Trouble is a friend
ถ้าเมื่อหันไปทางไหนแล้วไม่เจอใครสักคน ก็อาจต้องหันมาหาตัวเอง เมื่อไม่รู้ว่าจะคุยกับใครก็อาจจำเป็นที่ต้องหันมาคุยกับตัวเองแล้วถามตัวเองถึงสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ จากที่เคยบอกตัวเองว่า ต้องเรียงลำดับความสำคัญของ “ความไม่สบายใจ” ที่เกิดขึ้น คิด-แก้ไขในเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสียก่อน
และตอนนี้สิ่งที่ดูเหมือนจะทำให้ไม่สบายใจมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของ “เพื่อน”

เพื่อนร่วมงาน
ตอนนี้มีเพื่อนร่วมงานคนใหม่มารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก เนื่องจากการปรับอัตราขึ้นตามชั้นยศ ทำให้หัวหน้าแผนกคนเดิมต้องถูกลดตำแหน่งลงเนื่องจาก “มีดาวบนบ่าน้อยกว่า” เป็นความรู้สึกระคายใจที่เราไม่อาจยอมรับได้เลยสักที แม้จะอยู่ในระบบนี้มาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม ทั้งที่เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับให้ได้หากตัดสินใจที่จะอยู่ในระบบ “ดาวบนบ่ามาก่อนสติปัญญาและมันสมอง” ระบบที่สอนให้ทำตามคำสั่ง ทำให้ระบบการ “คิดเอง” ด้อยศักยภาพลง
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าคนใหม่อาจจำเป็นต้องใช้เวลาสร้างบารมีพอสมควรในการทำให้คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ศรัทธา จากความรู้สึกที่แท้จริงไม่ใช่มาจากการทำตามคำสั่ง

เพื่อน (ที่อาจจะ) ร่วมชีวิต
ถึงแม้ตอนนี้จะมีคนรัก แต่ก็ใช่จะเป็นคนที่ต้องร่วมใช้ชีวิตไปด้วยกันในความหมายของคำว่าครอบครัว เพราะถึงแม้เราจะพร้อมทุกอย่าง ทั้งอายุ การศึกษา ทั้งหน้าที่การงาน สถานะทางการเงิน แต่ก็ยังมีอย่างอื่นที่เป็นเงื่อนไขให้คำว่า “ครอบครัว” ของเรานั้นยังเป็นแค่ความตั้งใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “เราพร้อมไม่พร้อมกัน” เมื่อเราเป็นคนเอ่ยปากว่า “จะสร้างครอบครัวกับเราหรือเปล่า” คำตอบจึงยังเป็นความเงียบ
ความเงียบที่ยากจะคาดเดาได้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใน แต่ก็พยายามมองในแง่ดีว่า เพราะเราพร้อมแต่เขาไม่พร้อม สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ “รอ”

เพื่อนสนิท
มีหลายคนบอกว่า มีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นแหละที่จะกล้าตดให้เราดม และก็คงมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่เรากล้าพูดคุย เปิดปาก ระบายความรู้สึกที่แท้จริงให้ฟัง และก็คงมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นอีกเช่นกันที่กล้าตักเตือนด้วยถ้อยคำแรงๆ โดยที่ไม่กลัวเราโกรธ แต่สุดท้ายก็คงจะมีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่คอยปลอบใจ ให้กำลังใจในเวลาที่เรารู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องก็มีแค่คนบางคนเท่านั้นที่เข้าใจเราดีที่สุด นั่นก็คือเพื่อนสนิท
บางครั้งความไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้เราพูดบางเรื่องที่ไม่ควรพูดกับคนบางคน และสิ่งนั้นก็ย้อนกลับมาเป็นดาบแทงข้างหลัง หลายครั้งกับคนเดิม (จนหลังทะลุ)
สุดท้ายก็มีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่กล้าพูดกับเราว่า “เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ”

เพื่อนร่วมรุ่น
ถ้าให้นับเพื่อนร่วมรุ่น ก็ดูเหมือนว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่มีเพื่อนร่วมรุ่นค่อนข้างเยอะ เพื่อนรุ่นชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยที่มีถึงสองรุ่น พอเข้ามาทำงานในระบบนี้ก็มีเพื่อนรุ่นอีกสามรุ่นทั้งที่เพิ่งทำงานได้ไม่ถึงสองปี นั่นเพราะในองค์กรมีการสนับสนุนการศึกษาให้กับกำลังพลทุกระดับ ดังนั้นพอไปศึกษาก็มีเพื่อนร่วมรุ่น
เราอาจะต้องให้ความสำคัญกับเพื่อนรุ่นเท่าๆ กัน แต่ในความเป็นจริงของชีวิตคงไม่มีใครสามารถทำอย่างนั้นได้ แปลว่าเราคงไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นได้ทุกรุ่น และทุกครั้งที่เพื่อนรุ่นจัดงาน
หน้าที่การงานเรายังอยู่ที่เดิม บ้านเราก็อยุ่ที่เดิม เบอร์โทรศัพท์ก็เบอร์เดิม ถ้าเพื่อน “คิดถึง” ทำไมเราจะต้องเจอกันแค่งานเลี้ยงรุ่นปีละครั้ง – -
เพื่อน
มีหลายแบบจริงๆ ด้วยนะเนี่ย
กับบางคน ก็สนิทเป็นบางจังหวะเวลา
และก็เฉพาะเรื่อง ที่จะสนิทใจคุยด้วย
แต่มีอย่างหนึ่งที่เพื่อน ที่ดีจะมีต่อกัน
คือ จริงใจ
ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน ที่มีคำห้อยท้ายว่าอย่างไหน
^___^
เราก็เป็นเพือนเธอนะ
จาก
เพื่อน (เฉยๆ)
อย่างน้อยก็เพื่อนกัน
ตอนนี้ เพื่อนของเราชื่อความเหงา
ตอนนี้ ยังไม่มีปัญหาให้ปวดหัว
ตอนนี้ กะลังคิดถึง “เพื่อน” อยู่เล้ย ^^
ไม่เกี่ยวกับข้อความที่เขียน
แต่อยากบอก “ดีใจ” ที่โผล่ตัวหนังสือมาซะที ^_^