ยเป็นประโยคทักทาย เชิงตั้งคำถาม
“ผมแค่กำลังนึกถึงสิ่งที่ผมทำ มันไร้สาระสิ้นดี คุณรู้ไหม ผมขึ้นเครื่องไปตามหาใครคนหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จักหน้า… แล้วผมก็เครื่องบินตก…” พูดไปแล้วก็นึกขำ
“แล้วได้พบคนที่ไปตามหาไหมคะ” เธอยังถือถ้วยกาแฟไว้ในมือ แต่ก็ตั้งใจฟังเรื่องที่เขาเล่า…
“ถ้าพูดแล้วคุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่า…คนที่ผมไปตามหานั่น เธอก็ไปหาผมที่เมืองไทยเหมือนกัน และจนบัดนี้เราก็ยังไม่ได้พบกันเลยทั้งๆ ที่ควรจะพบกันตั้งหลายครั้งหนแล้ว เพราะทุกครั้งที่เธอไป มักจะเป็นเวลาที่ผมไม่อยู่ทุกที”
“บางทีคุณอาจจะเจอกันแล้วก็ได้ แต่คุณไม่รู้จักหน้าตาของเธอ และเธอเองก็ไม่รู้จักคุณด้วย บางทีคุณกับเธออาจจะเดินสวนทางกันอยู่บนท้องถนน นั่งเครื่องบินลำเดียวกัน และอาจจะนั่งทานข้าวที่ร้านเดียวกัน…”
“นั่นสินะ แต่มันจะมีความหมายอะไรล่ะ ถ้าไม่เคยรู้จักหน้าตากัน”
“ฉันก็เคยมีเรื่องราวเกิดขึ้นคล้ายๆ กับคุณ ฉันไปตามหาคนที่ฉันอยากพบ…แต่ก็ไม่เคยได้พบ ซึ่งมันเป็นความเขลาของฉันเอง เพราะถ้าหากฉันบอกก่อนว่าจะไปก็คงได้พบ หรือไม่…ถ้าเพียงแต่ฉันจะเดินไปดูบอร์ดรายชื่อบุคลากร ฉันก็จะรู้จักหน้าตาของเขา…เผื่อบางทีได้เจอกันในสถานที่อื่น ฉันจะได้ทักทายถูกคน…” ขณะที่การสนทนาดำเนินไปอย่างสนุกสนาน สักพักมีเสียงประกาศดังขึ้น หญิงสาวต้องรีบไปขึ้นเครื่อง
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันชื่อแพน พีเอเอ็น แพน… หวังว่าเราคงได้พบกันอีก คุยกับคุณแล้วเหมือนคุยกับคนรู้จัก…รักษาตัวนะคะ สวัสดีค่ะ” กิรปันยื่นนามบัตรให้เธอ… หญิงสาวเสียบแนบไว้หนังสือเล่มหนาสำหรับอ่านฆ่าเวลา… เธอโบกมือให้เขา… เธอไม่รู้หรอกว่า ช่วงเวลาที่เขากับเธอนั่งคุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำนั้น เหมือนโลกทั้งโลกเป็นของเขา… ช่วงเวลาอันแสนสั้นคือเวลาที่เขารู้สึกสบายใจ..อย่างน่าแปลกใจที่สุด…
แพน… พีเอเอ็น กิรปันทวนชื่อของเธอ.. ชื่อเล่นเขาก็ พีเอเอ็น…. ช่างบังเอิญเหลือเกินนัก และนั่นทำให้เขายิ้มขำอีกครั้ง… เขาเจอคนชื่อเหมือนกันอีกคนแล้วหรือนี่…
และเมื่อกลับถึงเมืองไทยในสัปดาห์ถัดมา ประโยคแรกที่เขาถามเลขาสาวคือ
“มีใครมาพบในตอนที่ผมไม่อยู่หรือเปล่า” เขาเพียงแต่คิดว่าเธออาจจะมา… กิรปันหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษติดมือเข้าไปในห้องทำงานด้วย… นานแล้วที่เขาไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ข่าวหนังสือพิมพ์ในกรอบเล็กๆ ที่อ่านผ่านตาเพียงลวกๆ คือ “เกิดการจลาจลในเวสท์แบงค์ มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ภาคสนามของ สหประชาชาติจำนวนหนึ่ง…” กิรปันละสายตาจากหนังสือพิมพ์เพราะคนที่ผลักประตูห้องทำงานเข้ามาคือเจวาลิน
“คิดถึงค่ะ เลยแวะมา” เธอเดินมาโอบด้านหลัง
“ขอโทษนะลินที่ไม่ได้โทฯ ไป ผมเองก็เพิ่งลงจากเครื่อง ยังยุ่งๆ เรื่องรีพอร์ตอยู่เลย กะว่าเย็นนี้จะไปหาอยู่เหมือนกัน” หมอกจางๆ ที่เคยเป็นกำแพงสูงและหนาของทั้งคู่ถูกทำลายลงไป ความวางใจต่อกันมีมากขึ้นเมื่อต่างก็เปิดเผยความรู้สึกในใจซึ่งกันและกัน…
กิรปันยุ่งกับเรื่องจัดงานแต่งงานจนลืมที่จะส่งข่าวเรื่องแต่งงานไปบอกหญิงสาวที่ชื่อเหมือนกัน… และเมื่อเขาเช็คเมลล์ก็ต้องแปลกใจที่เธอเองก็หายไป สองสัปดาห์แล้วที่ไม่มีอีเมลล์จากกิรปัน.. แต่ที่แปลกกว่านั้นคือคนที่มาหาเขานั่นเอง…
