8020 เมื่อเดือนเมษา
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นตอนแปดโมงสิบสองนาที เพื่อนรุ่นน้องโทฯ ทางไกลจากเชียงใหม่มาบอกว่าเพิ่งกลับจากปฏิบัติธรรม นั่งงุนงงสักพัก แล้วก็วางสาย ล้มตัวลงนอนต่อ ยี่สิบนาทีถัดมาเป็นสายของเพื่อนร่วมงานจากที่ทำงานเก่าซึ่งไม่รู้ว่าเราลาออกได้เกือบสองเดือนแล้ว… วางสาย ล้มตัวลงนอนต่อ วันนี้วันหยุดนี่ จะรีบตื่นไปทำไม…แต่เสียงของเรือหางยาวที่แล่นผ่านก็ทำให้จำใจสะบัดผ้าห่ม และลุกจากที่นอนอย่างเสียไม่ได้ เสียงที่ต่อให้อยู่ไกลถึงสองกิโลเมตรนับจากตรงนี้ก็ยังชัดแจ๋วเหมือนดังอยู่ข้างรูหูเป็นซาวน์เอฟเฟ็คประกอบการเขียนเรื่องสั้น และเป็นเครื่องเว้นจังหวะระหว่างสนทนาโทรศัพท์ และตอบคำถาม
“เปล่า… ไม่ได้อยู่ใกล้กับสุวรรณภูมินักหรอก”
แปลกใจว่าทำไมเรือหางยาวต้องมีเครื่องยนต์ที่เสียงดังเหมือนมอเตอร์ไซค์โมดิฟายท่อไอเสียด้วย เป็นไปได้ไหมที่เรือหางยาวจะมีเสียงเครื่องยนต์ที่เบาลงกว่านี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีประเภทที่วิ่งในคุ้งในคลอง และวิ่งในแม่น้ำกว้างๆ อย่างเจ้าพระยา แน่ล่ะ ถึงแม้จะชอบใจอยู่บ้างในบางครั้งที่ชะเง้อคอ ชะโงกหน้าลงไปดูขณะที่เรือกำลังผ่อนเครื่องให้เบาลงและชะลอลำเรือให้ช้าลงเพื่อเข้าโค้ง เรือหางยาวมักจะเข้าโค้งในระยะประชิด คนขับเรือมักจะหักหัวเรือแหลมๆ ให้เข้าโค้งให้ได้ก่อนที่จะเร่งเครื่องให้ดังแผดสนั่นอีกครั้ง ที่จริงน่าจะเรียกเรื่องหัวแหลมจะถูกกว่า เพราะลำเรือขนาดกว้างไม่เกินเมตร ท้ายเรือตัดกุด หัวแหลมเชิดขึ้นฟ้าเสียงดังจนน่ารำคาญ แต่น่ารักในบางทีเพราะหากมีเรืออีแปะของป้าขายขนมหวานพายช้าๆ อยู่ข้างหน้า เรือหางยาวที่แล่นฉิวมาด้วยความเร็วจะผ่อนเครื่องให้เบาลงถึงกับอาจต้องใช้พายในบางครั้งเพื่อให้เรือสวนกันโดยที่อีกฝ่ายบอบช้ำน้อยที่สุด…
เรือหางยาวลอดใต้สะพานข้ามคลองโดยมีบีเอ็มดับเบิลยูคันงามกำลังข้ามสะพานเช่นกัน
บางคราวเคยสงสัยว่าเรือหางยาวเหล่านั้นเริ่มต้นวิ่งจากตรงไหนและไปสิ้นสุดลงตรงไหน คุ้งคลองละแวกนี้มีความยาวไปไกลถึงไหน เท่าที่สังเกตเห็นดูน่าจะมีบางลำเรือเป็นเรือโดยสาร ซึ่งแน่นอนว่าผู้โดยสารมักจะไม่พ้นชายสูงวัยใส่ม่อฮ่อม นั่งตัวตรงเป็นสง่าบนพื้นเรือเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางอีกหนแห่ง บางลำเรือที่มาพร้อมกับเสียงแตรประหลาด ปี๊นๆ สองที แล้วก็เงียบ พอชะโงกหน้าลงไปดูก็พบว่าเป็นเรือก๋วยเตี๋ยว ทั้งหม้อต้มน้ำ ชาม ตะเกียบ วางเป็นระเบียบบนลำเรือ บางครั้งก็เป็นเรือหางยาวบรรจุเข่งมะม่วง หรือลังส้มสีสวยจากสวนละแวกนี้… ส้มมีชื่อ ชื่อส้มบางมด
