สมุดบันทึกออนไลน์ ไว้เขียนในเรื่องที่อยากเขียน
หน้า
Meta
หมวดหมู่
-
เรื่องล่าสุด
-
ความเห็นล่าสุด
chelie on My Diary ฝันกลางวัน... on แบดมินปั่น — rreed on ยิว rreed on ยิว chelie on My Diary เป็นมิตร
- กาแฟสอง น้ำตาล..ไม่ต้อง
- คิ้วหนา ตาตี่ นิสัยดี มีเรื่องเล่า
- ชาวอราวน์
- ชื่อน้องกอบัว
- ณนนท์
- ดูหนังกับผู้ชายบางคน
- นายหมูตุ้ย
- นิติกุล-เพลง-ผูกพัน
- น้องต้อม
- น้องนาย
- บางอย่างระหว่างบรรทัด
- บ้านพักฝากอากาศ นิ้วกลม
- ภั ท ร ร า นี
- มีคนส่งนมให้ออกตามหา
- รอแล้วค่อยก้าว
- วันนี้ใต้ฝุ่นเข้า
- สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในจักรวาล
- อานันท์ ประทีฯ มีเรื่องเล่า
- เดินไปเรื่อย
- เป็นบรรณารักษ์
- เสือขี้ร้อน
- โลกใบเล็กของเด็กตัวโต
- cotton นุ๊ม นุ่ม
Blogroll
คลังเก็บ
- พฤศจิกายน 2009
- ตุลาคม 2009
- สิงหาคม 2009
- มิถุนายน 2009
- เมษายน 2009
- มีนาคม 2009
- ธันวาคม 2008
- กันยายน 2008
- กรกฎาคม 2008
- มิถุนายน 2008
- พฤษภาคม 2008
- เมษายน 2008
- มีนาคม 2008
- กุมภาพันธ์ 2008
- มกราคม 2008
- ธันวาคม 2007
- พฤศจิกายน 2007
- ตุลาคม 2007
- กันยายน 2007
- สิงหาคม 2007
- กรกฎาคม 2007
- มิถุนายน 2007
- พฤษภาคม 2007
- เมษายน 2007
- มีนาคม 2007
- กุมภาพันธ์ 2007
- มกราคม 2007
- พฤศจิกายน 2006
เราไม่ใช่คนตื่นเช้าโดยปกติ
ยิ่งถ้าเป็นเช้าวันหยุดด้วยแล้ว
เตียงนอนก็เหมือนสวรรค์ดีๆ นี่เอง
แต่วันนี้เราตื่นเช้า
เช้าจนเข้าใจว่านาฬิกาเดินไม่ตรง…
และมันทำให้นอนไม่หลับ
จนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง,
ความกังวลใจ เป็นเหตุผลของทั้งหมด
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต
อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก
หากเทียบ “ขนาด” ของสิ่งที่เรากำลังเผชิญ
แต่มันเป็นเรื่องที่มีผลต่อความรู้สึก
และการดำเนินชีวิตในต่อไปวันข้างหน้า
“เราเปลี่ยนโลกไม่ได้
เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้
แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้”
เมื่อเราหาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วว่า
เราจะฝืนทำในสิ่งที่ขัดใจ ขัดความรู้สึกได้ไม่นาน
เมื่ออุดมการณ์สวนทางกับนโยบาย
มีสองทางให้เลือกคือ เดินไปพร้อมๆ กับมัน
ยอมรับ ปรับตัวทำใจ หรือ บอกลา…
โดยนิสัยแล้ว คือเป็นคน “หักได้แต่ไม่งอ”
มาแต่ไหนแต่ไร และตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่
จึงไม่แปลกหากเราจะเลือกอย่างหลัง
อาจเพราะเราไม่ใช่ “นักอดทนมืออาชีพ”
เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังฝืนทำ
ในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นเรา
เราจะมีอคติ และเมื่อเรามีอคติ
ชีวิตเราจะไม่มีความสุข,
เราอาจจะดูเป็นคนโง่ ที่ไม่สู้
ไม่อดทน ไม่พยายาม….
แต่เราก็เชื่อว่า อย่างน้อยคงมีสักที่ในโลก
ที่เราเหมาะกับมัน มีบางสิ่งบางอย่าง
ที่เราเกิดมาเพื่อจะเป็นมัน
และที่สำคัญเราเชื่อเสมอว่า
จะต้องมีสักแห่งในโลกนี้แหละที่เรา
มีค่า มีความสำคัญและ มีประโยชน์
ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ไม่นานนัก
เราคงเหมือนนกพเนจรถลาร่อนแล่นลม
ไร้จุดหมายปลายทาง…
เราไม่เคยกลัวการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
แต่เรากลัวความรู้สึกของตัวเองในระหว่าง
“รอ” การเปลี่ยนแปลง…
ในระหว่างรอ มักจะมีความสับสน
ความไม่มั่นใจ และความกังวลเกิดขึ้น
แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป…
ทุกอย่างคลี่คลาย เราก็พร้อมที่จะรับมือ
กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในต่อไป….
วันนี้เรามาบอกกล่าว…
เล่าถึงเรื่องราวแห่งความไม่สบายใจที่สั่งสม
แต่เราเชื่อว่า มันจะผ่านพ้นไปด้วยดี
ไม่มีอะไรที่แย่ที่สุด ตราบที่เรายังจัดการกับมันได้
ดาริ : 24 กุมภาพันธ์ 2550
สู้ต่อไปนะเฌลลี
เรามีกำลังใจมาฝาก 2 หอบใหญ่ๆ
หวังว่าเธอจะเจองานที่ถูกใจในเร็ววัน
ส่วนคนที่ถูกใจ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
อาจเป็นเรื่องของโชคชะตา หรือพรหมลิขิต หรือ…
เอาเป็นว่า “ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ”
ปล. เราทำผิดหรือเปล่าเนี่ย ที่มาใส่คอมเม้นท์ในหน้าไดอารี่ของเฌลลี
เพิ่งคลิกเข้ามาเป็นครั้งแรก อ่านแล้วอยากฝากตัวหนังสือไว้หนะ
คงไม่เป็นไรเนอะ (แหะ แหะ คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน)
ขอบคุณนะ คิว สำหรับทั้งหมด ขอบคุณสำหรับมิตรภาพ ^^
ในทุกๆ พื้นที่ของที่นี่ เป็นพื้นที่สำหรับ “เพื่อน” ทุกคนจ้ะ
6 มีนาคม
นักศึกษาโทฯ มาถามไถ่ แถมด้วยตัดพ้อ… อาจารย์ลาออกกันยกทีมแบบนี้ใครจะสอน ไม่เป็นห่วงพวกเค้าหรือ? โห… ได้ยินดังนั้น น้ำตาแทบจะนองหน้า (จริงๆ ก็นองไปแล้วแหละ) แต่ทำยังไงได้ล่ะนะ, บางครั้งเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราอยู่ในฝ่าย “ปฏิบัติการ” เมื่อผู้บริหารไม่ได้มองเห็นความสำคัญ “จริงๆ” ของเรา เราก็ย่อมต้องพิจารณาตัวเอง…
ต้องมีสักแห่งในโลกนี้ ที่เป็น “ที่” ของเราสิน่า…
มีอีกกำลังใจมาให้น่ะ
ในดีมีเสีย ในเสียมีดี..รออีกหน่อยสิ่งดีๆกำลังจะมา
อย่างน้อย เราก็ไม่ได้ โดดเดี่ยวบนโลกนี้…
ขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆ เสมอจ้ะ
ขอบคุณ จขบ. ที่แนะนำให้มาอ่าน
“ชีวิตมันก็ไม่ได้แย่ที่สุดหรอก”.
ขอบคุณค่ะ
เป็นกำลังใจให้ จขบ.นะคะ
เรื่องงานสู้ๆ นะคะ
jommoj ขอบคุณมากสำหรับความรู้สึกดีๆ และมิตรภาพที่น่ารัก ^^
“แล้วทุกๆ อย่างจะดีขึ้น” เมื่อเวลาที่แย่ที่สุด ผ่านไปแล้ว
ไม่ต้องขอบคุณอะไรมากมาย
เพื่อนกัน เพื่อนกัน นะ นะ นะ ^__^
8 มีนาคม 2550
มีเรื่องสั้นที่เขียนไม่จบ ให้ขุดขึ้นมาเขียนต่อให้จบ บางครั้งก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจ และโดยเฉพาะการเขียนเรื่องสั้น ความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตในทางลบ เป็นแรงกระตุ้นที่ดีทีเดียว…
และแรงบันดาลใจเล็กๆ นั้นมาจาก บก. ก้าวรอก้าว ซึ่งเห็นงานเขียนของเราที่เคยลงในสกุลไทยแล้วทำให้ระหว่างเรามีหัวข้อสนทนากันต่อไปอีกได้
เราเองหลังจากที่ห่างเหิน ห่างหายจากการเขียนเรื่องสั้นส่งนิตยสารไปช่วงหนึ่ง ตอนนี้ เวลาเรามี และบางทีมันอาจจะมากพอที่จะทำให้เราเคลียร์ “เรื่องสั้นที่เขียนไม่จบ” ให้หมดที่มีอยู่ได้…
เพื่อนๆ หลายคนเป็นห่วง (ความรู้สึก) สำหรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต, เราพยายามที่จะบอกว่า “มันไม่ใช่เรื่องที่แย่ที่สุดสำหรับเรา” เพราะเรายังรู้สึกว่ามันพอจะ “รับมือ” ไหว – เราไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่านถึงเหตุการณ์ และตัดพ้อต่อว่า ด่ากราดโชคชะตา เพราะเราต้องเอาเวลาที่มีมาคิดว่า “อะไรที่ต้องทำบ้างหลังจากนี้”
แต่เราก็ดีใจ และรู้สึกดีใจมากที่เรามีเพื่อน มีพ่อแม่และน้อง ที่คอยเป็นห่วงเราอย่างจริงจัง, เรานึกถึงครั้งแรก เมื่อปีก่อนโน้น ที่เราถีบหัวส่งตัวเองออกจาก สาทร ไปทำงานต่างจังหวัด (ชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือ) เราไปคนเดียวไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ทั้งๆ ที่รู้ว่าไกล จะไปแม้ไกลกว่านั้น”
ไปเพราะอุดมการณ์ ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นว่า “เกิดมาชาติหนึ่ง ขอทำเพื่อประเทศที่เกิดสักครั้งเถอะ” ตอนนี้เราได้ทำแล้ว ทำในสิ่งที่เราอยากทำ หนึ่งในหลายๆ เรื่องที่เราอยากทำ และหลังจากนี้ไปเราก้จะหาโอกาสทำสิ่งอื่นที่เหลือ.. (ที่อยากทำแล้วยังไม่มีโอกาส)
ตอนนี้เรากลับเข้ามาอยู่บางกอกอีกครั้ง, ทีนี้เราต้องมาเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ และเรียนรู้การใช้ไมโครเวฟ พร้อมๆ กับการเรียนรู้ว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ฟรีสำหรับอะไรเลย แม้กระทั่งที่จอดรถ…
แต่ก็เป็นเรื่องที่สนุกดี – ชีวิตที่ถูกใช้งานไป, มันมักจะทำให้เจ้าของชีวิตเข้มแข็งขึ้น
ขอบคุณทุกคนที่อยู่ข้างๆ เสมอ นะ ^^
Chelie
ตกลงแกใช้ “ไมโครเว็บ” เป็นหรือยัง?
