ในเช้าของวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดลองวีคเอนท์นี้ ใครๆ ก็มักเดินทาง แต่เราไม่ชอบเดินทาง เราเลิกชอบการเดินทางฤดูเทศกาลมานานแล้ว มีหลายครั้งที่เราไปนั่งรอเก้อที่ท่ารถเพื่อรอซื้อตั๋วกลับบ้าน แต่ก็ไม่มีรถว่างพอให้กลับ และบ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยืนหรือนั่งเก้าอี้เสริม แน่นอน, เมื่อก่อนสังขารยังให้ การนั่งรอนานๆ บางครั้งก็เพลินดี… เราชอบนั่งดูคนเดินไปมาที่ท่ารถ บางคนมีกระเป๋าใบโตให้ปกปักรักษา ข้างในอาจจะเป็นของฝากหรือเป็นเสื้อผ้า บางคนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ และหลายคนนั่งหลับ… แต่ผู้คนจะค่อยๆ หายไป เมื่อเวลาล่วงไปค่อนดึก…
พอนึกถึง “วิกฤติระหว่างการเดินทาง” แล้วเราจึงเลือกที่จะไม่กลับบ้านในวันหยุดยาวๆ แบบนนี้ ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวที่เราจะได้มีโอกาสนอนเอกเขนกอ่านหนังสือ เขียนเรื่องสั้น หรือเขียนนิยายที่ค้างอยู่เสียที ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้มีข้ออ้างอะไรมากมายนัก หากจะบอกว่า วิถีชีวิตในปัจจุบันนั้นแทบจะกลืนกินเวลาว่างทั้งหมดไปเสียสิ้น… อาจจะต้องอาศัยเวลาสักพักให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยของมันแล้วเราก็จะกลับมาเขียนงานได้เหมือนเดิม
หนังสือที่หยิบมาอ่านวันนี้คือ กล่องไปรษณีย์สีแดง
นุรฮัน รัศมีจากพระอัลลอฮฺ
ฮัน เป็นชื่อเล่น เรารู้จักกันตอนสอบ ยศ.ทบ. และหลังสอบ เราก็กลายเป็นเพื่อนกัน เลขอายุของเราสลับกัน ฮันอายุ 23 แต่เรียกเราอย่างสนิทสนมด้วยสรรพนาม “แกกับฉัน” ฮันไม่กินไข่ปลาเพราะกลัวว่ามันจะไปฟักในท้อง ฮันเคร่งครัดในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ฮันน่ารักและใจดี ฮันซื้อ “รักข้ามรั้ว” 9 เล่ม ในวันที่ 9 หลังจากที่หนังสือวางแผงได้ไม่นาน ฮันบอกว่าเอาไปแจกที่โรงพยาบาล และห้องสมุด…
ระหว่างที่ฮันรอเรียกบรรจุ เราก็ติดต่อกันเสมอมา และสุดท้ายเมื่อเราสองคนถูกเรียกฝึก เราก็มีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน กินด้วยกัน นอนด้วยกัน ฝึกแบบเดียวกัน ถูกทำโทษด้วยข้อหาเดียวกันบ่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องไปเข้าแถวรวมพลสายเหมือนกัน เสื้อยับพอๆ กัน รองเท้าไม่มันเป็นประจำเหมือนกัน
หลังจากที่ฮันบอกว่าอยากอ่านหนังสือสักเล่ม เราให้เลือกหยิบบนชั้นได้เลย หนังสือทุกเล่มของ มุราคามิ ฮารุกิ, ทุกเล่มของวินทร์ เลียวาริณ, ทุกเล่มของนิ้วกลม เกือบทุกเล่มของ ฟาสต์ฟู้ตธุรกิจ (หนุ่มเมืองจันท์) บางเล่มของประภาส ชลศรานนท์ และหลายเล่มของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ รวมไปถึงหนังสือปราบเซียนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น พี่น้องคารามาซอฟ, ดอน ฆิโยเต้ แห่งลามันซ่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน หรือกระทั่งหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว…