“สวัสดีด๊อกเตอร์, ผมชื่ออเล็กซ์ เป็นเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ ผมเป็นเพื่อนของแพน… เธอให้ผมมาพบคุณ เอาจดหมายฉบับนี้มาให้… แพนเกิดอุบัติเหตุที่เวสท์แบงค์ เธอโดนลูกหลงพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของเราอีกสองคน ผมอยู่กับเธอจนลมหายใจสุดท้ายของเธอหมดลง… เธอกำกระดาษใบนี้ไว้ในมือแน่นและกำชับผมว่าให้นำมาให้ตามที่อยู่ในนามบัตรนี้”
กระดาษเปื้อนเลือดใบนั้น เป็นนามบัตรของเขา ด้านหลังมีตัวอักษรเขียนด้วยลายมือ 2 บรรทัด
KIRAPAN
PAN
ชายหนุ่มพิมพ์ตัวอักษรบรรทัดบนลงในช่อง Username และ บรรทัดถัดมาในช่อง Password นั่นทำให้เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อพบว่าทั้งหมดเป็นจดหมายที่เขียน Subject ว่า “จดหมายถึงกิรปัน”
เรื่องราวมากมายในอีเมลล์บอกเล่าเรื่องราวการทำงาน และเรื่องราวในชีวิตผู้คนที่เธอได้เรียนรู้และช่วยเหลือพวกเขา รวมถึงความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขา แล้วยังมีไฟล์รูปถ่าย และไฟล์วีดิโอคลิฟที่มีทั้งภาพและเสียง บางไฟล์เป็นภาพถ่ายกับชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์บ้าง ชนเผ่าอินเดียนแดงหรือกระทั่ง ภาพถ่ายที่อียิปต์บ้าง แต่ที่มีมากที่สุดคือภาพถ่ายจากเคนยา…เธอชอบเคนยา…
จดหมายฉบับสุดท้ายของแต่ละแอดเดรสคือ ชื่อแอดเดรสตัวใหม่พร้อมรหัสผ่าน ดังนั้นแล้วหากต้องการที่จะเปิดอ่านจดหมายในอีเมลล์แอดเดรสถัดไปจึงจำเป็นที่จะต้องเปิดเรียงไปทีละแอดเดรสเพื่อเปิดจดหมายทีละฉบับ
“ขอให้ได้พบเจอเพียงสักครั้ง แม้ต้องตายก็ไม่เสียดายเวลาที่รอคอยมาทั้งหมดของชีวิต” นั่นเป็นหนึ่งข้อความใน
อีเมลล์ของเธอที่เขาเพิ่งมีโอกาสได้เปิดอ่าน… และมันทำให้เขาน้ำตาไหล…ถึงแม้เขาและเธอจะได้พบกันแล้วถึงสองครั้ง แต่ทั้งสองคนก็ไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกับที่ตัวเองรอคอยและตามหา….
“แต่มันจะมีความหมายอะไรล่ะ ถ้าไม่เคยรู้จักหน้าตากัน” ประโยคของเธอที่เขาจำได้ขึ้นใจ…
เธอได้กลับไปที่เคนยาอีกครั้ง… กลับไปยังครั้งแรกที่เธอ search ชื่อตัวเองเล่นๆ บนระบบอินเทอร์เน็ตแล้วปรากฏชื่อและอีเมลล์ของเขาในนั้น แต่ครั้งนี้เธอกลับไปในร่างที่ไร้ลมหายใจ… เขาไปเคนยาอีกครั้งเพื่อเคารพศพและไว้อาลัยให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย…
หญิงสาวผมยาวหยิกเป็นลอนดำขลับรับกับวงหน้าเรียวยาว ผิวสีน้ำผึ้ง ตากลมโต คนที่เขาเจอขณะที่รอเปลี่ยนเครื่อง คนเดียวกับที่เจอที่ร้านอาหารในโปตารา และคนเดียวกับที่เขาคุยอย่างถูกคอและให้นามบัตรไปเมื่อไม่นานมานี้…ผู้หญิงที่มีชื่อเล่นเขียนด้วยอักษรภาษาอังกฤษว่า พีเอเอ็น แพน แต่มีชื่อจริงคือ “กิรปัน” ชื่อที่แปลว่ากริช.
บางครั้งการจากพรากก็มาถึงโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว
แม้กระทั่ง เอ่ยปากบอกว่า “ลาก่อน” ยังไม่มีโอกาสนั้นเลย…
END.
อ่านแล้วอินไปหน่อยค่ะ คุณ Chelie
ร้องไห้เลย
เศร้าเหมือนกันคับ แม้ไม่อยากให้จบแบบนี้ แต่ผมก็ไม่ใช่คนแต่งเสียด้วย ขอบคุณอีกครั้งสำหรับบทความดีๆคับ
ตอนนี้ไฮสปีดทีโอทีที่เราใช้อยู่อาการไม่ค่อยดี
เมื่อคืนแวะมาอ่านเรื่องนี้แต่ แต่คอมเมนต์ไม่ได้
ไม่มีอะไรหรอก แค่จะบอกว่า…
1. เรื่องยาวนี้จบแบบเศร้าเนอะ
2. ชื่อ “กิรปัน” เท่ห์มากๆ ชอบๆ
ปล. จุ๊ จุ๊ …อย่าเอ็ดไป อันนี้แอบมาแปะในเวลาทำงาน
เศร้าจังเลย
เป็นแค่คนที่ search อะไรไปเรื่อยเปื่อยแล้วบังเอิญพบเรื่องนี้เข้า
แบบนี้ เรียกว่า พรหมลิขิตของเรา 2 คนได้ไหมคะ
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีดี ที่ทำให้ฉันเริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้มคะ