ไปดูหนังกันมั้ย ^_^
เวลาที่เราเจอเรื่องโชคร้าย
เรามักพูดอะไรไม่ออก
อยากให้มีคนนั่งอยู่ข้างๆ
คอยเป็นเพื่อน…
เวลาที่ใครเจอเรื่องโชคร้าย
เราก็มักพูดอะไรไม่ออก
แต่เราอยากนั่งอยู่ข้างๆ
คอยเป็นเพื่อน…
ขอบคุณมากเอี้ยง เราไปโพสท์ใน space เอี้ยงไม่ติดน่ะนะ
เอาไว้ฤกษ์งามยามดี มีโอกาสแล้วเราไปกัน, สัญญา ว่า
เราจะไปดูหนังด้วยกันสักเรื่องแหละ ^^
เรื่องโพสท์ ไม่เป็นไร นะ
เรื่องหนังไว้ ฤกษ์งามยามดีเนอะ ^_^
9 มีนาคม 2550
วุ่นวายกับการทำ portfolio และ Resume
แปลกดีเหมือนกัน เพราะไม่เคย-ไม่มีงานทำ
ตอนนี้ ถึงจะมี “สิ่งที่ต้องทำ” ก็ไม่ใช่งานประจำ
จริงๆ แล้วจะว่าไป ก็ไม่ได้ว่างงานสักเท่าไหร่นัก
เพราะหลังจากที่ทำ list สิ่งที่ต้องทำแล้วก็ยาวเป็นพรืด…
แต่ก็น่าสนุกดี เพราะมันจะต้องมีหลายๆ เรื่อง
ที่ต้องทยอยลบออกจาก list ^^
มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่เคยสมัครงานออนไลน์
โทฯ มาเรียกสัมภาษณ์ แต่เพระความที่ตำแหน่งสูงสุด
ก่อนออกจากงานเก่าคือ Director
ซึ่งตำแหน่งที่เค้าเรียกสัมภาณ์นั้นเป็นระดับ Staff
เค้าก็กลัวว่าจะเป็นการดิสเครดิตเราลงไปโดยใช่เหตุ
เจ้าหน้าที่เสียงสวยคนนั้นเลยเสนอขึ้นมาว่า
จะส่ง Resume เราไปที่ภาควิชาฯ แทน
แน่นอน… เราบอกไปว่า
“ถ้าหากให้ไปสอนหนังสือ ต่อให้เงินเดือนน้อยแค่ไหนก็ยอม”
——————
วันนี้ต้องออกเดินทาง, กลับบ้านนอก…
ไปให้พ่อกับแม่ดูหน้าและมั่นใจว่าลูกสาวยังสุขสบายดี
ไม่ได้เครียดอะไรมากมายนัก กับการตัดสินใจของตัวเองครั้งนี้
ฤกษ์ดีก็จะไปวัดทำบุญด้วยเสียเลย
พระศุกร์ พระเสาร์ พร้อมใจกระแทกเข่าเข้าใส่ขนาดนี้
มันก็ทำให้ชีวิตเซถลาได้เหมือนกันแหละนะคนเรา
นิ้วกลมบอกว่า…
สุดท้ายมันก็จะผ่านไป
สู้ๆนะเพื่อนใหม่ของเรา
จุ๋ม เราขอบคุณมาก ทั้งเมลล์ แล้วก็ ที่นี่, ขอบคุณสำหรับมิตรภาพจริงๆ จ้ะ ^^
11 มีนาคม 2550
แปลกดี นอกจากความหม่นมัวทางจิตใจแล้ว
ยังมีความเจ็บป่วยทางร่างกายเพิ่มเขามาอีก
หลังจากที่หลอกตัวเองว่า ร่างกายจะรักษาตัวเอง
ให้หายเองในไม่ช้า, ถ้าเราดูแลตัวเองให้ดีขึ้น
แต่ยิ่งปล่อยนานเข้า ก็ยิ่งอาการหนักขึ้นกว่าเดิม
จนรู้สึกว่า “จำเป็น” ต้องไปหาหมอ
เป็นคนไม่ชอบ หาหมอ ถ้าไม่ป่วยถึงขั้นเลือดสาด
หัวขาด ขาขาด ก็ไม่คิดว่าจะต้องไป…
อาจจะเพราะไม่เคยป่วยหนักมาก่อน
ไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาล
ไม่เคยต้องเสียบสายน้ำเกลือ
ไม่เคยต้องผ่าตัด ไม่เคย และไม่เคย
เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลมากกว่าไปเยี่ยมคนป่วย
คราวนี้, ไม่แน่ใจว่าความเจ็บป่วยนี้
จะทำให้ต้อง “พักฟื้น” นานแค่ไหน
เพราะมันบอบช้ำทั้งใจและกาย…
เฮ่อ – อยากเป็นจิ้งจก, หางขาดก็งอกใหม่ได้
ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่ต้องผ่าตัด
ไม่ต้องให้น้ำเกลือ…
มันแย่แค่ต้องหลบบานประตูไม่ให้ถูกหนีบตาย
ตอนไปทักชาวบ้านเค้าเท่านั้นเอง – -
หายไม่สบายเร็วๆ นะ ทั้งใจกาย
ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ
เป็นคนไม่ชอบ หาหมอ ถ้าไม่ป่วยถึงขั้นเลือดสาด หัวขาด ขาขาด ก็ไม่คิดว่าจะต้องไป…
เอ่อ…คือ เอ่อ…
เราว่าถ้ารอจน “หัวขาด” ก็ไม่ต้องไปหาหมอแล้วแหละ
ยินดีกับข่าวดี “อาจจะไม่ต้องผ่าตัด”
ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ เป็นห่วง
เห็นด้วยกับคุณ คิ้วหน้า รอจน “หัวขาด” คงไม่ต้องไปหาหมอแล้วล่ะค่ะ
พักผ่อนเยอะ ๆ นะครับ เดี๋ยวนี้เห็นนอนดึก
ดูแลสุขภาพดี ๆ ด้วยนะครับ เป็นห่วงจริง ๆ
ยิ่งได้อ่านเรื่องสุขภาพแล้วยิ่งอดห่วงไม่ได้
หากมีเวลาว่างสักวันลองไปพักผ่อนที่สวนสาธารณะดูนะครับ
นั่งสบาย ๆ สักวัน ไม่ต้องคิดอะไรให้รกหัว ถือเป็นการชาร์จพลังงานให้พร้อมสู้ชีวิตต่อไปได้อย่างดีนะครับ
หมอไม่ได้กลัวอย่างที่คิดหรอกจ้ะเมกิ
‘ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว’
ประโยคข้างบนกับตัวเอง ก็เคยประสบมาแล้ว
บางครั้งเหนื่อยกายน่ะ ไม่เท่าไหร่
แต่เหนื่อยใจน่ะซิ รีดพลังงานไปจากเรามหาศาลเลย
เหนื่อยนักก็พักก่อนเนอะ
รักษาสุขภาพกาย+สุขภาพใจ
ให้กลับมาเข้มแข็งในเร็ววันนะจ๊ะ
แก้คำ : หมอไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
12 มีนาคม 2550
เวลาคนเราเจ็บ “ปวด” เนี่ยมันสุดแสนจะทรมานจริงๆ
มันทำให้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร มันทำให้ไม่อยากจะคิดอะไร
และมันทำให้พาล หงุดหงิด อารมณ์เสีย ขี้โวยวาย จนน่าหมั่นไส้
หัวอกคนเจ็บ มันเป็นอย่างนี้นี่เองเล่า เพิ่งจะเข้าใจ
นั่งบ่น “ปวด” ตลอดทางไปโรงพยาบาล จนถึงกลับบ้าน
กินยาตามใบสั่ง ปฏิบัติตัวตามคำสั่งหมอทุกประการ
ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะดีขึ้น,
แค่พยายามดูแลสุขภาพไม่ให้มันแย่ลงกว่าเดิม
ฟังดูแล้วก็เศร้า, แต่โชคดีที่กำลังใจดี
เพื่อนพ้อง น้องพี่ เป็นห่วงเป็นใย จนละอายใจ
เราเอง ไม่เคยแสดงออกถึงความรู้สึกห่วงใยใครๆ แบบนี้
อาจจะเพราะ เป็นคนที่แสดงอารมณ์ไม่เก่ง
พูดไม่เป็น (เขียนเป็นอย่างเดียว) เลยไม่รู้ว่า
จะแสดงอาการ “เป็นห่วง” คนอื่นอย่างไร
นึกย้อนไปถึงวันประกาศผลสอบ ยศ.ทบ.
เป็นวันที่รู้สึก “มึน” กับตัวเองมาก
ยังดีที่ตอนนั้นมีอีกคนอยู่ข้างๆ
ไม่งั้นตอนนั้นคงยืนไม่อยู่…
เขาอยู่ด้วยกัน จนปรับความรู้สึกให้ปกติ
และประมวลผล กับเรื่องที่เกิดขึ้นได้…
คนที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกัน
มักจะเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน
วันนั้นแค่นั่งจับมือ … และเช็ดน้ำตา
ไม่มีคำพูดคำจาอะไรที่เราจะปลอบใจกันได้
มากกว่า “นั่งอยู่ข้างๆ กันนี่แหละ”
นึกถึงวันนั้นแล้ว ยังอดปลื้มใจไม่ได้
คนบางคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
แม้แค่ช่วง-เสี้ยวหนึ่ง
ก็น่าจดจำไว้เป็นกำลังใจได้เหมือนกัน
วันนี้ ไม่มีคนเดียวกันนี้ และไม่มีคนที่เราอยากให้มี
แต่ก็ยังดีที่เรามีครอบครัวที่ดี มีพ่อแม่ที่คอยเอาใจใส่
มีเพื่อนที่หวังดีกับเรา – -
วันที่ห้องพักถูกงัด / วันที่ไปขนของย้ายบ้าน
มีเพื่อนๆ ไปช่วยยก แบก ย้าย และช่วยเหลือเรื่องอื่นๆ
แต่เรากลับไม่ได้ทำอะไรเพื่อพวกเขาเลย
และเรารู้สึกว่าแค่คำ “ขอบคุณ” มันยังน้อยไป
สำหรับน้ำใจของเพื่อนๆ ที่มีต่อเรา..
วันนี้คุยกับพ่อ เพราะไม่อยากให้พ่อเป็นกังวลมากนัก
กับเรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้น…บอกกับพ่อว่า
ต่อให้ทุกอย่างจะแย่แค่ไหน แต่อย่างหนึ่งที่ยังดีอยู่
นั่นคือ “สภาพจิตใจ” และ “กำลังใจ”
เพราะงั้น, เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิต
มันก็แค่เรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง ^^
ปล. ขอบคุณทุกกำลังใจจ้ะ…
Chelie 12.03.07.19.09
อ่านแล้วไม่เห็นรู้สึกว่าต้องทำไรตอบแทนเลยนี่หว่า …
ไอ้คนที่ไปย้ายของมันก็ได้ไปเที่ยว
อ้อ.. ได้กินอาหารต๊ะเลด้วยหละ …จบไป
เวลาเป็นทุกข์นี่แหล่ะ ที่จะเห็นว่ามีใครอยู่ข้างๆ เรา
แค่อยู่ข้างๆ ก็คงพอแล้วเนอะ ^_^
อย่าเครียดมากนะ ยิ้มไว้ๆ ยิ้มสู้นะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้วล่ะ
สวัสดีครับ…
ผมเองก็ชอบเขียนบันทึก แต่ไม่ชอบเขียนไว้อ่านคนเดียว เข้าขั้นจิตแตก…
เขียนแล้วอยากให้คนอื่นได้อ่าน (นี่จะเข้าข่ายบันทึกไหม) ผมเลยเขียนบันทึกในแบบที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ทั้ง ๆ ที่เขาอาจไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย HA!