ลุกจากที่นอนได้ก็เดินไปเปิดตู้เย็น ดื่มน้ำแก้วโต เสียบปลั๊กกาต้มน้ำ กดปุ่มรางสายไฟแบบสวิทต์… (หลังจากรู้สึกผวากับฝันร้ายที่เคยฝันว่าปลายสองข้างของกาต้มน้ำเป็นสายเปลือยและเมื่อเสียบเข้ากับเต้าเสียบก็ทำให้ไฟช็อต และจากที่เคยเสียบปลั๊กแล้วไฟลุกพรึ่บต่อหน้าต่อตา หลังจากนั้นมาจึงทำให้เลิกเสียบปลั๊กโดยไม่จำเป็นอีกเลย) จากนั้นก็เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า ชงกาแฟ เดินออกไปนอกระเบียง โดยไม่ลืมที่จะหยิบหนังสือใกล้มือติดไปด้วย วันนี้เป็น บันทึกนกไขลาน กินกาแฟ อ่านหนังสือ เดินไปเดินมา มองออกไปนอกระเบียงและชะโงกหน้าลงไปดูว่าเรือหางยาวลำที่จะผ่านไปนั้นบรรทุกอะไร
เดินเข้าห้อง มีโปรแกรมในคอมพิวเตอร์สำหรับเปิดเพลงอยู่สามโปรแกรม… Real Player สำหรับเพลงสากล ที่ขึ้นต้นไว้ด้วยเพลง Last Kiss ของ Pearl Jam, โปรแกรม Windows Media Player ที่จุเพลงป๊อบร่วมสมัยไว้ มีเพลงแรกในลิสต์คือ “แค่เพื่อนคนหนึ่ง” ของอินคา และสำหรับ Win amp เป็นเพลงเพื่อชีวิตล้วนๆ ทายสิ- เพลงแรกที่เลือกไว้คือเพลงอะไร โปรแกรมที่ถูกเปิดขึ้นคืออารมณ์ในเวลานั้น… และสำหรับวันนี้เป็นเพลงของอินคา
นั่งนิ่งๆ สักพัก ก่อนนึกได้ว่าอาหารกึ่งสำเร็จรูปในกล่องโฟมที่ซื้อมาหลายวันก่อนนั้นอาจใกล้หมดอายุแล้ว หยิบ “ไก่ตุ๋นฟักมะนาวดอง” ออกมาดูวันหมดอายุ ก่อนหยิบกระทะไฟฟ้าสีแดงออกมาต้มน้ำ (แอบคิดในใจว่าช่วงเทศกาลกินเจ พืชที่ชื่อว่าฟักนี้จะอยู่ในเมนูอาหารด้วยหรือเปล่าในเมื่อ ทั้งชี ทั้งหอมนั้น อดไปกรีดกรายในอาหารช่วงเทศกาลกินเจ อย่างสิ้นเชิง)
อาหารกึ่งสำเร็จรูปในกล่องโฟมที่ออกจากบ้านไปซื้อมาตุนเอาไว้ในตู้เย็นเพื่อสนองความขี้เกียจในวันหยุดยาวๆ แบบนี้ เลือกแกงจืดสาหร่ายเต้าหู้ไข่ กับไก่ตุ๋นฟักมะนาวดอง เพราะไม่รู้วิธีผัดคะน้าหมูกรอบ หรืออย่างน้อยในกล่องของคะน้าหมูกรอบก็มีพริกเม็ดโตเกินไป ทำให้เลือกที่จะตัดสินใจง่ายขึ้น และต่อให้เป็นอาหารในกล่องโฟมที่มีวิธีทำแสนง่าย แต่ไก่ตุ๋นฟักมะนาวดองมื้อแรกก็ขมปร่าที่ปลายลิ้นเพราะไป “ฉะ” ลูกมะนาวดองให้แตก ในขณะที่เททุกอย่างลงไปในกระทะ… ไม่มีใครเคยบอกเลยว่าต้องรอให้น้ำเดือดแล้วใส่ซุปก้อนคะนอร์ตามด้วยมะนาวดองและเนื้อไก่ ทิ้งไว้สักพักแล้วจึงใส่ฟักและเห็ดหอม รอให้น้ำงวดปิดไฟใส่คื่นช่าย อ่อ… ครั้งแรกที่ลองทำ คื่นช่ายก็ลงไปทั้งต้นนั่นแหละ และไม่ต้องแปลกใจถ้าหากว่าฝาหม้อจะหล่นใส่ตีนบ้างหลังจากเปิดฝาแล้วไอร้อนพวยพุ่งเข้าเต็มหน้า