กล่องไปรษณีย์สีแดง เบียดแทรกอยู่ตรงกลางระหว่าง “เดาะโลกดีๆ แล้วตีกลังกา กับ เนปาลประมาณสะดือ” ฮันเลือกเล่มนี้, เราไม่รู้ว่าฮันอ่านมันจบหรือเปล่า แต่กล่องไปรษณีย์สีแดงยังไม่กลับไปอยู่ที่เดิมเหมือนตอนแรก เราจึงมีโอกาสได้หยิบมาอ่านอีกครั้ง หลังจากวางสายฮันซึ่งอยู่ในระหว่างเดินทางกลับปัตตานีในชุดฝึกพรางของกองทัพบก…
…เธอช่างกล้า…
กล่องไปรษณีย์ของพี่มีน
เลือกเขียนจดหมายฉบับนี้หลังจากที่อ่านเรื่องราวของ “ไข่ย้อยกับดากานดา” อีกครั้ง เป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน จำได้ว่าหนังสือชื่อ กล่องไปรษณีย์สีแดง ฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่งนั้น เราอ่านมันมากกว่าสองรอบเพราะความที่ชอบในเรื่องราวและตัวหนังสือ ดูเหมือนหนังสือเล่มนี้จะมีรางวัลการันตีด้วย และแจ็คพ็อตต่อมาคือมันถูกนำไปสร้างเป็นหนังเรื่องเพื่อนสนิท – ฉบับพิมพ์ครั้งต่อมาที่คนเขียนลงมาลุยเองนั้น ในงานสัปดาห์หนังสือเมื่อหลายปีก่อนเราเป็นหนึ่งในคนขาย (หน้าม้า) ที่ไปยืนแหกปากขายหนังสือเล่มนี้ที่บูธอัลเทอเนทีฟไรเตอร์ โดยมีพี่มีน อภิชาติ เพชรลีลา นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หลังร้าน ก็ตอนนั้นเป็น “ป๋ามีน” ไปแล้วนี่…
ไข่ย้อยที่ไม่ใช่พี่มีน ช่างเป็นไข่ย้อยที่หน้าตาดี ขี้โรแมนติกเสียยิ่งนัก ไข่ย้อยในแบบของซันนี่ (พระเอกเพื่อนสนิท) ก็ดูดีอีกเหมือนกัน แต่นั่น, หมายถึงเราจะต้องไม่นึกภาพ “คนเขียนเป็นคนเดียวกันกับพระเอก” นะ
ตอนนี้อภิชาติ เพชรลีลา เก็บตัวเงียบจากแวดวง… ให้คนอ่านคิดถึง และคิดถึง
ไม่รู้ว่า ไข่ย้อย ดากานดา และนุ้ย จะเป็นอย่างไรบ้างนะ…
พยาบาลชื่อนุ้ย
ทำไมคนชื่อนุ้ยจึงเป็นพยาบาล และทำไมพยาบาลหลายคนชื่อนุ้ย… นุ้ยของไข่ย้อยเป็นคนอ่อนโยนน่ารัก ใจดี เพราะเธอเป็นพยาบาล ผิดกับดากานดา ที่ค่อนไปทางห้าว แมน แฮนซั่ม ผิดวิสัยสตรีไทยทั่วไป ไข่ย้อย ชอบนุ้ยเพราะนุ้ยเป็นคนอ่อนโยน น่ารัก ใจดี ผู้ชายชอบสาวๆ ที่อ่อนโยน น่ารัก ใจดี จึงไม่แปลกใจหากชายหนุ่มสักคนจะเลือกหญิงสาวที่ถนัดถือเข็มฉีดยา มากกว่าหญิงสาวที่ถนัดถือปืน (และยิงแม่น) ไว้เป็นคนรัก
ไข่ย้อยไม่ใช่คนโลเลหลายใจ เขารักดากานดา แต่เขาก็ชอบนุ้ย เป็นเรื่องตลกของโชคชะตา เพราะความน่ารักของนุ้ยนั่นแหละที่เอาชนะใจไข่ย้อยได้ ผิดกับดากานดาซึ่งฟอร์มจัดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าอีกฝ่ายรักและภักดีตนจนหัวทิ่ม เรียกว่าแกล้งโง่แบบโง่ๆ จนสุดท้ายก็เสียมวยให้กับพยาบาลชื่อนุ้ยไป… แห้วไปตามระเบียบ
