Posted in พึมพำกับตัวเอง on กรกฎาคม 3, 2008 | 6 Comments »
หลายครั้งที่คนเราตกอยู่ในภาวะ
ไร้แรงบันดาลใจ
สักกี่ครั้งที่คนเราจะกลับเข้าสู่ภาวะ
มีแรงบันดาลใจ
หลายหนที่คนเรามักจะ
เสียสมดุลในการใช้ชีวิต
จะมีสักกี่หนที่คนเราจะ
ปรับสมดุลให้กับชีวิตได้ใหม่
ออกเดินทางบ้าง
พบปะมิตรสหายบ้าง
อยู่เคียงข้างคนรักบ้าง
แต่สำคัญที่สุดคือ
“อยู่กับตัวเองบ้าง”
Read Full Post »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on กรกฎาคม 2, 2008 | 1 ความคิดเห็น »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on มิถุนายน 17, 2008 | 7 Comments »
ไม่ได้ไป ตู้เย็น
แต่ไป เมืองเก่า
ไม่ได้ไปแบบ เหงา เหงา
แต่มี (อีก) เงาเป็นเพื่อนใกล้ๆ
ไม่รู้ถึงวันหน้า
รู้เพียงว่า วันนี้พอสุขใจ
เรื่องวันใหม่
ให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้
Read Full Post »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on กุมภาพันธ์ 22, 2008 | 10 Comments »
ถ้ารักใครสักคนแล้วไม่ได้บอกรัก
จะรู้สึก อึดอัด ขัดใจ…
เหมือนท้องเสีย แต่ไมได้เข้าห้องน้ำ
เมื่อได้บอกออกไปแล้ว มักจะสบายใจ
เหมือนได้เข้าห้องน้ำ
ถึงแม้ว่าจะถูกปฏิเสธ…
เหมือนห้องน้ำเต็ม
—
การบอกรัก แล้วถูกปฏิเสธ
มันก็เจ็บปวดรวดร้าวดี
แต่ก็ไม่ได้หมายถึง จะเลิกรัก คนที่รัก…
เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจากการ “บอกรัก”
มาเป็น “แอบรัก” แทน–
ก็ดีเหมือนกัน,
เพราะเมื่อไหร่ที่เราเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น
เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าเราโกหก
ที่บอกรักเขา – -
Read Full Post »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on กุมภาพันธ์ 12, 2008 | 14 Comments »
ประเด็นของเรื่องมาจากหนังสือชื่อ Men are From Mars, Woman are form Venus ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ (ประมาณนี้ล่ะมั้ง หนังสือเป็นภาษาอังกฤษ –อ่านไม่ออก) เพิ่งค้นเล่มนี้เจอก็ตอนที่เก็บข้าวของให้ “เข้าระเบียบ” ในที่ที่มันควรจะอยู่ –
ไม่ได้เปิดอ่านมันมากไปกว่าหน้าแรกที่เขียนเอาไว้ว่า
“เผื่อจะรู้จักตัวเองมากขึ้น” คนให้เป็นผู้ชาย เป็นวิศวกร ความสามารถที่ต้องยอมรับว่า “อัจฉริยะ” ในวิชาชีพของเขา เราเคยสนิทกันมาก แต่ตอนนี้เราไม่ได้สนิทกันแล้ว ชื่อเขาคือ “สมศักดิ์” ชื่อเล่นที่เราเรียกคือ “คุณจุ๋ม” หนังสือเล่มนี้ไม่ใหม่ เพราะเขาอ่านมันก่อนที่จะให้เรามา และเขาก็ขีดไฮไลท์ในระหว่างประโยคที่เขารู้สึก “พิเศษ” กับมัน
เราไม่ได้อ่านเล่มนี้อีก และเราก็จำไม่ได้ว่าเนื้อหาของเรื่องมันเป็นยังไง… แต่สิ่งที่เราจำได้คือ มิตรภาพระหว่างเรากับคุณสมศักดิ์ — ดูเหมือนเราจะรู้จักกันเพราะโปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรสักอย่างก็จำไม่ได้แล้ว คล้ายๆ MSN พ.ศ.นี้ แต่นั่นจะไม่ได้ทำให้เราสนิทกันได้ถ้าไม่บังเอิญเพราะว่าคนรักของคุณสมศักดิ์ทำงานที่เดียวกับเรา…
มันเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ใช่โชคชะตา –
คุณสมศักดิ์มานั่งรอ “คนรัก” ที่ล็อบบี้ของอาคารทุกวัน ส่วนเราก็ไปนั่งกินกาแฟทุกวันและเมื่อวันหนึ่งที่ว่างเหลือแค่ตรงหน้าเรา คุณสมศักดิ์เดินมาขอนั่งด้วย เขาชวนคุย… เขาไม่รู้ว่าเราคือคนที่คุยกับเขาทางโปรแกรมนั้น เราก็ไม่รู้ว่าเขาคือคนเดียวกับที่เรารู้จัก… แต่เมื่อเจอกันสองสามครั้งก็แลกเบอร์กัน—นั่นเลยทำให้รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน
โลกมันกลม ประเทศไทยมันแคบ—และเราก็ไม่ได้มาจากดาวคนละดวง แค่มาจากท้องพ่อท้องแม่คนละคน
ตอนนั้นเราเรียนที่ชลบุรี [...]