ได้กับข้าว เช้า เที่ยง เย็น เป็นไก่ตุ๋นฟักมะนาวดองมาหนึ่งหม้อใหญ่ๆ ขอย้ำว่า แค่ “กับข้าว” เพราะถ้าให้ถึงต้องหุงข้าว รับรองได้ว่าวันนี้หรือวันอื่นๆ ก็จะไม่ได้กิน แต่จะกลัวอะไรในเมื่อเลิกเชื่อเรื่อง “กินแต่กับไม่กินข้าวจะกลายเป็นปอบ” ไปตั้งนานแล้วนี่…ดังนั้นมื้อต่อมาของไก่ตุ๋นฟักมะนาวดองจึงมีมาม่าไปโรยหน้าเพื่ออาหารจะได้ครบหมู่ตามหลักโภชนาการ (สาบาน ว่าไม่ได้กลัวเป็นปอบจริงๆ)
หลังจากมื้ออาหารที่ค่อนข้างทุลักทุเลกว่าจะจบสิ้น ก็เปิดไฟล์ “เรื่องตลกของโชคชะตา” และเรื่องสั้นเดือนพฤษภาคม เขียนสองเรื่องตามวาระของอารมณ์ เขียนโปรเจ็คท์งานที่ต้องทำ พอเริ่มเบื่อ (จะเริ่มเบื่อทุกครั้งที่ต้องทำงาน) ก็ดูหนังจาก VCD ที่บังเอิญเดินผ่านร้านแมงป่องตอนเข้าซุปเปอร์ เจอแบบซื้อหนึ่งแถมหนึ่งเลยกวาดมาซะหนึ่งโหลดูวันละเรื่องสองเรื่อง เผลอๆ สามถึงสี่เรื่อง ดูหนังแล้วก็นอนกลางวัน ไม่เกินสองชั่วโมงก็ตื่น อ่านหนังสือ กวาดบ้าน เอาผ้าลงไปใส่เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ลงไปกดน้ำจากตู้น้ำลิตรละหนึ่งบาท (ที่จริงกิจกรรมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกวันจนกลายเป็นกิจวัตร)
ในช่วงวันหยุดมักจะทำให้มีเวลาว่างพอที่จะอ่านหนังสือหลายเล่ม และบางทีก็สับสนในตัวละคร เช่น ตัวละครจากเรื่อง ฝนตกขึ้นฟ้า ของ วินทร์ เลียววาริณ กับตัวละครในเรื่อง ดลใจภุมริน ของ รงค์ วงษ์สวรรค์ มักจะซ้อนทับกันโดยไม่ได้ตั้งใจ แน่นอนว่าชื่อ “ดำ เกสร” นักเขียนหนุ่มในเรื่องดลใจภุมริน นั้นเหมาะกับชื่อของมือสังหารสุดหล่อในฝนตกขึ้นฟ้าที่ไม่น่าจะชื่อ “ตุล” เหมือนๆ กับเรื่องราวใน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ของการ์เบรียล การ์เซีย มาเกซ ซึ่งจำสับสนว่าเป็นเรื่อง สเตปเปนวูล์ฟ ของ เฮอร์มาน เฮสเส นั่นแหละ อีกสองเล่มที่คิดว่าคงอ่านไม่จบภายในเดือนนี้เป็นแน่คือ โลกของโซฟี และ บันทึกนกไขลาน สองเล่มหนาพอๆ กับพจนานุกรม ฉบับ สอ เสถบุตร เลยทีเดียวเชียว
วันหยุดนี้แทบไม่ออกจากห้อง แต่ก็มีความสุขดี อาจเพราะชอบบรรยากาศของที่พัก ข้างนอกระเบียงมองจากชั้นที่พักไปจะเป็นดงมะพร้าว และสวนผลไม้ มองไปไกลสุดตา ไม่พบว่ามีอาคารสูงเกินระดับสายตามาบดบังทัศนียภาพ และที่นี่ไม่ได้ร้อนอบอ้าวอย่างที่คิดว่าจะต้องเป็น แต่กลับเย็นสดชื่นด้วยความชื้นในอากาศที่ค่อนข้างสูง ลมพัดแรงจัดจนเครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงาน (จึงไม่น่าแปลกใจที่ในวันหยุดสุดสัปดาห์จะสิงสถิตย์อยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหน) บรรยากาศเหมาะเหม็งสำหรับการเขียนหนังสือ เสียงกระดิ่งลมด้านนอกบอกว่ามีลมพัดอยู่เสมอทำให้ไม่ต้องพึ่งพาพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เว้นแต่บางครั้งที่อาจถูกคุกคามด้วยเสียงจากข้างบ้าน แต่ไม่ถือเป็นปัญหาใหญ่เพราะถ้าทนไม่ได้ก็จะปิดประตู เปิดแอร์ และเพลินใจด้วยการแหกปากร้องเพลงโปรด…
ละแวกนี้ไม่อุดมสมบูรณ์ด้านอาหารการกินนัก แต่ก็พอมีบ้างไม่ถึงกับแร้นแค้น รสชาติที่เรียกได้ว่าแค่พอประทังชีวิต ให้ตายเถอะ จะบอกว่าห่วยมากก็ไม่ได้เพราะทำเองไม่เป็นเสียด้วย และถ้าคิดจะกินอย่างหรูต้องออกไปที่ถนนใหญ่ ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกลนักมีเซ็นทรัล บิ๊กซี โลตัส ตลาดนัด และเมื่อมีให้เลือกมากเกินไปก็เลือกไม่ถูกว่าหย่อนก้นลงตรงไหนดี…แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะในบรรยากาศโดยรวมแล้วที่นี่เหมาะจะเป็นแหล่งผลิตผลงานวรรณกรรมได้เลย และในทุกคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเกล็ดดาวก็ชอบที่จะนอนมองมันผ่านประตูกระจกใสไปยังท้องฟ้ากว้างนั่น กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ในตะเกียงน้ำมันหอมสร้างบรรยากาศให้การอ่านและการเขียนเป็นไปอย่างราบรื่น บางคืนที่ค่อนข้างดึกจะมีหิ่งห้อยวิบๆ อยู่ข้างกระจก แต่เพราะความลัวผีขี้ขึ้นสมอง ทำให้จินตนาการไปไกลว่าแสงนั้นอาจจะไม่ใช่หิ่งห้อยก็ได้ เลยทำให้ต้องลุกมาดึงม่านปิดกันความกลัว
เกือบตีหนึ่งแล้ว แต่ก็นอนไม่หลับ เดินไป เดินมาในความมืดและความเงียบ จุดตะเกียงน้ำมันหอมเปิดประตูกระจกออกไปนอกระเบียง เสียงแมลงกลางคืนดังระงม ไม่มีเรือหางยาววิ่งแล้วในเวลานี้ ถ้ามี-คงผีหลอก ต้มน้ำชงกาแฟอีกครั้ง ที่จริง กาแฟ ไม่ได้มีผลต่อการนอนหลับหรือไม่หลับเลยสักนิด กาแฟเป็นแค่อุปกรณ์ประกอบฉากในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตเท่านั้นเอง เดินไปเปิดไฟ หยิบไม้กวาด กวาดพื้น ใช่… กวาดพื้นตอนตีสองนี่แหละ จากนั้นก็จัดชั้นหนังสือใหม่อีกครั้ง หยิบ ความสุขของกะทิ มาอ่านจนจบเล่มและคิดอย่างคนมองโลกในแง่ร้ายว่า “อะไรทำให้ความสุขของกะทิ ได้ซีไรต์” ถ้าเอาหนังสือเล่มนี้เป็นมาตรฐานของรางวัล ก็น่าจะมีหนังสือเล่มอื่นอีกหลายเล่มที่ควรได้รางวัลเช่นกัน… ทำไมรางวัลซีไรต์จึงขึ้นอยู่กับคนเพียงไม่กี่คนที่จะตัดสินชะตากรรมของหนังสือ เป็นไปได้ไหมนะที่หนังสือที่ส่งเข้าประกวดควรถูกเตรียมการล่วงหน้าไว้ถึงสองปี ในปีแรกเสนอชื่อส่งประกวดตามเงื่อนไขสองร้อยยี่สิบสองข้อ หนังสือซึ่งถูกเคี่ยวกรำด้วยเวลาและประสบการณ์ ปีถัดมาทุกคนอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ คนที่ต้องการ “ลงคะแนน” ต้องเขียนถึงเหตุผลของหนังสือเล่มที่น่าจะได้รับรางวัล เหมือนการเลือกตั้ง… เอ่อ แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เคยมีการเลือกตั้งที่สุจริตในประเทศนี้
ความสุขของกะทิเป็นหนังสือมีจริตสูงเกินไป “ไฮโซ” เกินกว่าคนที่ไม่ได้วิถีชีวิตในแบบของกะทิจะเข้าใจได้ การเขียนอธิบายเรื่องราวของเนื้อหาไม่ต่างจากการเขียนงานแปลที่ผู้แต่งถนัด ไม่บรรยายยืดยาว ทุกตอนสั้นกระชับได้ใจความ แต่ความรู้สึกมักจะค้างเติ่งอยู่กลางอากาศเมื่อจบตอน อยากจะเห็นใจกะทิที่แม่ตายก็เข้าไม่ถึงอารมณ์ของเด็กหญิง เพราะผู้เขียนไม่บรรยายบุคลิกตัวละครชัดเจน ไล่นับไปตั้งแต่คุณตาผู้ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไม่นาน คุณตา “ทันสมัย” ขัดกับบ้านริมคลองเอามากๆ ขณะที่คุณยายอดีตเลขานายใหญ่ฯ ที่ย้อนกลับมาหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ ขูดมะพร้าวด้วยกระต่าย เป็นการถอยกลับสู่สามัญที่ขัดกับความเป็นจริงในสังคมสมัยนี้อย่างยากที่จะ “เชื่อ” ว่าวิถีของกะทิจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และมีหลายตอนที่สั้น กุด จนสงสัยว่าผู้เขียน “กั๊ก” อะไรไว้ ทั้งๆ ที่มันเขียนได้อีกตั้งยาว ทำไมจึงไม่เขียนเล่าถึงรายละเอียดต่างๆ นั้น หนังสือเล่มบางจ๋อยแบบนี้ ดูจะเอาเปรียบคนอ่านที่คาดหวังกับ “ซีไรต์” มากเกินไปหน่อย (มั้ง)
เห็นเล่มบางๆ แบบนี้อ่านแล้วอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับ เจ้าหงิญ ของบินหลา สันกาลาคีรี ที่ได้รางวัลไปก่อนหน้านี้ สองเรื่องแทบจะเรียกว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนได้เช่นเดียวกัน (เล่มบางเหมือนกัน) แต่วิธีการเล่าเรื่องต่างหากที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เล่มหนึ่งนั้นเล่าเรื่องได้ซุกซน น่าติดตาม และทำให้อยากติดตามทั้งๆ ที่ก็รู้แหละว่านั่นน่ะนิทานหลอกผู้ใหญ่ แต่ลูกเล่นลูกล่อที่คนเขียนใส่ลงมาในเนื้อหาทำให้เรื่องน่าอ่านอย่างไม่น่าเชื่อ
เอ…หรือกรรมการซีไรต์จะมองการณ์ไกลว่าถ้าอยากให้คนไทยอ่านหนังสือต้องเริ่มจากให้อ่านเล่มบางๆ ก่อน?