เราเคยถูกตั้งคำถามว่า “หากคนที่เรารักมีอีกคนที่เขารัก เราจะทำอย่างไร” คำตอบของเราคือ “หันหลังให้แล้ววิ่งหนีสุดชีวิต” ไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปยื้อให้เสียเวลา ถ้าเขารักคนอื่นได้ เขาก็รักคนอื่น-อื่น อีกได้เช่นกัน…
ไม่รู้ว่าดากานดาจะรู้สึกอย่างเดียวกันหรือเปล่า…
ค่ายพ่อขุนผาเมือง
คนแรกที่เรานึกถึง ก่อนที่จะลงมือเขียนจดหมายฉบับนี้ไม่ใช่ไข่ย้อยของดากานดา, ไม่ใช่ ณนนท์ ของเฌลลี แต่เป็นคุณหมอผาเมือง ตัวละครในเรื่องตลกของโชคชะตานั่นเอง คุณหมอผาเมืองเป็นหมอศัลยกรรมฝีมือดี คุณหมอผาเมืองมีน้องชายคลานตามกันมาชื่อคุณหมอเรืองยศ และคุณหมอทศพรรษ สามพี่น้องชื่อคล้องจองกัน “ผาเมือง เรืองยศ ทศพรรษ” มีคุณหมอผาเมืองคนเดียวที่ชื่อเหมือนค่ายทหาร ตอนเด็กคุณหมอผาเมืองไม่รู้หรอกว่าชื่อตัวเองมีที่มาอย่างไร รู้อย่างเดียวว่าเท่โคตรและไม่ค่อยมีใครเหมือน พ่อบอกว่าผาเมืองเป็นชื่อของเจ้าเมืองโบราณ เป็นนักปกครอง และนักรบ คุณหมอผาเมืองภูมิใจในชื่อของตัวเองมาก
ชื่อของค่ายทหารหลายๆ ค่าย ล้วนมีที่มา ไม่ว่าจะเป็น พ่อขุนผาเมือง ขุนเจืองธรรมิกราช พระยอดเมืองขวาง พระยาเม็งราย พระเอกาทศรถ พระยาไชยบูรณ์ พระยาพิชัยดาบหัก ขุนจอมธรรม ฯลฯ แต่ละชื่อเหล่านี้ สะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นให้อยากหาที่มาของชื่อ และความเป็นมาของเจ้าของชื่อ เพราะเกือบทั้งหมดมาจากชื่อของ “นักรบ” ในประวัติศาสตร์ ไว้เตือนใจว่า
“ชาติของเรา เป็นไทยอยู่ได้ จนถึงตัวเราคนหนึ่งนี้ เพราะบรรพบุรุษของเรา
เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิต และความลำบากยากเข็ญเข้าแลกไว้
เราต้องรักษาชาติ เราต้องบำรุงชาติ เราต้องสละชีพเพื่อชาติ”
ถ้าคนไทยทุกคนระลึกและปฏิบัติตามดังนี้ได้… บ้านเมืองเราอาจจะไม่เป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ก็ได้
เพนท์บอล
ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้เล่นกีฬาชนิดนี้ ถึงแม้จะรู้จักชื่อมานานแล้ว แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้จับปืนยิงเพนท์บอลกับเขา จนกระทั่งได้เข้ามาเรียนที่ ร.ร.รด.ศสร. นี่เองโอกาสจึงได้เดินมาพร้อมกัน, หลังจากจบชั่วโมงเรียนเรื่องวิชาอาวุธทหารราบแล้วก็ลงมาที่สนามเพนท์บอล แบ่งฝ่าย จัดสายกันเรียบร้อย แล้วจึงลงสนาม เป็นทีมแรกที่มีโอกาสได้เลือกแดนก่อนเพราะเป่ายิ้งฉุบชนะ (หุหุ) แดนที่เลือก ทำเลที่ตั้งค่อนข้างดี เนื่องจากภูมิประเทศเป็นที่ลุ่ม มีต้นไม้และพื้นที่กำบังหนาแน่นกว่าฝ่ายที่มีภูมิประเทศบนที่สูงซึ่งค่อนข้างโล่ง