LIFE IN A WEEK นั่นไงขอรับ ที่กระผมเขียน
ด้วยมิตรภาพครับ
15 มีนาคม 2550
ต้องนับเป็นวันใหม่ เพราะเหลือบดูเวลาแล้วก็ ตีสามพอดี
นั่งนึกถึงเรื่องที่ทำไปแล้วและยังไม่ได้ทำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำ
การนั่งเก้าอี้หลายตัว…
บางครั้งเมื่อเราสละเก้าอี้ (โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)
และต้องหาเก้าอี้ตัวใหม่ เรามักจะถูกเปรียบเทียบกับเก้าอี้ตัวเดิม
(โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ต่อให้เราเองไม่ใช่คนเปรียบเทียบ
ก็ยังมีคนอื่นเปรียบเทียบให้อยู่ดี…
แต่การนั่งเก้าอี้หลายตัวพร้อมกัน บางครั้งก็สนุกดี
เพราะต้องปรับโหมด เปลี่ยนอารมณ์ และสถานะของตัวเอง
ให้เข้ากับเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่…
เราอาจจะเคยอยู่ในตำแหน่งที่สูงที่สุดในหน้าที่การงานตามสาขาวิชาชีพ
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป
ไม่ได้หมายความว่าเรายึดมั่นว่ามันคืออวัยวะส่วนหนึ่งของชีวิต
เพราะ “ตำแหน่ง” สำหรับเราก็ไม่ต่างจาก เก้าอี้อีกตัว…
เก้าอี้นักเขียน เก้าอี้ผู้อำนวยการ เก้าอี้เพื่อนสนิท เก้าอี้คนไร้แฟน
แต่บางครั้งเราก็นั่งเก้าอี้หลายตัวพร้อมกัน
อย่างเช่นเก้าอี้เพื่อนสนิท กับเก้าอี้คนไนร้แฟน………^____^
จะนั่งเก้าอี้ตัวไหน ก็เลือกอย่างที่นั่งแล้วสบายไม่เมื่อยนะคะ
17 มีนาคม 2550
เมื่อความเจ็บป่วยทุเลาลงไป
เรื่องราวมากมายให้ต้องคิดก็ตามมา
คราวนี้ คือการจัดการกับชีวิตที่เหลืออยู่
ให้เป็นไปในทิศทางใด
บางครั้งการเลือกทางเดินของชีวิต
ก็เหมือนเป็นการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง
ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง…
มีทางให้เลือกอยู่หลายทาง
แต่เราก็ไม่อาจรู้ล่วงหน้าว่าทางที่เราจะเลือกนั้น
คือทางที่ “ใช่” หรือยัง
ตลอดเวลาที่ผ่านมากับการเลือกทางเดินของชีวิต
ไม่เคยคิดว่าตัวเองเลือกผิดเลยสักครั้ง
ไม่ว่าจะเลือกงาน หรือเลือกคน
เพราะขณะที่เราตัดสินใจจะเลือก
นั่นย่อมหมายถึงเราคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด
เหมาะสมกับเราที่สุดแล้วในเวลานั้น
กับคนก็เหมือนกัน, เราเลือกใครสักคนเพราะเราเชื่อว่า
คนคนนั้นคือ คนที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดตั้งแต่แรก เราก็โทษใครไม่ได้
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง
ในระหว่างนี้ชีวิตเราอาจตกอยู่ในในภาวะที่เรียกว่า
เป็น “วิกฤติ” หากเป็นกราฟชีวิต ก็เป็นกราฟที่ดิ่งลง
เราไม่รู้ว่ามันลงไปมากแค่ไหน
เพราะเราไม่มีเกณฑ์ “ดิ่งขึ้น” เป็นตัววัด
เรารู้เพียงแต่ว่า อะไรที่เกิดขึ้นกับชีวิต,
มันคือสิ่งที่เราต้องรับมือกับมัน… เท่านั้นเอง
ชีวิตระหว่างนี้ ยังไม่นิ่ง ไม่คงที่ ยังเหมือนคลื่นลมในทะเล
เหมือนพายุฤดูร้อน และเหมือนริดสีดวงทวาร
เจ็บปวด และต้องการเยียวยา ไม่อาจปล่อยนิ่งเฉยได้
เพราะมันไม่สามารถหายได้เอง – ชีวิตเราก็เหมือนกัน
กำลังใจเป็นยารักษา และเวลา เป็นสิ่งที่ช่วยบำบัด,
เรามีทั้ง ยาดี และสิ่งบำบัดที่ดี อาการเจ็บป่วยของเรา
ถึงจะหนักหน่วง แต่มันจะหายได้ไม่นานนักจากนี้
เราเชื่ออย่างนั้น….
หนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าชื่อ
“สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ”
และเราเองก็เชื่อว่า
“ไม่มีอะไรที่แย่จนเกินไป ตราบที่เรายังจัดการกับมันได้”
คนเรามันก็ต้องมี “ชีวิตขาลง” กันบ้างแหละ ว่ามั้ย…..
ลองใช้ลิฟท์ที่อยู่ข้างๆ หรือยังคะ
เดินขึ้นไม่ไหวก็ใช้เครื่องทุ่นแรงได้นะคะ ^O^
เป็นกำลังใจค่ะ
ในเมื่อมีลง ก็ต้องมีขึ้นสิคะ
“สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ”
หนังสือชื่อคุ้นๆ
เหมือนเคยผ่านตา ทว่ายังไม่ได้หยิบมาอ่าน
สวัสดีวันจันทร์…เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยการทักทายของสายฝน
เฮ้อ อยากแว้บมาอัพบล็อก แต่งานกองเต็มโต๊ะ
เลยต้องเลือกงานก่อน
เพราะไม่อยากมีเวลานั่งอัพบล็อกอยู่บ้านทั้งวันโดยปราศจากเงินเดือน
26 มีนาคม 2550
กับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต
ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงเดือนนั้นมากมายจนน่าตกใจ
แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี…
และตอนนี้ก็อาจจะเป็นช่วง “ปั่นจักรยานขึ้นเขา”
ณนนท์ คนที่เป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิต”
เคยบอกไว้เมื่อปลายปี 2548 ว่า
“ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการปั่นจักรยานขึ้นเขา
ขาขึ้นมันอาจจะลำบากกว่าขาลง
บางครั้งขาลงมันอาจจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
จนบังคับไม่ได้และตั้งตัวไม่ติด
แต่ขาขึ้น อาจจะต้องใช้เวลา
ใช้ความพยายามและเหน็ดเหนื่อย
แต่เมื่อไปถึงยอดเขาแล้วมันก็คุ้มค่า
กับการได้พยายาม…”
ต้นเดือนเมษายน เริ่มงานใหม่
ย้ายไปอยู่อีกฝั่งของกรุงเทพฯ
บางครั้ง… เราก็ไม่ควรวางแผนอะไรไกลๆ นัก
เพราะเรามักจะ “ลืม” แผนที่วางอยู่เสมอ
^__^
ขอให้มีความสุข สนุกกับงานใหม่ และเพื่อนใหม่ๆ ที่จะได้เจอนะคะ ^O^
จะยึดไว้ใกล้มือเชียวค่ะ
เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้วเนอะ
ยินดีด้วยสำหรับการเริ่มต้นงานใหม่ ในสัปดาห์หน้า ^__^
อดทนเวลาที่ฝนพรำนะจ๊ะ
แล้วจะรู้ว่าเวลาที่ฟ้าสว่างน่ะ มันมีค่าแค่ไหน
มีคนเฝ้ารอฟ้าหลังฝนอยู่
ไม่ใกล้ไม่ไกลเน้อ
9 เมษายน 2550
ไม่ค่อยมีเวลาอัพบล็อคแล้วเพราะเริ่มงานใหม่
หลายๆ อย่างในชีวิตจึงอยู่ในช่วงแห่งการปรับตัว
และเป็นการปรับตัวที่ค่อนข้างทรหด–
เพราะรู้ตัวว่ายังยอมรับกับ “วัฒนธรรม” ของที่นี่ได้ไม่สนิทใจนัก
ถึงแม้จะทำงานแบบเริ่มต้น “บุกเบิก” มาหลายที่แล้วก็ตาม
แต่ทุกที่ก็ไม่ “หิน” ขนาดนี้…
แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะมันเป็นทางที่เราเลือกจะเดิน
เราก็ต้องพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังรู้สึกว่ายังไม่ประทับใจกับที่นี่คือ
จะให้เรา “ขุดดิน” แต่ไม่มี “จอบ” มาให้เรา
เขาจับเราโยนลงน้ำ และให้หาทางว่ายเข้าฝั่งเอง…
เขาฝึกคน…
ให้อยู่ทน… แต่ก่อนที่จะอยู่ทน เราก็อาจจะต้อง “ทนอยู่” ให้ได้ก่อน
และก็น่าแปลกที่สุดอีกเหมือนกัน
เพราะการเริ่มงานใหม่ทุกครั้งเราจะรู้สึกตื่นเต้นกับสังคมใหม่
และกระตือรือร้นกับหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบใหม่ๆ
เราเคยเป็นเสมอ กับที่อื่น…
เริ่มต้น สนุกสนาน และเมื่องาน สำเร็จ เราภูมิใจกับผลงาน
แต่กับที่นี่ เรากลับรู้สึกว่าอยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆ
เพราะเราอยากกลับที่พัก
ซึ่งเป็น “อาณาจักร” ส่วนตัวจริงๆ
อาณาจักรที่เราจะปล่อยตัวเอง
ให้โลดแล่นละลิ่วลอยในโลกจินตนาการของการเขียนหนังสือ…
และรำลึกถึงสิ่งที่ผ่านมา…
เรารู้ชัดๆ แล้วว่า เราเกิดมาเพื่อ “เป็น” อะไร………
ยินดีด้วยที่ได้ ทำงาน แม้มันจะหนักหนา แต่เชื่อว่าก็จะผ่านมันไปได้เหมือนเคย
ดีใจด้วย ที่ได้รู้ตัวว่าเกิดมาเพื่อเป็นอะไร
^_^
11 เมษายน 2550
* วันสุดท้ายของการทำงานใน “ยกแรก” ก่อนจะหยุดเทศกาลยาวไปอีกหลายวัน
แต่งานก็ยังไม่เดินไปถึงไหน เพราะหันไปทางไหน ใครๆ ก็บอกว่า “รอก่อน”
“ต้องไปถามคนโน้นนะ – ต้องไปคุยกับคนนั้นแหละ” บางที… คนที่ตั้งใจ
ที่จะที่อะไรสักอย่าง แล้วมาถูกเบรกด้วยด้วยการทำงานในรูปแบบนี้…
….รับยาก…
หยุดลองวีคเอนท์ปีนี้เลยตั้งใจไว้ว่าจะอ่านหนังสือที่ค้างอยู่หลายๆ เล่มให้จบไป
รวมถึงเล่มใหม่ที่เพิ่งได้มา คือ ยาแก้สมองผูกตราควายบิน, ฝนตกขึ้นฟ้า ของวินทร์ฯ
เล่มที่ตั้งใจว่าจะอ่านให้จบในวันหยุดยาวๆ นี้ก็คือ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว,
โลกของโซฟี, สเตปเปนวูล์ฟ และ ดลใจภุมรินทร์…
เท่านี้ ก็เพียงพอสำหรับชีวิต “เดี่ยวๆ” แล้วล่ะมั้ง….
สงกรานต์ปีนี้ได้หยุด 5 วัน
แต่คงอยู่โยงเฝ้ากรุงเทพฯ เหมือนเคย
อาจจะแตกต่างกว่าเดิมนิดหน่อยตรงที่…
มีงานกองโตรออยู่
จึงเป็นไปได้ว่า จะต้องเข้าไปนั่งทำงานในวันจันทร์และอังคาร
เหอ เหอ อิจฉาคนได้นอนตีพุงอ่านหนังสืออยู่บ้านจังเลย
หยุดยาวนี้ ลุยวินทร์และอีกหลายเล่มเหมือนกันค่ะ
สวัสดีปีใหม่นะคะ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก..