Read Full Post »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on กุมภาพันธ์ 8, 2008 | 10 Comments »
เคยรับปริญญามาแล้วสองครั้ง
เป็นสองครั้งที่ใช้เวลาในการ “ซ้อม” พอสมควร
เพราะมีคนจำนวนมากซ้อมด้วยกัน
มีพิธีกรรม และพิธีการอย่างเป็นทางการ
เป็นความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง
แต่ทำให้จดจำไปเนิ่นนาน…
ถ้า “การรับปริญญา” หมายถึง ความสำเร็จ
อันเกิดจากความเพียร พยายามในการศึกษาเล่าเรียน
ในระดับอุดมศึกษา บัณฑิตศึกษา หรือ ดุษฎีบัณฑิต
“การประดับยศ” ก็หมายความไม่ต่างกัน ผิดกันแต่ว่า
ไม่ใช่การแสดงความยินดีจากความสำเร็จ
แต่เป็นการแสดงความยินดีในการ “เริ่มต้น”
การเริ่มต้นที่บางครั้ง
คนเริ่มต้นก็อาจจะ “ยัง” ไม่แน่ใจตัวเองนักว่า
“ใช่ที่ใช่” แล้วหรือยัง แต่เมื่อเลือกมาแล้ว
ก็ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ให้ดีที่สุด
ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่อยากทำ
ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบ
และไม่ใช่ทุกคนที่ชอบแล้วจะได้ทำในสิ่งนั้น
หากมีใครสักคนถามว่าตอนนี้สิ่งที่เรากำลังทำอยู่
“ใช่ที่ชอบแล้วหรือยัง” เราคงตอบยังไม่ลังเลว่า
“ยัง” เพราะเรายังต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน
ทัศนคติ เปลี่ยนความรู้สึก และปรับตัวให้เข้ากับ
องค์กรใหม่ ส่งแวดล้อมใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่…
เราอาจจะเคย “วิ่ง” ตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมา
อยู่ๆ เราต้องมาเปลี่ยนเป็น “เดิน” ในทันที
การหยุดวิ่งแบบกระทันหัน ทำให้เราเกือบหัวทิ่ม…
วันประดับยศครั้งแรกต้องมีการซักซ้อม
โดยแผนกปกครองของกองกำลังพล
เราเป็นคนเดียวที่ซ้อมบ่อยครั้งกว่าคนอื่นๆ
หัวหน้าแผนกปกครองเป็นคนซ้อมเตรียมความพร้อมให้
“อย่าก้มหน้าครับ เดินตัวตรงๆ สบตาครับอย่าหลบ”
ซ้อมอยู่อย่างนั้นถึงห้าครั้งจนต้องยกมือไหว้…
“ขอโทษค่ะ มันตื่นเต้น”
ความรู้สึกขณะจะเข้ารับปริญญาเป็นอย่างไร
ความรู้สึกขณะจะเข้าประดับยศก็อย่างนั้น…
ในระหว่างพิธีการ
เจ้ากรมจะเป็นคนประดับยศให้ทีละคน
เรียงลำดับจากนายทหารชั้นสูงสุดลงมาถึงชั้นท้ายสุด
และเราเป็นคนสุดท้าย,
มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ของกรมฯ มาเป็นเป็นสักขีพยาน
ในการประดับยศเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ได้รับการเลื่อนยศ
และประดับยศต่อไป
ซึ่งหลังจากที่ท่านเจ้ากรมฯ ประดับดาวลงบนบ่าให้เรียบร้อย
หัวหน้า และเพื่อนร่วมงานก็จะมาแสดงความยินดี
ด้วยการมอบช่อดอกไม้ มอบของที่ระลึก และจัดงานเลี้ยงให้
เมื่อทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อยแล้ว
บางอย่างก็เปิดเผย…
“อันที่จริงตอนซ้อมน่ะไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไหร่หรอก
แต่เขินมากกว่า เพราะหัวหน้าแผนกปกครองน่ะ–
หล่อโคตร………………………………………….”