ทันทีที่สิ้นเสียงสัญญาณ ฝ่ายเราแบ่งออกเป็นสองด้าน ปีกซ้ายสอง ปีกขวาสองและบุกอีกหนึ่ง เราเป็นฝ่ายคุ้มกันพลปืนปีกซ้าย ส่วนพลปืนที่เราต้องคุ้มกันนั้น ทำหน้าที่คุ้มกันพลปืนที่ทำหน้าที่บุกยิงอีกทีหนึ่ง ซึ่งปีกขวาก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน เป็นการทดสอบวางแผนการรบที่ตื่นเต้น สนุกสนาน และบอบช้ำ เพราะแรงกระทบของกระสุนที่โดนผิวหนัง ถึงแม้จะป้องกันสองชั้นแล้วก็ตาม แรงดันของปืนที่อัดแก๊สจนแน่นเท่านั้นที่จะทำให้ลูกปืนแตกได้ ผู้ชนะคือทีมที่วางแผนอย่างรัดกุมและไม่ประมาท…
นี่คือสนาม “ของเล่น” แต่ในสนามจริงของชีวิต “การวางแผนอย่างรัดกุมและไม่ประมาท” อาจต้องมาพร้อมกับความร่วมมือของทีม…
เก่งอย่างเดียว แต่ไม่มีทีมที่แข็งแกร่งก็ยากที่จะเป็นผู้ชนะได้…
ใช่ที่ใช่แล้วหรือไม่
คงไม่มากคนนักที่จะมีโอกาสได้เรียนวิชาการต่างๆ ที่เป็นวิชาเฉพาะด้าน เฉพาะทาง และยิ่งเป็นวิชาการที่จำกัดเฉพาะอาชีพแล้วด้วยนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีของชีวิตอย่างยิ่ง จะมีหมอสักกี่คนที่ได้เรียนวิชาแพทย์แล้วยังได้เรียนวิชาการทหารอีกด้วย จะมีมหาเปรียญเก้าสักกี่คนที่จับพลัดจับผลูมาจับปืนแทนจับตาลปัตร หรือจะสักกี่วิศวกรที่จะมีโอกาสได้เข้าไปเป็นครูของนักเรียนนายร้อย น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยสำหรับคนที่จบบรรณารักษ์มาจะได้เป็นนักวิชาการในหน่วยงานของทหาร…
คำถามที่มักจะถูกถามบ่อยมากขณะที่กำลังฝึกอยู่นี้คือ “ใช่ที่ชอบแล้วหรือยัง”
เราตอบไม่ได้ว่า “ใช่ที่ใช่แล้วหรือไม่” เราตอบได้ว่า “เลือกทางที่ควรแล้ว”
ในเลขอายุที่เลขสามนำหน้าใช้ชีวิตมาระยะหนึ่งนั้น เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำมาไม่น้อยแล้ว แต่อย่างหนึ่งที่เรายังไม่ได้ทำเลยคือ “ทำความดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน” นี่เป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้ทำในสิ่งนั้น…
เราไม่รู้หรอกว่านี่คือสิ่งที่ใช่แล้วหรือยัง ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าเราชอบในสิ่งที่เรากำลังทำนี้หรือเปล่า เรารู้เพียงแต่ว่าขณะที่เรากำลังทำ – เราพยายามทำอย่างดีที่สุด เพราะเราไม่ได้ฝืนใจทำ
เรามีหัวหน้าครูฝึกและครูฝึกที่ใจดีแต่ขี้เล่น ครูที่เอาใจใส่กับพวกเราเป็นอย่างดี เคี่ยวเข็ญ ก็เพื่อให้พวกเราทุกคนอยู่ในวินัยและเป็นแบบแผนเดียวกันทั้งหมด จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเดินตัวตรงขึ้น เดินไวขึ้น กินเร็วขึ้น กระฉับกระเฉง แข็งแรง และบึกบึนขึ้น