และเชื่อขนมกินได้เลยว่าใครที่เคยอ่าน เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก ของ ทิพย์วาณี สนิทวงค์ ณ อยุธยา แล้วมาอ่าน ความสุขของกะทิ หนังสือเล่มแรกต่างหากที่ควรจะได้รับรางวัลซีไรต์อย่างไม่มีข้อแม้ ความสุขของกะทิ จึงไม่ทำให้ประทับใจเท่าที่ควร และไม่สมกับที่คาดหวังตั้งใจ
อ่านจบแล้วแต่เวลาก็เพิ่งล่วงผ่านไม่นานไปกว่าเดิมนัก เก็บหนังสือขึ้นชั้น เปิดคอมพิวเตอร์ “เรื่องตลกของโชคชะตา” ยังไม่จบตอน คิดไม่ออกว่าจะให้เรื่องดำเนินต่อไปยังไงดี นึกถึงอีกคนที่เป็น พระเอกของเรื่อง ซึ่งเขาช่วยคิดพล็อตและช่วยเขียนในบางตอน – รู้สึกดีกับการที่มีคนคนนี้อยู่ในวิถีการดำเนินชีวิต ทั้งๆ ที่คิดเสมอว่าการเขียนหนังสือนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยใคร หรือไม่จำเป็นต้องให้ใครมีส่วนร่วมก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่เพิ่งมารู้ว่าการมีอีกคนมาช่วยคิดช่วยเขียนและคอย ติ ชม สมน้ำหน้า ก็เป็นเรื่องที่สนุกดีเหมือนกัน และตัวละครหลายๆ ตัวที่เดินชนกันในนิยายก็มาจากหลายคนในชีวิตจริง พวกเขาสนุกสนานที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้ากระดาษ เราเองก็เพลินใจที่ได้มีพวกเขามาเป็นส่วนร่วมของผลงาน และอีกเช่นกัน, เพิ่งรู้ว่าการเป็น “นักเขียน” จริงๆ คือการที่เราได้รับ “ความสุข” จากการเขียนนั่นเอง
บางที คนเขียนเรื่อง ความสุขของกะทิ อาจจะคิดอย่างเดียวกันก็ได้… ความสำเร็จจากการได้รับรางวัลซีไรต์ อาจจะไม่มีความสุขเท่ากับการได้เขียน ความสุขของกะทิ ก็เป็นได้…
แล้วไฟล์เรื่องตลกของโชคชะตาก็ถูกปิดลงพร้อมกับอีกเรื่องที่ถูกเปิดขึ้นมา “ปีกแห่งฝันโบยบิน สู่แดนดินห่งรัก ณ โค้งรุ้ง” เรื่องที่ใช้เวลาเขียนมากกว่าสิบปี แต่ยังไม่สามารถที่จะจบมันลงได้เลย แต่ถ้าจะให้เขียนต่อได้ก็ต้องอ่านมันใหม่อีกครั้ง ดังนั้นจึงใช้เวลาอ่านต้นฉบับแปดสิบหน้าเกือบชั่วโมง แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนต่อยังไงดี นั่งเคาะแป้นพิมพ์เล่นไปมาโดยที่ไม่มีตัวอักษรหล่นลงมาบนหน้าจอเลยสักตัว…
8020 เป็นเลขสี่ตัวที่ถูกเคาะลงมาทำลายความว่างเปล่าของหน้ากระดาษอิเล็กทรอนิกส์…
สงสัยใช่ไหมว่ามันเป็นเลขของอะไร…
ตอนอ่านความสุขของกะทิ
ก็คิดถึงเมื่อคุณตาคุณยายฯเหมือนกันค่ะ
เลยไปหยิบมาอ่านต่อ
ถึงจะตัดเรื่อง ซีไรท์ออกไปแล้ว
ก็ยังชอบเมื่อคุณตาคุณยายฯ มากกว่าจริงๆ
ยาวมากจ้า!!!!
ติดไว้ก่อนนะคะ
8020
ถ้ามีแค่ 3 ตัว จะนึกว่าเป็นเลขเด็ดซะแล้วเรา!!!!
8020 เลขอะไรน้อ!!
หยุดยาวๆ ได้อ่านหนังสือหลายเล่มเชียวนะคะ
[...] พี่แกเขียนซะ Posted by admin Filed in Uncategorized [...]