มาเคาะประตู
ยังสบายดีใช่ไหม
ปล. หายไปนานๆ อย่าลืมกลับมากวาดหยักไย่ด้วยนะ
อ่าน Diary แล้วรู้สึกดีๆ สู้ต่อไปนะเฌลลี ^ ^
3 พฤษภาคม 2550
หลายอย่างในชีวิตเริ่ม “เข้ารูปเข้ารอย” การงานเริ่มชัดเจนขึ้น
ชีวิต “เริ่มต้น” อีกครั้ง… เป็นการเริ่มต้นที่เหนื่อยสุดตีน แต่สนุก
ปลายเดือนที่ผ่านมาไปอัมพวา – ไปดูไซต์งานโครงการของสถาบันฯ
เกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโครงสร้างอาคารในชุมชนอัมพวา
ไปกลางวัน แดดร้อนจัดมาก น้ำในคลองแห้ง สิบโมงเช้าไม่มีตลาดน้ำ ร้านรวงไม่ได้
เปิดต้อนรับผู้คน มีเพียงแต่วิถีปกติของผู้คน ซึ่งมันแตกต่างมากกับฤดูกาลท่องเที่ยว
ของอัมพวา ผู้คนที่หลั่งไหลไปที่นั่นมีรูปแบบการท่องเที่ยวต่างกัน บางคนดื่มด่ำและ
ชื่นชมกับวิถีชุมชนของคนอัมพวา ชื่นชมในอาคารสถานที่และวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
และเข้าใจในบทบาทของอัมพวา แต่บางคนก็ไปเพื่อจะให้ได้เอามาบอกต่อว่าได้ไป
เยือนอัมพวา ไปบริโภค ไปทำลายแล้วก็จบ แต่อัมพวาจริงๆ ไม่ได้หมายความถึงแค่
ตลาดน้ำและหิ่งห้อย แต่มันหมายความถึงวิถีชุมชน ความเป็นอยู่ของผู้คนยุคสุดท้าย
ที่จะจบลงเมื่อหมดลมหายใจ… ถ้าลูกหลานอัมพวายังไม่เห็นคุณค่าของการดำรงอยู่
เหล่านี้
สำหรับงานที่นี่ เป็นงานที่มากไปด้วยกิจกรรม –
ล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่ต้องออกนอกพื้นที่…. สนุกดี…
ชักชอบ
ดีใจด้วย ที่ชอบ…
ดูแลกายดีๆ เน้อ
ส่วนใจก็ แข็งๆ ไว้
เดี๋ยวมันก็ดีเองเนอะ
^_^
เราโดนโจรขึ้นบล็อกแหละ…เซ็งจริงๆ
รายละเอียดตามนี้ http://myfreezer.wordpress.com/2007/05/04/
ชักชอบ…
เป็นสัญญาณที่ดีจังค่ะ
19 มิถุนายน 2550
นานมากแล้วที่ว่างเว้นจากการเขียนไดอารี่
แต่ก็ยังไม่ได้หายไปไหน และเราก็รู้ว่าเพื่อนๆ ของเรายังอยู่
เป็นเพื่อนเราเหมือนเดิม เช่นกัน
ไล่อ่านในสิ่งที่ตัวเองเขียนในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ชีวิตเหมือน “ลมทะเลตะวันออก” จริงๆ นั่นแหละ
มันไม่เคยนิ่ง ถึงแม้เราจะคิดว่า มันนิ่งแล้ว
แต่ที่จริง เรื่องราวภายในที่ไม่เปิดเผยให้ใครๆ รู้
ก็เป็นเรื่องที่ทำเอา “เจ้าของเรื่อง” ว้าวุ่นใจได้ไม่น้อยนัก
การแสดงออกให้ใครเห็นจึงเป็นแค่ อีกหนึ่ง “ภาค” ของคน…
หลายวันก่อนโน้นมีหนังสือมาสัมภาษณ์ เกี่ยวกับ ไดอารี่ออนไลน์
เขาถามว่ายังเขียน “สมุดบันทึก” อยู่หรือเปล่า
เมื่อตอนนี้มีโอเพ่น ไดอารี่ออนไลน์ ให้เขียน
และเนื้อหาในสมุด กับออนไลน์ ต่างกันไหม
เราบอกว่า ไม่ค่อยต่างนัก… แต่ที่เป็นสมุด ที่เขียนด้วยลายมือ
กลับรู้สึกว่ามันเป็นความลับ – อาจเพราะ เมื่อเราเลือกเขียนออนไลน์
แปลว่าเราต้องยอมรับว่า นั่นคือพื้นที่สาธารณะ
แต่ถ้าเป็นสมุดบันทึก… มันยังเป็นเรื่องส่วนตัว
ต่อให้มันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มันเหมือน… “ความลับส่วนตัว”
และก็แปลก ที่หลายคนยังอยากอ่าน
“ไดอารี่ที่เป็นตัวเขียนด้วยลายมือ” มากกว่าไดอารี่ออนไลน์
เพราะเราเองก็ชอบเขียนไดอารี่ ด้วยลายมือมากกว่า เช่นกัน…
20 มิถุนายน พรุ่งนี้ เป็นวันเกิดพ่อ
พ่อบอกว่า “บ่อน้ำไม่เดินไปหาควาย”
เรางุงิ งุงิ ในลำคอ…………………..
แหม… ก็บ่อน้ำมันมีขาเมื่อไหร่เล่าป๋า…. ^__^
HBD คุณพ่อย้อนหลังด้วยนะคะ
แหะ แหะ ไม่ได้แวะมาเยี่ยมหลายวัน
สบายดีบ่… ^_^
เรื่องของวันเสาร์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น – -
ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย
มันเป็นแค่เรื่องเล็กๆ
ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในจักรวาล
สามทุ่ม – -
* นั่งพับกระดาษโน้ตหมดเล่ม
ไม่ใช่นก ไม่ใช่ดาว ไม่ใช่เต่า
และไม่ใช่อะไรเลย
ขณะที่นั่งมองจอมอนิเตอร์ว่างๆ
เพราะเขียนอะไรไม่ได้เลย
ห้าทุ่ม – -
* อ่านพี่น้องคารามาซอฟ
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว
ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน
นวนิยายปราบเซียน ขึ้นชื่อ
นอกจากจะยาวมากแล้วยังอ่านยากด้วย
พยายามอ่านหนังสือที่อ่านไม่รู้เรื่อง
เพราะมันต้องใช้สมาธิ – -
เมื่อมีสมาธิกับการอ่าน
จดจ่อกับเรื่องที่ทำ เวลาก็จะถูกฆ่า
ตายห่าไปหลายชั่วโมงเหมือนกัน
ตีสอง – -
* ลุกขึ้นมากวาดบ้าน
เพราะรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
อะไรสักอย่างที่ระงับอาการฟุ้งซ่าน
เพราะนอนไม่หลับ – -
ทำไมต้องกวาดบ้านก็ไม่รู้
แต่ รู้สึกว่าต้องกวาดบ้าน – -
* โทรศัพท์หาใครสักคน
ที่ไม่ได้โทฯ ไปเกือบสองปีแล้ว
เพื่อพิสูจน์ว่า ถ้าเรายังโทฯ
ปลุกใครตอนตีสองได้
นั่นแปลว่าเรายังมีเพื่อนอยู่
( แต่หลังจากที่โทฯ ไปแล้ว
เราอาจจะไม่เหลือเพื่อนเลย )
* ไม่สามารถเขียนอะไรได้
แม้แต่เรื่องสั้นหรือความเรียงสักหน้า
ไม่สามารถจะฟังเพลงได้
แม้กระทั่งเพลงที่โปรดที่สุด
อย่าง “ลมพัดใจเพ”
เสียงเพลง เป็นมลภาวะ
เสียงคน น่ารำคาญกว่าเสียงเรือหางยาว
เจ็ดโมงเช้า – -
จึงออกเดินทาง
ถ้าไม่ถึงที่สุด จะไม่ออกเดินทาง
ทุกครั้งของการออกเดินทางมีสองเหตุผล
ถ้าไม่ไปเพื่อให้หลุดพ้น ก็ตั้งใจไปเพื่อเหงา
ครั้งนี้จึงไปเพื่อให้หลุดพ้น
ไม่ได้ตั้งใจไปเหงา – -
ไปในที่ที่อยากไปนานแล้ว
แต่ยังไม่เคยไป
สิบโมงเช้า – -
ที่นี่ คือ ที่นั่น
โรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์
ที่ที่มีคน “เจ็บ” กว่าเรา
ที่ที่มีคน “ต้องการการรักษา”
มากกว่าเรา – -
ที่ที่คนคนหนึ่งบอกเราว่า
สัพเพธัมมานารังอภินิวาสายะ :: ทุกอย่างไม่มีตัวตน
คนคนนี้ คือคนคนนั้น
คนที่บอกว่า…
“มีคนไข้กำลังผ่าตัดสมอง”
ในวันที่รู้สึกว่าตัวเอง
ตกอยู่ในภาวะย่ำแย่
แต่เรากลับได้เรียนรู้ว่า
เรื่องของเราเล็กนิดเดียว
เมื่อเทียบกับคนที่กำลังถูกผ่าตัดสมอง
และคนเดียวกันนี้เองที่บอกว่า
“หัวใจของเราถูกหมูกินไปแล้ว”
เมื่อถูกถามถึงความรัก…
และเมื่อเขาย้อนถามเอาบ้าง
เราหัวเราะขื่นๆ – -
“นกกระจอก บินสูงไม่เคยถึงเทวดา
เครื่องบินกับหมาไม่เคยเป็นเพื่อนกันได้”
สองทุ่ม – -
กับข้อความจากคนเกิดวันที่ 5 เดือน 11 ปีเสือ
เกิดปีเสือทำตัวให้เหมือนเสือ
อย่าอ่อนแอและเสียน้ำตาง่ายๆ
เสือร้องไห้ มีแต่ในจานเท่านั้น
อย่าทำตัวเหมือนกระต่าย
ขี้ตกใจ หวาดระแวง และตื่นตูม – -
เราว่า…
เสือร้องไห้ มันอยู่แค่ในถ้ำหรอกหนา
พอออกจากถ้ำเสือ
เชิดหน้า
เดินไป
ว่องไว
ปราดเปรียว
ประดุจ
ไร้อุปสรรค
เพราะเก็บอุปสรรคไว้ในถ้ำแล้ว
^___^
*อ่ะนะ เสียดาย ปราณบุรีที่คิดถึง
วู้ วู้ เจ้าของบล็อกหายไปนานนับเดือน
เมื่อไหร่จะมาปัดหยากไย่ซะที
ชีวิตของชีวิต
หลังจากที่ได้ฝึกฝนการใช้ชีวิตเพื่อสร้างวินัย และความสามัคคีตามอุดมการณ์ที่ท่องจำกันทุกวันของนักเรียนนายทหาร นั่นคือ น.หนึ่ง น้ำหนึ่งใจเดียว กลมเกลียว สามัคคี – น.สอง นำความรู้คู่คุณธรรม และ – ท ทหาร ทำความดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน
ชีวิตที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต…
จากพนักงานบริษัทเอกชนที่อยู่ “เพื่อนาย” ด้วยความรัก เคารพและศรัทธาในเจ้านายอย่างจริงใจ ถึงเวลาหนึ่ง ปีกกล้าได้ที่ก็ขอเจ้านายออกบิน “เพื่ออุดมการณ์” นั่นคือการไปเป็นครูสอนหนังสือในสถาบันอุดมศึกษาต่างจังหวัด ได้มีโอกาสถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาสำหรับเยาวชนของชาติที่จะเติบโตไปในวันหนึ่งข้างหน้า แม้เพียงไม่นาน แต่วิญญาณความเป็นครูดูจะสิงสู่ถาวรเข้าเส้นเลือด