Read Full Post »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on กุมภาพันธ์ 5, 2008 | 12 Comments »
เรา : มีข่าวดีมาบอก
เขา : ทำไม– จะแต่งงานแล้วเหรอ ยินดีด้วยนะ
เรา : ทำไมแต่งงานถึงต้องยินดีล่ะ
เขา : อ้าว ก็จะมีอะไรที่จะเป็นข่าวดีสำหรับผู้หญิงที่อายุเกินสามสิบ
นอกจากเรื่องการแต่งงาน
- – -
มีคนคู่หนึ่ง ที่ทำให้รู้สึกเศร้าเมื่อต้องนึกถึงเรื่องแต่งงาน
ห้าปีกับสัมพันธภาพอันดี ที่ไม่ใช่ ผมรักคุณ หรือคุณรักผม แต่เป็น เรารักกัน
แต่ความรัก ไม่ใช่ข้อสรุปทั้งหมดของชีวิต เพราะคู่นี้ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก
ฝ่ายชายไม่สามารถวางแผนอนาคตวันข้างหน้าร่วมกับฝ่ายหญิงได้
เนื่องจากครอบครัวของฝ่ายหญิงไม่ยอมรับ
ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้าเขาก็จะไม่ถูกยอมรับ –
ทั้งที่ทั้งคู่รักกัน…
- – -
เรื่องราวของคนคู่นี้เป็นกรณีศึกษาที่ทำให้เราไม่สามารถจะมองเลยผ่านไปได้
ขณะเราเองก็มักจะถูกถามเรื่องแต่งงานอยู่บ่อยครั้ง
ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นก็ยิ่งถูกถามบ่อยขึ้น
ทั้งที่ทุกอย่างในชีวิตแทบจะเรียกได้ว่า “สมบูรณ์แบบ”
มีงานทำที่มั่นคงพร้อมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์
มีความรู้ความสามารถที่ไม่มากมาย
แต่ก็เพียงพอที่จะทำมาหากินได้ไม่อดอยาก
มี “พื้นฐานจิตใจดี” ดังที่มีเพื่อนบางคนบอกเอาไว้
ครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ก็ค่อนข้างอบอุ่น ไม่มีปัญหาอะไร
หน้าตาไม่สวยแต่ก็ไปวัดไปวากับเขาได้ – -
แต่ทำไมถึงยังไม่แต่งงาน?
นี่เป็นคำถามที่ชวนหงุดหงิดสิ้นดี
- – -
ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนในโลกที่จะเหมาะกับการแต่งงาน
การถูกตั้งคำถามว่า “แต่งงานหรือยัง” บางครั้งก็นึกโกรธคนถาม
ตอบแบบนางร้าย
1. เรื่องส่วนตัว – อยากรู้ไปทำไม (วะ)
2. ถ้าแต่งแล้ว กับ ยังไม่แต่ง มันมีผลกับการตายของใครหรือเปล่า
3. คิดว่าเราไม่มีปัญญาเลี้ยงตัวเองหรือไง ถึงต้องแต่งงาน
4. คิดว่าผู้หญิงต้องอยากแต่งงานทุกคนงั้นหรือ
5. ไม่มีใครเอา – แล้วไงล่ะ?
ตอบแบบนางเอก
1. ยังไม่พร้อมค่ะ
2. กำลังดูๆ [...]
Read Full Post »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on มกราคม 14, 2008 | 7 Comments »
เป็นคนที่….
โกรธใครนานๆ ไม่เป็น
จะเป็นก็แต่
เกลียดเลย….