วันที่ไปตรวจสุขภาพหมอถามว่า “เหนื่อยง่ายกว่าปกติไหม” เราตีความไม่ออกหรอกว่า “เหนื่อยง่าย” ของหมอครอบคลุมแค่ไหน เราบอกได้แค่ว่า “ถ้าเป็นเมื่อก่อนแค่เดินขึ้นสะพานลอยก็แทบลมจับแล้วค่ะ แต่ตอนนี้ต้องวิ่งรอบ ร.ร.รด. สามรอบเป็นอย่างต่ำในแต่ละวัน ก็ยังพอไหว แต่ถ้าเกินกว่านั้นก็เริ่มจะเดินล่ะค่ะ” หมอยิ้ม…
ถ้าไม่ได้เข้ารับการฝึกเราคงไม่รู้จัก การใช้เข็มทิศ การอ่านแผนที่ การแบกอาวุธ หรือกระทั่งการเล่นเพนท์บอล และเราคงจะลมจับทุกครั้งที่เดินขึ้นสะพานลอย… ที่สำคัญกว่านั้น
การตอบแทนแผ่นดินเกิดและเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมก็คงไม่เกิดขึ้น – -
พาราเซล Parasail
เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นพิเศษสำหรับ นนท. นรท. นศท. ที่ใจกล้า เพราะว่าถ้าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็มีโอกาสบาดเจ็บล้มตาย ต่อให้ “เก็บคอ งอเข่า เท้าชิด” และเคร่งครัดในกฏที่ครูฝึกสอนแล้วก็ตามที แต่พาราเซลก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนบังคับร่มเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศและยมบาลด้วย ดังนั้นการตัดสินใจที่จะเรียนในหลักสูตรนี้จึงค่อนข้างคิดหนักพอประมาณ – ครูฝึกเป็นครูของแผนกการสงครามพิเศษซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการกระโดดร่มมากถึงมากที่สุด ดังนั้นเรื่องวิชาการและเทคนิคการโดดร่มจึงมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นเต็มเพราะมีมืออาชีพมาคอยเทรนให้อย่างเอาใจใส่ แต่การโดดร่มแบบพาราเซลไม่เหมือนกับการโดดร่มแบบดิ่งพสุธาซึ่งโดดจากเครื่องบิน ลอยละลิ่วอยู่บนอากาศ และกระตุกร่มเมื่อถึงระดับความสูงที่พอเหมาะ สิ่งที่เหมือนกันระหว่างการโดดร่มที่ขึ้นจากพื้นดิน กับการโดดร่มแบบลงจากเครื่องบิน คือ “การบังคับร่ม” ให้ไปในทิศทางที่กำหนด ลงถูกทิศก็เจอสนาม ลงผิดทิศก็อาจจะเจอป่าเล็บเหยี่ยว หรือต้นมะขามเทศก็เป็นได้
ที่น่าเจ็บใจกว่าอะไรทั้งหมด คือ เมื่อลงมาถึงพื้นอย่างสวยงามแล้วเกิดพระพายท่านเล่นพิเรนเป่าปู้ดมาพาร่มติดลมบนไปอีก คนที่ตีนเพิ่งแตะดินก็อาจจะหัวคะมำหน้าไถลไปกับพื้นได้…
กฏสำคัญของพาราเซลคือ ถ้า ห่วงสวยและกลัวตาย ก็อย่าไปโดดมันเลย ไม่คุ้มหรอก ^^
_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
^__^
จำได้ว่าที่เห็นหนังสือกล่องไปรษณีย์สีแดงออกมาครั้งแรก..ซื้อมาเพราะชอบปก
อ่านแล้วอ่านอีก…
หนังเพื่อนสนิท…ลาโรงไปแล้ว
เพิ่งรู้ว่า…มาจากกล่องไปรษณีย์สีแดง..ฮ่าฮ่า
สมกับที่เป็นนักเขียนจริงๆ น๋ะ เรียงร้อยได้น่าอ่านไปโหม๊ดดดด
คิดถึงนะครับบ..
ในที่สุดก็ได้ไปสมใจน่ะ