จะมีอะไรภาคภูมิใจเท่า
การได้ทำเพื่อประเทศที่เกิดและบ้านเมืองที่เติบโต
ผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็มีโอกาสได้ทำ “เพื่อชาติ” เมื่อได้เข้ามาเป็นนักเรียนนายทหาร ที่โรงเรียนรักษาดินแดน ศูนย์การกำลังสำรอง (ร.ร. รด.ศสร.) แห่งนี้ ที่นี่เป็นประตูด่านแรกของอาชีพทหาร, การฝึกผ่านไปหลายสัปดาห์ สิ่งที่ได้มา มากกว่าที่คิดว่าจะได้ ต้องยอมรับว่าระหว่างฝึกนี้ แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สร้างความอดทน หนักแน่น และความเข้มแข็งได้ไม่น้อย สิ่งแรกที่ถูกสอน คือวินัย การตรงต่อเวลา รักษาระเบียบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย รวมไปถึงการทำความเคารพ ต่อมาคือความอดทน ที่ทุกคนต้องมี เพราะความกดดันจากการฝึกกลางแดดทุกวันทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย และถูกทำโทษทำให้หลายคนเครียด อีกทั้งด้านวิชาการที่เหมือนถูกยัดเยียดให้ ทั้งหมดอัดแน่นลงมาพร้อมกันในระยะเวลาอันสั้น เป็นไปได้ที่หลายคนย่อมท้อแท้ และท้อถอย…
แต่เมื่อเลือกแล้วที่จะเป็น “ทหารอาชีพ” เลือกที่จะทำความดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน แล้วนั้นทุกคนจึงย่อมต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เพื่อที่ว่า เมื่อออกไปทำงานจริงในหน่วยงานของตนแล้วนั้น ทุกคนจะต้องยืดอกสง่าผ่าเผยและภูมิใจในความเป็นนายทหารสัญญาบัตรยศร้อยตรีอย่างสมเกียรติ
แต่ตลอดระยะเวลาที่เป็นทุกอย่างที่อยากเป็นแล้วนั้น ยังมีอย่างหนึ่งที่ “เป็น” ติดตัวอยู่ตลอดเวลาคือ เป็นคนเขียนหนังสือที่มีบางคนเรียก “นักเขียน” ที่ไม่ว่าจะสวมเครื่องแบบใดก็สามารถที่จะ “เป็น” ได้อยู่เสมอ ถ้าเพียงแต่จะเขียนจากมันสมองของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ มีผลงานออกสู่สาธารณชน
ชีวิตที่ผ่านมาจึงคุ้มค่ากับการมีชีวิตอยู่ ถึงแม้บางช่วง เสี้ยวของชีวิตจะล้มลุกคลุกคลาน บอบช้ำไปบ้างแต่มันก็คือชีวิตที่บ่อยครั้งมีเส้นทางให้เลือกเดินอยู่หลายสาย หลายครั้งเลือกทางที่ชอบ แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องเลือกในทางที่เหมาะสมมากกว่าทางที่ชอบ การตัดสินใจในชีวิตแต่ละครั้งหมายถึงการลิขิตเส้นทางชีวิตของตัวเองช่วงหนึ่งเลยทีเดียว
กับคนก็เหมือนกัน ที่ผ่านมามักจะตามใจตัวเอง ทุ่มเทใจให้กับคนที่ชอบโดยคิดว่านั่นแหละคือคนที่ใช่แต่ก็มักจะถูกปฎิเสธอยู่เรื่อยมา จนถึงเวลานี้ “หัวใจ” เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อการมีวิตอยู่อย่างเป็นสุข ถ้าหากต่างคนยังยืนยันที่จะเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยไม่ปรับตัวปรับใจเข้าหากัน
ไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปจอดรถที่หน้าบ้านใคร
เพื่อมองดูความเป็นไปของเขานอกรั้วบ้าน
ถ้าเขาไม่มีเคยเราอยู่ในหัวใจ – -
ชีวิตหลังจากนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมโดยสิ้นเชิง จากพนักงานบริษัทเอกชน เป็นอาจารย์ เป็นทหาร เป็นนักเขียน เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน
แต่ถึงจะเป็นอะไรก็ตาม แม้จะ สูงเทียมฟ้า ก็ไม่เท่า-เป็นเราเอง
ปล. เพื่อนุ่น โดยเฉพาะ ^^
หา…เป็นนักเรียนนายทหารด้วยเหรอ
เป็นการตัดสินใจที่น่าทึ่งมากๆ
ปล. สำหรับข้อความนี้
|
|
|
V
ไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปจอดรถที่หน้าบ้านใคร
เพื่อมองดูความเป็นไปของเขานอกรั้วบ้าน
ถ้าเขาไม่มีเคยเราอยู่ในหัวใจ – -
อ่านแล้วจุก…
เคยทำเหมือนกัน แต่ตอนนั้นคิดไม่ได้ว่า “มันไม่มีประโยชน์ใดเลย”
นุ่น
ตอนนี้ ฝึกอยู่ที่ รร.รด.ศสร. วันที่ 6-12 ก.ย. จะไปเขาชนไก่
ติดดาวเมื่อไหร่ จะไปเลี้ยงข้าว ^^
หิวข้าวแล้วเนี่ย ติดดาวหรือยังล่ะ…อิอิ
มีคนบอกว่า “เป็นการตัดสินใจที่บ้าเลือด”
อีกคนบอกว่า “ใฝ่ดีเนาะ”
แต่สรุปแล้วคือ
แย่หน่อยที่คิดอะไรประหลาดๆ ตอนแก่
อะไรต่างๆ เลยไม่เป็นอย่างที่คิด
^^
ปล. ยังไม่ติดยศ
แล้วจะมาบอกอีกทีเด้อค่ะ
สู้ต่อไปเน้อ มนุษย์ไฟฟ้าสีชมพู
อีกไม่นานทุกอย่างคงจะลงตัวนะ
ยิ้มไว้ๆ
แล้วเจอกันจ้า
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=arcturus&group=10
อัญเชิญ ภัทรรานี และเพื่อนๆที่ไปปาเต๊ะด้วยกันวันนั้น – ที่นี่
แวะมาทักทาย…ยังสบายดีอยู่รึเปล่า
ทุกอย่างยังเหมือนความฝัน ราวกับกำลังหน้ามืดเป็นลมกลางแดดเปรี้ยง
ตอนวิ่งถือปืนขณะฝึกภาคสนาม มันหนักและเหนื่อยอย่างไม่เคยเป็น – -
มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ทำไมมันเป็นแบบนี้ และอะไรต่างๆ มากมาย
ล้วนเป็นคำถามที่สุดจะหาคำตอบได้…
ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ การพบเจอ ผูกพัน พลัดพราก เป็นเรื่องปกติธรรมดา
เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันก็จะต้องผ่านไป แต่ในระหว่างนี้
ขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไป – -
เคยคิดว่าอุปสรรคของความรักมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ คนที่เรารัก ไม่รักเราเลย
แต่ตอนนี้ – - เข้าใจแล้วว่า การมีใครอีกคนเพิ่มมาในมิตรภาพ…
นั่นต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง…
- – - –
คนหนึ่งเป็นอนาคต มีค่า น่ารอคอย
คนหนึ่งเป็นอดีต มีแค่ น่าจดจำ
คนหนึ่งเป็นความหวัง
เป็นแรงบันดาลใจให้เดินหน้า
คนหนึ่งเป็นวันคืนที่ผ่านมา
มีค่าแค่ ให้คิดถึง – -
- – - – -
Chelie เวอร์ชั่นอกหัก – - อยากมีที่พัก (ใจ)
- – หนีจากเรื่องราวความรักอันเจ็บปวด
ไม่เห็นคต้องหนีเลยค่ะ
หันไปชนกับมันเลย
2 มกราคม 2551
วันสุดท้ายของปีที่ผ่านมา
อาจจะไม่ใช่วันสำคัญที่สุดในชีวิต
อาจไม่ใช่วันที่พิเศษที่สุดในชีวิต…
31 ธันวาคม, มันก็มีทุกปีนั่นแหละ
แต่ นอกจากมันจะเป็นวันสุดท้ายของปี
31 ธันวาคม ยังเป็นวันพิเศษสำหรับเราอีกด้วย
- – -
เพราะมีวันที่ 31 ธันวาคม
จึงมีเราในวันนี้
ทายซิเอ่ย…มันคือวันอะไร – -
ทายถูก ให้ห้าบาท
ทายผิด เลี้ยงข้าวมื้อนึงเลย
อิอิ
2 มกราคม 2551
กลับมานั่งไล่อ่านบันทึกของตัวเองตั้งแต่แรกที่เขียนจนถึงปัจจุบัน —
ดูเหมือนเวลาจะผ่านไปเร็วมากจนน่าใจหาย มีอะไรมากมายเกิดขึ้นในชีวิต
โดยปกติ เรามักจะคิดเสมอว่า “ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”
และเมื่อทุกอย่างดำเนินมาให้เห็นชัดเจน จึงได้รู้ว่า…
“ความเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นนิรันดร์” อย่างแท้จริง
โลกออนไลน์ ที่เรามีบ้านอยู่หลายหลัง มีเพื่อนอยู่หลายกลุ่ม
น่าแปลก ที่บางครั้งเรารู้สึก “บาดเจ็บ” จากบ้าน-บางหลัง
มิตรภาพของคนบางคน และ… เรามักจะ “หลบ” มาบ้านหลังนี้เสมอ
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร — แต่ความนิ่ง เงียบ ทำให้เรารู้สึกเหมือนที่นี่เป็นโลกเงียบๆ
โลกที่มีคนเข้าใจเรา–โดยที่บางครั้งเราอาจจะไม่ต้องพูดอะไรเลย
อยู่ที่นี่เราไม่โกรธใคร…
เราไม่เศร้าใจ เพราะใครที่เรารัก – ไม่รักเรา…
—
ในชีวิตจริงๆ กับสิ่งที่ใครๆ มองเห็น ด้วยตาเปล่า
เราเศร้า… แต่หน้าเราไม่เศร้า
ท่าทางเรา ก็ไม่เศร้า
คำพูดเรา ก็ไม่เศร้าเหมือนกัน…
ความเศร้าของเรา จึงเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล่า
เราเศร้า…
แต่เบื้องหลัง สิ่งที่เราแสดงออกไป –
เบื้องหลังที่ไม่มีใครเห็น – ไม่มีใครรู้….
น้ำตาของเราเป็นคำตอบ….