บางครั้งมีกำแพงสูง หนา
อย่าแหย่ตีนเข้ามา…
เดี๋ยวจะโดนพายุ….
ชีวิตเรื่อยๆ มาเรียงๆ
ไม่ตั้งความหวังว่า “งานที่ทำต้องมั่นคง”
แต่… “เมื่อไหร่ที่ไม่ชอบ เมื่อนั้นก็จะเปลี่ยน”
เป็นคนดี… แค่เท่าที่พอเป็นได้
อะไรที่มากไป และไม่ใช่สิ่งที่ชอบ
ก็จะไม่ทำ……
มีความรัก และมีคนที่รัก…
แต่เมื่อเขามีคนอื่นที่ไม่ใช่เรา…
ก็หันหลังให้และไม่ใยดีอีกเลย
ไม่ชอบแข่งขัน ไม่ชอบแย่งชิง
ถ้ารู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ เป็นการแข่งขัน
จะวางมือ…. แล้วเดินหนี
…..
เป็นอย่างนี้
และเป็นอย่างอื่น
เป็นไม่เป็น…./
Read Full Post »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on มกราคม 11, 2008 | 3 Comments »
“เมื่อลูกโป่งเป็นอิสระ ภาระของมือก็หมดลง”
ในหนังสือแคนโต้เล่มไหนก็จำไม่ได้แล้ว แต่ก็ชอบมาก มานึกได้พอดีในห้วงความรู้สึกเมื่อกำลังมองดูลูกโป่งลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า และในมือว่างเปล่าไร้ภาระ – ลูกโป่งเป็นความบอบบาง เย่อหยิ่ง เพราะความสวยงาม และต้องการจะดิ้นรนจะขึ้นไปบนฟ้าอยู่เสมอ ถ้าถือเชือกไม่แน่นลูกโป่งอาจหลุดมือและลอยขึ้นฟ้าไป สมัยเป็นเด็ก เคยร้องเอาเป็นเอาตายเพื่อลูกโป่งที่มีเชือกเส้นเล็กเท่าเส้นด้ายมาถือไว้ในมือ แต่มักจะได้ลูกโป่งที่มีไม้พลาสติกขนาดแท่งดินสอ ยาวสักฟุตมัดลูกโป่งอยู่ปลายด้ามมาแทน แต่หากวันไหนโชคดีมีวาสนาก็จะได้ลูกโป่งมีเชือก หรือเรียกว่า “ลูกโป่งสวรรค์” มาครอง เดินไปมา อวดเพื่อนๆ กำเชือกไว้เสมือนว่าหนัก ถนอมราวกับเป็นของแตกหักง่าย สมบัติล้ำค่าที่ถ้าหากไม่ดูแลให้ดีแล้วมันจะถูกฉกฉวยเอาไปโดยมือที่มองไม่เห็นจากท้องฟ้า เมื่อกลับถึงบ้าน ก่อนนอนจะเอาไปปล่อยไว้ในมุ้ง มุ้งหูที่มัดปลายทั้งสี่เข้ากับมุม แล้วปล่อยลูกโป่งให้ลอยอยู่ในนั้น นอนมองมันจนหลับไป ตกเช้าลูกโป่งตกอยู่ปลายเท้า โยนยังไงก็ไม่ยอมขึ้น หนำซ้ำยังลูกเล็กลงอีกต่างหากและนั่นทำให้มันหมดค่า หมดราคา เมื่อโตขึ้นลูกโป่งสวรรค์ จึงถูกมองในมุมที่ต่างไป – ทุกครั้งที่มองมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า กลับรู้สึกว่านั่นคือความสวยงามที่แท้จริง ลูกโป่งค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้า และถูกพัดพาไปในทิศทางต่างๆ แล้วแต่ว่าลมเวลานั้นจะพัดไปทางไหน ลูกโป่งต่างสี ต่างขนาดเมื่อมันถูกปล่อยให้ลอยขึ้นฟ้าไป ในขณะที่แหงนมองคอตั้ง เป็นความรู้สึกดีอย่างนึกไม่ถึง และหากมีโอกาสได้ถือลูกโป่งสวรรค์คราใด จึงไม่ลังเลเลยที่จะปล่อยให้มันหลุดมืออย่างตั้งใจ… แล้วมองมันลอยขึ้นฟ้าไปอย่างชื่นชม
กับคนบางคนเราเคยให้ความสำคัญกับเขาเหมือนลูกโป่งสวรรค์ สวยงาม และพร้อมจะลอยหายถ้าไม่ดูแลให้ดี… ถนอมรักษาราวกับกลัวว่ามือที่มองไม่เห็นจากท้องฟ้าจะมาคว้าเอาไปง่ายๆ กงวลว่าจะไปเกี่ยวกับกิ่งไม้แล้วแตกกระจาย กังวลว่าจะมีใครแกล้งเอาเข็มมาจิ้ม กังวลว่าลมแรงจะพัดให้หลุดมือ [...]