แต่อย่างหนึ่งที่เราคิดว่าตัวเองโชคดีมาก
ถึงแม้เราจะเศร้ากับเรื่องราวต่างๆ สักแค่ไหน
เราก็จะไม่ขาดแคลนความห่วงใยจากครอบครัว
และจากเพื่อน…
คนเราไม่ได้โชคดีทุกเรื่อง
แต่ก็ไม่ได้โชคร้ายไปเสียทั้งหมด
เราเชื่ออย่างนั้น – -
และวันนี้เราก็ยังเชื่ออยู่ ^^
ต้อมก็เชื่อคะพี่
มาหวัดดีปีใหม่ตอนนี้ถือว่าช้าไปหรือเปล่าอะ
9 มกราคม 2551
- อะไรหลายๆ อย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่อยากให้เป็น
เห็นตัวเองตอนนี้แล้วนึกถึงครูคีตติ้ง ใน Death Poet, ครูวัตสัน .o Monalisa Smile อย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องยอมรับคือ “เราเปลี่ยนโลกไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้” แต่เรากลับคิดว่า ทำไมเราต้องเปลี่ยนตัวเองด้วยล่ะ? ก็แค่ย้ายตัวเองไปอยู่ในที่ที่มัน “ลงตัว” ระหว่างเรากับโลก… อยู่โลกมนุษย์แล้วเราอยู่ไม่ได้ ก็ย้ายไปอยู่ดาวอังคารเสียเลย – -
- ทัศนคติในทางบวก
มีคนเคยบอกว่าเราเป็นคนที่มีทัศนคติในทางบวก “น้อย” เรามาลองไตร่ตรองครุ่นคิดดูแล้ว อันที่จริงเราไม่ได้มี ทัศนคติ ในทาง บวกหรือลบ มากน้อยไปกว่ากันเท่าไหร่หรอ เราแค่ แสดงออกให้เห็นไม่เท่ากันต่างหาก
การเงียบฟัง มีผลอย่างยิ่งต่อการถูกมองว่า “ทัศนคติ” ของเราในเรื่องที่อยู่ในระหว่างสนทนานั้นเป็นบวกหรือเป็นลบ
คนที่ 1 บอกว่า “จุดเด่นของห้องสมุดเราคือ ข้อมูลทางทหาร เราน่าจะนำเสนอตรงนี้ให้โดดเด่น”
คนที่ 2 บอกว่า “ถ้าคนจะไม่เข้าใช้ห้องสมุด ยังไงเขาก็ไม่เข้าหรอก”
เมื่อฟังสองคนแล้ว เราก็เข้าใจได้ทันทีว่าตัวเราเองไม่ใช่คนที่มีทัศนคติในทาง “ลบ” เพราะเรากลับมองว่า คนที่ 1 เสนอแนะมานั้นเป็นเรื่องที่ดี และเป็นไอเดียที่เราน่าจะทำได้ ถ้าเพียงแต่ได้รับ “ความร่วมมือเป็นอย่างดี” จากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ คนที่ 2 มองว่า โดยความรับผิดชอบในหน้าที่แล้ว คนที่ 2 พยายามทำทุกวิธีแล้ว รวมถึงข้อเสนอแนะจากคนที่ 1 ด้วย… แต่มันไม่ได้ดีไปกว่าเดิม… เราเข้าใจคนที่ 2 เหมือนกัน, เพราะคนที่ “ลงมือทำ” ย่อมรู้ถึงปัญหา แต่คนที่มองเข้ามา จะไม่รู้สึกซึ้งเท่า
แน่นอน — เราแค่ “นิ่งฟัง” นั่นจึงทำให้เรารู้ว่า อันที่จริงแล้ว การมองโลกในแง่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์เท่ามองให้เรา “มีความสุข”
–
เพลง : บวก
ศิลปิน : แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข (นักร้องนำวง 7thSCENE)
เนื้อร้อง : บอย โกสิยพงษ์
ทำนอง : บอย โกสิยพงษ์, อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข
เธอเองเคยมีคำถามข้างในจิตใจของเธอบ้างไหม
เหตุผลชีวิตคืออะไร
ทำไมต้องล้ม ทำไมต้องล้า ทำไมต้องมีปัญหา
ผ่านเข้ามาให้วุ่นวาย
แต่โลกก็มีแง่มุมมากมาย แง่มุมหลากหลาย
ขึ้นอยู่กับเราจะเลือกมองมุมไหน
ถ้ามองให้มันบวก หัวใจก็เป็นบวก
มองด้านความสุขให้เป็นพลังขับเคลื่อนหัวใจ
เพราะวันที่ดีรออยู่ หากเธอนั้นยังคงสู้
และก็เดินมันต่อไป เธอก็คงต้องถึงสักวัน
และเธอเคยเป็นกังวลกับวันต่อไปบ้างไหม
ว่าจะต้องพบอะไร
มันจะเป็นเรื่องดี หรือจะเป็นเรื่องร้าย
และจะผ่านพ้นได้ยังไง
ถ้ามองให้มันบวก หัวใจก็เป็นบวก
มองด้านความสุขให้เป็นพลังขับเคลื่อนหัวใจ
เพราะวันที่ดีรออยู่ หากเธอนั้นยังคงสู้
และก็เดินมันต่อไป เธอก็คงต้องถึงสักวัน
เพราะวันที่ดีรออยู่ หากเธอนั้นยังคงสู้
และก็เดินมันต่อไป เธอก็คงต้องถึงสักวัน
******************************
http://www.ijigg.com/songs/V2B447EPA0
เอาเพลงนี้มาฝากครับพี่เมกิ
มาแล้วทัก แปลว่ารักกันจริง :]
14 มกราคม 2551
มันต้องใช้ควาอดทนแค่ไหน ก่อนที่ใครสักคนจะพูดคำว่า “แม่-งเอ๊ย” ออกมาได้…
ตอนนี้อาจจะอยู่ในภาวะอารมณ์ที่อยากจะพูดคำนั้น และที่จริงเราก็พูดมันกับตัวเองไปแล้ว, กับเรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้น – -
คำบางคำ หรือหลายคำ
ประโยคบางประโยค หรือหลายประโยค
มันก็ไม่ได้หลุดออกมาง่ายๆ
ให้บอกรักใครสักคน
มันยากพอๆ กับให้เลิกรักใครบางคน นั่นแหละ
เราเกือบจะย้าย “ฐานที่มั่น” มาอยู่ที่นี่ถาวร, บางทีอาจจะถาวร
เหตุผลเดียวของการขนย้ายข้าวของมาอยู่ที่นี่ ก็เพียงเพราะ
เราไม่อยากจะมองเห็นใคร-ที่เราไม่อยากเห็น
เพื่อนบางคนบอกว่า “ก็หัดมองเขาให้อยู่นอกสายตาสิ”
ตอนนี้เรายังทำอย่างนั้นไม่ได้ – หมายถึง สภาพจิตใจเรายังแข็งแรงไม่พอที่จะมองใครให้เป็นอากาศ…
แต่เราก็เชื่อว่าไม่นานนัก มันก็จะเป็นไปได้ -
21 มกราคม 2551
เป็นทหารต้องรวมพล
เป็นทหารต้องอดทน
เป็นทหารต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
เป็นทหารต้อง ต้อง ต้อง และต้อง…
อีกมากมายหลายอย่าง
ไม่มีเงื่อนไข
ไม่มีข้อแม้
เลือกมาแล้ว
ต้องทำให้ดีที่สุด
บางครั้งไม่ใช่ที่ “สิ่งที่ควรจะเป็น”
บางอย่าง “ไม่ใช่สิ่งที่น่าจะทำ”
บางเรื่องไม่ใช่ “ความคิดที่น่าจะคิด”
และอีกหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้
มองในมุมซ้ายมือ
“ชีวิตก็คือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต”
มองในมุมขวามือคือ
“หน้าที่คือสิ่งที่ต้องทำโดยไม่มีเงื่อนไข”
สุดท้ายก็บอกตัวเองว่า
“ไม่ถึงที่สุด อย่าเพิ่งหมดความอดทน”
มันเตือนใจได้ดีทีเดียวเชียว – -
แล้ว ที่ สุด มัน อยู่ ตรง ไหน หว่า เธอ
สงสัยอยู่เหมือนกัน
ยิ้มๆ ไว้ นะ
เวลาท่องบล็อกไปเรื่อยๆ แล้วเจอเรื่องราวที่น่าสนใจ
คล้ายกับ พบ สถานที่ ที่สวย
ขอเดินเล่นดูรอบๆสิ ว่าที่นี่ร่มรื่นและ อากาศสบายดีมั๊ย…
“เป็นไงบ้างระหว่างนี้ของชีวิต”
คำถามที่เดินทางไกลข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอีกฟากฝั่งทวีป ตอบไปว่า “กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการบริหารงาน และการปกครอง ในหน่วยงานใหม่ที่เพิ่งเข้าไปทำงานไม่นาน” นั่นเพราะยังปรับตัวให้เข้ากับวิถีการทำงานแบบนี้ไม่ได้ อาจเพราะไม่คุ้นชินกับการทำงานแบบเนิบช้า และไม่ทันสมัย ไม่ทันสมัยในเรื่อง ทัศนคติทัศนวิสัยด้วย — ไม่ได้คิดว่าตัวเอง “เจ๋งมาจากไหน” แต่ใช้เวลาไม่นานในการเรียนรู้ก็พอจะดูออกแล้วว่าอย่างไหนเรียกพัฒนา และอย่างไหนที่เรียกว่าล้าหลัง
เริ่มต้นตั้งแต่ตัวผู้นำ — ซึ่งแม้แต่ซุนวูเองก็ยังบอกเอาไว้ “แม่ทัพแกร่ง กองทัพก็แกร่ง” และหากเรามีแม่ทัพที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่มีคุณลักษณะของผู้ฟังที่ดี อย่างนี้ก็ไม่มีทางที่จะให้ รู้เขารู้เรา-รบกี่ครั้งก็แพ้ตั้งแต่ชูธงรบนั่นแหละ
คำถามที่ว่า “พอจะมองออกหรือยังว่าห้องสมุดทหารเป็นยังไง” กับบุคลากรที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในวงการทหารใหม่ๆ ดูจะเป็นคำถามที่ ชวนให้ตั้งคำถามกลับเป็นอย่างยิ่งว่าคนถามต้องการคำตอบแบบไหน ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็น
“คิดว่าจะทำยังไงให้ห้องสมุดทหารพัฒนาเทียบเท่าห้องสมุดอื่น” อย่างนี้จะทำให้คนตอบมีความรู้สึกกระตือรือร้นที่จะนำเสนอความคิดเห็นมากกว่าคำถามแรกพอสมควร…
ขึ้นต้นคำถาม-คนถามก็ตกม้าตายเสียแล้ว…
แล้วยิ่งเมื่อการแสดงความคิดเห็นถูกย้อนกลับมาด้วยประโยคต่างๆ เช่น ทำไม่ได้หรอก ไม่มีงบประมาณ, คนจะไม่เข้าห้องสมุด ทำยังไงก็ไม่เข้าหรอก, ให้ยืมไม่ได้ ยืมแล้วก็ไม่เอามาคืน และอีกมากมาย “ทัศนคติ” ที่มองไม่เห็นคำว่า “พัฒนา” ในความคิดของคนพูดเลย
การมอบหมายหน้าที่ – - ในกองทัพ ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง เช่น นี่คือพลนำสาร นี่คือพลพยาบาล นี่คือหัวหน้าหมู่ปืนเล็ก นี่คือพลกระสุน ต่างๆ เหล่านี้ ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบเป็นหน้าที่หลัก ส่วนพลกระสุนจะมาช่วยพลนำสารรับส่งสาร หรือ ไปช่วยพลพยาบาลแบกคนไข้ ถ้าไม่ทำให้เสียกระบวนรบ หรือเป็นการละเลยหน้าที่ก็ไม่ผิดอันใด… งานห้องสมุดก็ไม่ต่างกัน – - นี่คือเจ้าหน้าที่บริการ นี่คือเจ้าหน้าที่วารสารหนังสือพิมพ์ นี่คือเจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดหา เป็นต้น การแบ่งหน้าที่งานอย่างชัดเจน จะทำให้แต่ละคนรู้ขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง ที่สำคัญ คนเราจะภูมิใจใน “หน้าที่” ของตน เพราะหน้าที่ที่ได้รับหมายมันคือศักดิ์ศรีของการทำงานเลยทีเดียวล่ะ
ถ้าถามเราตอนนี้ว่า อยาก “พัฒนา” ห้องสมุดในเรื่องใดบ้างก็บอกได้เลยว่า
- ควรนำฐานข้อมูลห้องสมุดเข้ามาใช้ เพราะฐานข้อมูลห้องสมุด จะสามารถเก็บรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับหนังสือที่มีให้ห้องสมุดได้ พร้อมๆ กับสามารถให้บริการแบบออนไลน์ได้ด้วย
- ควรทำดรรชนีวารสาร นั่นเพราะวารสารทางทหารเป็นวารสารที่เน้นไปทางด้านวิชาการทางทหารโดยตรง ดรรชนีวารสารจะทำให้ทราบว่าเนื้อหาของบทความเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ นั้นอยู่ในวารสารชื่ออะไร ฉบับที่เท่าไหร่ และจะง่ายต่อการค้นหาเมื่อนำขึ้นสู่ระบบออนไลน์
- ควรอนุญาตให้ยืมวารสารเย็บเล่ม แต่อาจมีเงื่อนไข เช่น ยืมได้ 1 วันเพื่อนำไปถ่ายเอกสาร
- ควรทำสำเนาหนังสืออ้างอิง หรือหนังสือวิชาการทหารไว้ 2 ชุด เพราะหนังสือ หรือเอกสารบางชิ้นที่พิจารณาแล้วว่าสามารถเผยแพร่ได้ (ไม่เป็นความลับของกองทัพ) เมื่อมีผู้ใช้บริการต้องการยืมออกนอกพื้นที่ ก็ควรเก็บเป็นต้นฉบับ 1 ชุด และทำสำเนาให้ยืมออกได้อีก 1 ชุด
- ปรับปรุงชั้น 2 ให้สามารถนั่งอ่านหนังสือได้ เนื่องจากชั้น 2 เป็นพื้นที่ปิดทึบทั้งสี่ด้าน และความสูงของเพดาน รวมถึงการมีชั้นหนังสือเบียดเสียดอัดแน่น ทำให้พื้นที่ไม่เหมาะสมกับการเข้าไปอ่านหนังสือ เพราะสภาพห้องที่อากาสไม่ถ่ายเท รวมถึงหนังสือที่มีนั้นเป็นหนังสือเก่า อายุการพิมพ์มากกว่า 30 ปี กระดาษชำรุด และมีฝุ่น ทำให้เกิดปัญหาต่อระบบหายใจ ชั้น 2 จึงควรปรับปรุงอย่างยิ่ง
- ซ่อมแซมหนังสือเก่า และชำรุด เนื่องจากมีหนังสือที่มีอายุการพิมพ์ค่อนข้างสูงอยู่เป็นจำนวนมาก และไม่ค่อยได้รับการใช้บริการ อาจเนื่องมาจาก ความเก่า และชำรุด ไม่น่าหยิบจับขึ้นมาอ่าน ดังนั้นหนังสือเก่าและชำรุดจึงควรถูกซ่อมแซม ปรับปรุงเพื่อให้อยู่ในสภาพใช้งานได้
- ปรับปรุงภูมิทัศน์ชั้น 3 ให้สามารถเป็นที่อ่านหนังสือแบบเปิดโล่งได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ว่าง โล่ง เป็นชั้นดาดฟ้าที่มีรั้วรอบขอบชิด หลังคาเปิดโล่ง หากจัดแต่งด้วยต้นไม้ หรือเป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก (เหมือนดาดฟ้าอาคารพาณิชย์ทั่วไป) มีโต๊ะอ่านหนังสือ เพิ่มหลังคาแบบโดม (กระเบื้องใส) จะเป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยที่ถูกทิ้งว่างให้เกิดประโยชน์ได้
- นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการทำงานเอกสาร เช่น งานทะเบียนหนังสือ และทะเบียนผู้ใช้บริการ บัตรรายการ การยืมคืน สำหรับเจ้าหน้าที่ในส่วนงานต่างๆ เหล่านั้น เพื่อความสะดวก และช่วยร่นเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่อีกด้วย
- ปรับปรุงเรื่องมาตรฐานการยืม คืน เช่นค่าสมัคร ค่าปรับ เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย
นี่แค่เรื่องเบื้องต้นของคนที่เพิ่งเข้าไปทำงานได้ไม่ถึงสามเดือน และมองเห็นในสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องที่ “น่าจะทำ”
30 มกราคม 2551
เรื่องที่ 1
จูน เป็นชื่อของ ชายหนุ่มเดือน สิบเอ็ดอีกคน ที่ “เคยเป็น” คนที่สำคัญที่สุดของใจ มาแล้ว…ตอนนี้จูนมีคนรักแล้ว และเราเองก็รับรู้เรื่องราวของจูนอยู่เรื่อยๆ บางครั้งเราก็โทฯ ไปคุยกันบ้าง ด้วยเรื่องราวทั่วไป ไม่มีอะไรมากมายกว่าแค่คนเคย “สนิท” แต่อยู่ๆ โทฯ ไปหาจูน จูนก็ไม่รับ และไม่รับอีกเลยนับแต่นั้น… จนมาวันหนึ่งมีโอกาสได้คุยกับจูน ก็เลยถามว่า “ทำไมไม่รับโทรศํพท์” จูนตอบว่า
“เกรงใจนุ้ย” หลังจากนั้นต่อมา…จึงเลิกโทฯ ไปหาจูนอีก
———-
เรื่องที่ 2
นักศึกษาโทรศัพท์มาบอกว่า “พวกผมกำลังล่ารายชื่อเสนออธิการฯ เรื่อง อำนาจเบ็ดเสร็จที่ขึ้นอยู่กับคนคนเดียว” พวกเขาเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ แปดสิบเปอร์เซ็นของคณะนิติศาสตร์เป็นตำรวจ
เราแนะนำพวกเขาไป ในเรื่องที่คิดว่าเหมาะสม และควรปฏิบัติ โดยคำนึงถึงสถานการณ์ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลัก
พวกเขาเคยเป็นนักศึกษาของเรา ตอนนี้เราไม่ได้เป็นครูของพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเรียกเราว่า “ครู”
———
เรื่องที่ 3
ปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ — เราต้องอดทนให้ได้, ใครก็ไม่รู้ บอกเอาไว้แบบนั้น และตอนนี้เราเองก็พยายาม อยู่หลายอย่าง พยายามเรียนรู้ “คน” พยายาม “อดทน” จนกระทั่งเราเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไม คนถึงได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกันขนาดนี้
หรือเพราะเราเป็นคนตรงไปตรงมาจนเกินไป
คนที่ตรงไปตรงมามากจนเกินไป บางครั้งก็ไม่เป็นผลดีกับหน้าที่การงาน…
———-
เรื่องที่ 4
เดือนตุลาคมปีที่แล้วคุณ ณนนท์ บอกกับเราว่า “เอาไว้คุยกันปีหน้า” เพราะระยะนั้นเรื่องราวของเราสองคนอยู่ในภาวะ “มาคุ” ในทุกๆ เรื่อง มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ที่เขาบอกแบบนั้น เพราะต่อให้เราคุยกัน เราก็จะต้องมีเรื่องกันอีก — ผ่านมาเกือบ 3 เดือน เราได้คุยกันอีกครั้ง…
มิตรภาพระหว่างเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เรามีขอบเขตของมิตรภาพ
และเราก็มีของเขตของ “คำพูด”
———-
สวัสดีค่ะ คุณ chelie
จอมไม่ได้เข้ามาเยี่ยมตั้งนาน สบายดีนะคะ
หายไปเลย นึกถึงอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน
ตามหาใครสักคน–ยากเหมือนกันเนาะ ^^
โอ๊ย ไม่ได้แวะเข้ามาซะนาน
มีเรื่องให้ตามอ่านอีกเพียบเลย ^_^
25 กุมภาพันธ์ 2551
- กำลังพยายามเขียนบทโทรทัศน์ ด้วยความงุนงง และ ค่อนข้างยาก สำหรับมือใหม่เพิ่งเริ่มหัด — แต่เขียนๆ ไปก็สนุกดี เพราะเขียนเรื่องที่ตัวเอง เขียนบทประพันธ์เอง แต่ที่ยาก คือไดอะล็อค ของ บทโทรทัศน์ กับ บทสนทนาของตัวละครในเล่ม มันคนละอย่าง… เขียนบทโทรทัศน์ ต้องนึกภาพให้ออกก่อนล่วงหน้าไปไกล แต่เขียนนิยายอาจจะไม่ต้องถึงขั้น นึกภาพไปถึงตัวละคร – - เขียนบทโทรทัศน์ ต้องตัดฉากไปมา แต่นิยาย ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ได้–
เออ ที่จริงยังมีเรื่องยากหลายอย่างแฮะ… แต่ก็สนุกดี ชอบๆๆ
- ไปดูวิธีกองถ่าย ดูวิธีการทำละคร เห็นการทำงานเป็น “ทีม” แล้วทึ่ง… กว่าละครสักเรื่องจะออกสู่สายตาเราได้ คนที่สบายที่สุดคือ “คนดู”
- ใครบางคนบอกว่า ชีวิตระหว่างสองปีนี้ ดู “ตื่นเต้น” ดีนะ …
นั่นสิ..
ตื่นเต้น ทั้งขาขึ้นและขาลง – -
คิดถึง คิดถึง :]
ออกกองถ่ายฯ
เหนื่อย
จะตายไป
@_@
แต่วันนั้น สบายๆ เพราะนั่งดูชาวบ้านเขาทำงาน
555+
บันทึกเรื่องความรัก 4 มีนาคม 2551
น่าเสียดาย ที่เขามองความรักและการทุ่มเทของเราเป็นเพียงการกระทำที่ไม่ถูกใจ เขาไม่ได้มองว่า กว่าใครสักคนจะกล้าตัดสินใจเดินเข้าบ้านใครนั้นมันต้องใช้ความเชื่อมั่นมากแค่ไหน กว่าที่ใครสักคนจะกล้าเข้าไปคลุกคลีอยู่ในชีวิตเขานั้น คนคนนั้นต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ และเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวของตัวเองไปมากเท่าไหร่ เขาไม่เคยมองเลยว่าสิ่งที่ใครคนหนึ่งทุ่มเทไปนั้นมันมากเสียยิ่งกว่ามากที่เคยทำเพื่อใครสักคน—เขากลับมองว่าสิ่งเหล่านั้นมันไปก้าวก่าย ล่วงล้ำ ก้ำเกินสิทธิความเป็นส่วนตัวของเขา
การที่ใครสักคน จะบอกกับตัวเองได้ว่า นั่นคือความรัก และเขาคือคนที่เรารักนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดเดียว การถูกตำหนิในเรื่องบางเรื่องจากคนที่รักที่สุด กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความบาดหมาง และขัดเคืองใจกันในที่สุด จนต่อเมื่อเวลาผ่านพ้น ความ “คุ-ครุ่น” ของเรื่องราวได้ผ่านพ้นแล้วก็ตาม แผลที่เกิดขึ้นมันกลับไม่หายตามไปด้วย การที่เรากลับมาคุยกันอีกครั้ง มันเหมือนกับเป็นการตอกย้ำในเรื่องที่เคยเกิดขึ้นให้รู้ว่า เราต่างก็จริงจังกับมัน จนไม่อาจให้อภัยกันได้ —
ระหว่างเรากับเขาในวันนี้, เราเองก็ต้องถอยหลังออกมายืนห่างจากเดิมที่เคยยืน มองเห็นในระยะที่ไม่ก้าวล้ำเส้นที่เคยเป็นมา เคยบอกรักต้องเปลี่ยนมาเป็นแอบรัก ดูเศร้าดี—
พ่อมักจะบอกเสมอว่า “ผู้ชายน่ะ บางครั้งก็ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องงี่เง่าของผู้หญิงบ้าง ไม่งั้นก็จะอยู่ด้วยกันยาก” และแม่มักจะบอกเหมือนกันว่า “เรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรจะเก็บมาคิดเล็กคิดน้อยจนกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน”
วันที่มีโอกาสได้พบคุณพ่อของเขา, ท่านถามว่า “ในสายตาลูก ลูกคิดว่าลูกชายพ่อเป็นคนยังไง” นั่นเป็นคำถามที่ตรงไปตรงมาจนทำให้เราอึ้งไปพักใหญ่ก่อนตอบไปตามความรู้สึกที่แท้จริงคือ “เขาเป็นคนดีสำหรับหนู” แล้วพ่อก็พูดอีกว่า “ลูกของพ่อเป็นคนตรงไปตรงมา พูดอะไรไม่ค่อยอ้อมค้อมไม่พูดแบบนักการทูต บางครั้งถ้าเขาพูดอะไรตรงๆ และตรงจนคนฟังอาจจะรู้สึกไม่ค่อยดีนักนั่นก็เป็นเพราะลักษณะนิสัยเขาเป็นอย่างนั้นขอให้เข้าใจเขาด้วย”
ถ้ามองว่านี่เป็นเรื่องความรักระหว่างหนุ่มสาว ระหว่างเราก็คงเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างการเผชิญกับบทเรียนที่ค่อนข้างยาก เมื่อต่างก็ต้องเรียนรู้การยอมรับในสิ่งที่อีกคน “เป็น” ให้ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อต่างก็ดำรงความเป็นตัวของตัวเองมาจนเคยชิน และแน่นอนว่า ใครก็ไม่สามารถฝ่าด่านความเป็นส่วนตัวนั้นลงไปได้
แต่นี่เป็นเรื่องของเพื่อน ทำไมเราจึงให้อภัยกันไม่ได้ ในเมื่อเราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น –