Read Full Post »
Posted in พึมพำกับตัวเอง on มกราคม 2, 2008 | 1 ความคิดเห็น »
เมื่อมีใครจากไปคนหนึ่ง
“เมื่อมีใครจากไปคนหนึ่ง นั่นเท่ากับว่าเรามีใครให้คิดถึงเพิ่มขึ้นอีกคน” ประโยคที่ไปจำมาจากไหนก็นึกไม่ออก ทำให้คิดต่อเนื่องจาก “เรื่องที่ไม่เข้าใจกัน” เพราะการเป็นวงกลมสองวง ของคนสองคน – – สำหรับเพื่อนคนนี้ ณ ขณะเวลานี้ จึงมีเพียงอย่างเดียวที่เราจะสื่อถึงกันได้ นั่นก็คือ “ความคิดถึง” การจากไปโดยการตกลงใจของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่การจากลาอย่างถาวร แต่เป็นการจากกันชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น แต่สักวันเราจะเรียกความเชื่อใจกลับมา เรียกความศรัทธากลับคืน (ถึงแม้จะไม่เหมือนเดิมก็เถอะ)
การจากกันในวันนี้ก็เหมือนเพื่อนไปเรียนต่อเมืองนอก ไม่นานเขาก็กลับมา เราอาจจะไม่ได้คุยกันเพราะค่าโทฯ มันแพงมาก แต่เราก็รู้ว่าเราคิดถึงกัน เราอาจจะแอบเขียนถึงกันบ้างเพราะเราต่างก็คิดถึงกัน แต่เราไม่ส่งเรื่องที่เราเขียนให้เพื่อนอ่าน เพราะนั่นจะทำให้ความคิดถึงหดสั้นลงไป เราจะสะสมความคิดถึงเอาไว้จนกว่ามันจะระเบิดออกมา แล้วเราอาจจะส่งข้อความไปเพียงว่า “คิดถึงนะ จุ๊บๆ” เป็นภาษาที่คนวัยสามสิบกว่าขึ้นไปไม่ใช้กัน, แต่นั่นจะทำให้ใครอีกคนยิ้มได้แน่ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นภาษาที่น่ารัก จนอดนึกไม่ได้ว่าคนส่งข้อความไปต้องอายุราวๆ 18 จะว่าไป ความสดใสของคนวัย 17-18 ก็เป็นเรื่องที่น่ารัก, แอบคิดไปถึง – เมื่อเด็กวัยนั้นทะเลาะกัน จะมีสักกี่เรื่องที่ทำให้คนวัยมัธยมปลายทะเลาะกับเพื่อนได้
น้อยใจที่เพื่อนไปมีเพื่อนสนิทคนใหม่
โกรธเพื่อนที่ไม่ยอมรอกลับบ้านพร้อมกันตอนเลิกเรียน
งอนที่เพื่อนมีแฟน…
เพราะในวัยรุ่น เพื่อนคือสิ่งค้ำค่า เหมือนสมบัติที่ใครจะมายื้อแย่งไปไม่ได้ เพื่อนจึงเป็นความสำคัญที่มาเป็นอันดับหนึ่งของวัยรุ่น แต่เมื่อโตขึ้น ลำดับความสำคัญจึงค่อยๆ ถูกเบียดแซงไปด้วยเรื่องของหน้าที่การงานและครอบครัว คำว่าเพื่อนของคนที่โตแล้วกับคนที่กำลังจะโต จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในความหมาย
คนโตแล้วมักจะให้ความสำคัญกับเพื่อน แต่ไม่ค่อยเอาใจใส่เพื่อน –รักเพื่อน [...]
Read Full Post »