หากต่อไปนี้เราจะมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิต บทเรียนที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม เพราะอย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคของความรักได้มากเท่า การไม่รัก
Record by : Chelie M. Harn Cooper>0403081126 >chelie416@yahoo.com>http://chelie.wordpress.com
อยกมีชีวิตแบบขาขึ้นและขาลงบ้างจัง
สวัสดีคะ สบายดีมั๊ยคะ
อ่านเรื่องเมื่อวันที่สี่ แล้ว ขมขื่น อะ
แต่ระยะต่อจากนี้ไป
เธอคงจะเข้มแข็งขึ้นบ้างแล้ว
และขอให้ ความเจ็บแบบนั้น มันหายไป
อาจจะไปซุกในหลืบไหนของใจก็ตามแต่
แต่มันจะไม่มีอิทธิพลเหนือใจของเราในยามปกติอีกแล้ว
หวังว่า เธอจะเป็นอย่างนั้นนะ
โชคดีกับหัวใจดวงเก่า ที่จะได้พบรักอีกครั้ง
^^
ไม่ได้ไปกินข้าวด้วยกันซะที
ตอนนี้สงสัยยังไม่เหมาะ
เพราะมรสุมด้านการงานของเรา..เฮ้อ
รู้สึกผิด ที่เดินออกมาจากชีวิตเขาโดยที่เขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เขายังเป็นอย่างที่เขาเป็น เคยไม่รักอย่างไรก็ไม่รักอยู่อย่างนั้น แต่การ “หักใจ” โดยการ “หักดิบ” แบบนี้บางทีก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องที่เหมาะควรมากน้อยแค่ไหน แต่ก็อีกนั่นแหละ เราเองก็เหนื่อยกับการวิ่งไล่ตามเขาแล้วเหมือนกัน ยิ่งวิ่งเท่าไหร่เขาก็ยิ่งไกลออกไปทุกที คำพูดที่ว่า “ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน เราก็จะเป็นได้แค่เพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น” นั่นเป็นคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจน แต่เราเองก็ยังเชื่อว่า ความรักแบบ “ซื่อสัตย์และจงรักภักดี” ของเราจะทำให้เขามองเห็นถึงหัวใจของเราบ้าง แต่นั่นเป็นความคิดข้างเดียวของเรา เพราะคนเรา เมื่อไม่รัก มันก็คือไม่รัก เงื่อนไขต่างๆ เป็นข้ออ้างรองลงมาเท่านั้น
วันนี้เราเดินออกมาจากชีวิตเขา “อีกครั้ง” ในจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนที่เราเคยเดินออกมา เราไม่เคยไปไหนได้ไกล และไม่เคยไปไหนได้นาน ถึงแม้จะบาดเจ็บ แต่ดูเหมือนเราเองก็ไม่เข็ดขยาด เรายังเชื่อมั่นเสมอว่าคนคนนี้แหละคือคนที่ใช่ นั่นเพราะตลอดมา ถ้าไม่มีเขา บางทีชีวิตของเราอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้ก็ได้
และการเดินออกมาอีกครั้งโดยไม่หันหลังกลับไป ดูเหมือนจะเป็นการกระทำที่เลือดเย็นเอาการอยู่ แต่ถ้าหากเราไม่ทำแบบนี้ เราเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อเหมือนกันที่เราจะเข้มแข็งขึ้น
จากสายตาคนนอก เมื่อมองจากมุมนี้ มันเป็นการทำที่ดีที่สุดแล้วล่ะคะ
ตั้งแต่เกิด จนอายุใกล้จะ 25
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากตัวเอง และสิ่งรอบข้างคือ
สิ่งที่ทำให้เราอ่อนระโหยโรยแรง ทั้งๆ ที่ร่างกายก็แข็งแรงสมบูรณ์คือ
1.ความรัก 2.หน้าที่การงาน
และสิ่งที่ทำให้เราเข้มแข็งได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา ก็คือ ครอบครัว
คิดเหมือนต้อมเลย
ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจ
หวัดดีปีใหม่ไทย..ย้อนหลัง (ไม่กี่วันเนอะ)
กระดาษโน้ตจากงานสัปดาห์หนังสือเพิ่งเดินทางมาถึงมือเราวันนี้
ช้ากว่าบุรุษไปรษณีย์ แต่ยังดีกว่าไม่มา
ปล. จะว่างแล้ว เดี๋ยวคงได้เจอกัน
^^ สู้ๆ นะคะ ชอบผลงานพี่มากเลย
เราจะผ่านเรื่องยากๆ ไปด้วยกันได้ยังไง, ถ้าเรายังมัวแต่มองข้อเสียของอีกฝ่ายอยู่
มีสักกี่ครั้งในชีวิตที่เราจะรู้สึกว่า เลือกถูกหรือเลือกผิด
1.
เคยขับรถเลี้ยวขวาตลอด
อยู่ๆ อยากเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมบ้าง
ลองเลี้ยวซ้ายดู ปรากฎว่ารถติดกว่าเดิม
อืมม์… แต่อย่างน้อย ระหว่างนั้นก็ทำให้ได้รู้ว่า
มีขนมครกหน้าตาน่ากินอยู่ริมทาง… วันหลังจะมาอุดหนุน
ขนมครกกับกาแฟ
ยังเป็นอาหารเช้าที่โปรดปรานของเราเหมือนเดิม
2.
เคยรักใครคนหนึ่งมากมายสุดท้ายก็เลิกไป
แล้วมีใครอีกคน สองคน เข้ามาในชีวิตให้เรียนรู้
เพื่อทำความรู้จัก เผื่อวันหนึ่งข้างหน้าในอนาคต
ที่อาจจะต้องใช้ชีวิตร่วมกัน
ไม่รู้ว่าเลือกถูก หรือเลือกผิด
อืมม์… แต่อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า อะไรเรียก
ความพยายาม ความอดทน ความเสียสละ
และ ความเข้าใจ
3.
เคยคิดอยากเป็นครูสอนทหาร เพราะรู้สึกว่า
นั่นคือการได้ทำเพื่อประเทศที่เกิดและบ้านเมืองที่เติบโต
อย่างภาคภูมิใจและมีคุณค่า จนวันหนึ่งมีโอกาสได้เข้ามา
ได้เรียนรู้ว่า “ลำดับชั้นการบังคับบัญชา” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ในวิชาชีพนี้…
อืมม์… แต่อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ว่า
แม้แต่ลำดับชั้นการบังคับบัญชา
ก็ไม่มีมีความหมายไปว่า
การได้ทำตัวให้มีคุณค่าต่อสังคมอย่างแท้จริง
4.
มีงานใหญ่หล่นโครมลงมาตรงหน้าให้รับผิดชอบ
ถ้าทำสำเร็จจะได้ทั้งเงิน ได้ทั้งชื่อเสียง และจะมีงานเข้าเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันมีคนคนหนึ่งที่พระเจ้าส่งมาเล่น “เกมวัดใจ”
เพื่อทดสอบความอดทนในการเรียนรู้กันและกัน…
เราเลือกอย่างหลัง
ไม่รู้ว่าเลือกถูกหรือเลือกผิด
รู้เพียงแต่ว่า… ความรักกับงาน น้อยครั้งที่จะไปพร้อมๆ กันได้
อืมม์… แต่อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า
ที่จริงแล้ว มันขึ้นอยู่กับการบริหารเวลาของเราต่างหาก
5.
ที่จริงแล้วไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ในขณะนั้น
พระเจ้ามักจะมีทางเลือกไว้ให้เรามากกว่าหนึ่งทางเสมอ
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกทางไหน และจัดการกับมันอย่างไร
ดังนั้นไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็ไม่ถูก และไม่ผิด ทั้งนั้น
ที่เรามักจะโทษว่า “เลือกผิด” ก็เพราะเราไม่สามารถ
จัดการกับทางที่เลือกมานั้นให้ได้ดังที่เราต้องการต่างหาก
แต่อย่างน้อยตลอดชีวิตของเราที่ผ่านมา
เราก็มั่นใจว่าเราไม่เคยเลือกคนผิด
หรือเลือกทางผิดเลยสักครั้ง
นั่นเพราะเราไม่เคยเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
แต่ขับตรงไปข้างหน้าทุกครั้ง นั่นเอง ^^
ขับตรงไป
เหอๆๆ
ไปไหน ชลลลลล เหรอเจ้
คนที่ เป็นคนรักของเราในปัจจุบัน
บางครั้งอาจจะไม่ใช่คนที่
“ถูกสร้างมาให้คู่กับเรา” ก็ได้
ยังมีหลายอย่างที่เป็นเงื่อนไข
ยังมีรายละเอียดอีกมากมาย
ที่คนภายนอกมองเข้ามาไม่เห็น
. . . . .
ก็เหมือนกับคู่รักอื่นๆ
ภาพที่ถูกสร้างขึ้น…
บางที อาจจะสวยงามดูดี
และน่าริษยา จนทำให้เป็นที่อิจฉา
เพราะมันคือ “ภาพที่เห็นด้วยตา”
แต่ใครจะรู้
ว่าแท้จริงแล้วคนทั้งคู่ ต้องใช้อะไรมากมาย
ที่จะเรียนรู้และยอมรับกันให้ได้ ในสิ่งอีกฝ่ายหนึ่งเป็น
ไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการ “ยอมรับ”
แม้แต่ความ “เข้าใจ” ก็ตาม
เพราะแค่เข้าใจแต่ไม่ยอมรับให้ได้…ก็ไร้ประโยชน์
เรื่องของความรัก
ไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนตายตัว
ตำราที่ใช้เป็นคู่มือเรียนรู้เรื่องความรักของแต่ละคน
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
. . . . .
‘ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการ “ยอมรับ”
แม้แต่ความ “เข้าใจ” ก็ตาม
เพราะแค่เข้าใจแต่ไม่ยอมรับให้ได้…ก็ไร้ประโยชน์ ‘
ทำชีวิตให้เป็นสุข ก็พอ นะเธอนะ
ปล. เราก็ยังเป็นอยู่นะ “เข้าใจ” แต่ยอมรับไม่ได้
ไม่ได้แวะมาเยี่ยมนานมากๆ
หวังว่ายังสบายดีและแฮปปี้กับชีวิต
ส่วนเรา..งานยุ่งแบบหัวปักหัวปำ…เฮ้อ
สวัสดีคุณมิรา
ไปเจอคุณวาทิตมา กวนมากมาย
แต่ก็โอเค มีเหตุผล
“รองเท้าพวกนี้ใช่แต่จะมีเงินก็ซื้อได้นะพี่ มันต้องมีวาสนาต่อกันด้วย บางคนตามหาเป็นปีๆ ยังหารุ่นที่ต้องการไม่ได้เลย”
เหมือนแฟนเนอะ
ใช่แต่ว่าถูกชะตา เข้ากันได้
มันต้องมี “วาสนา” ต่อกันด้วย…
ไม่ใช่รองเท้านี่…ถึงจำเป็นต้อง “มีคู่”
ความรักเกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว ครึ่งหนึ่งก็ถอดใจแล้วว่าจะสามารถมีความรักอีกครั้งได้ เพราะเมื่อประมวลความดูในหลายๆ อย่างก็เจอเงื่อนไขมหึมา ไม่ใช่ปัญหาจากใคร แต่เป็นปัญหาจากตัวเอง ด้วยเรื่องของ วัย – ปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องของสังขารที่มันชำรุดทรุดลงไปตามวันเวลา ไม่มีใครยื้อยุดฉุดกระชากให้สังขารคงอยู่แน่นิ่งที่อายุ ๒๘ ได้ตลอดเวลา ยกเว้น ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่แม้ว่าจะตายแล้วยังอายุ ๒๘ ไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่ได้หื่นกระหายอยากได้ผู้ชายมาเป็นเจ้าของมากไปกว่ามันเป็นเรื่องของความเหมาะสมของวัย… ก่อนหน้านี้ถอยหลังไปแค่ห้าปี ไม่เคยยอมรับใครเข้ามาในชีวิตด้วยเหตุผลคือ “ไม่พร้อม ไม่อยากให้ใครต้องมาลำบากกับเรา” ในตอนนั้น สำนึกเสมอว่าไม่พร้อมและไม่ดีพร้อมสำหรับใคร จนกระทั่งเมื่อรู้ว่าพร้อมแล้วนะ ที่จะสร้างครอบครัวเป็นเรื่องเป็นราว คนที่คิดว่ารักกัน ก็กลายเป็นคนไม่รักกัน ที่เหลืออยู่ก็คือ วัย ที่เพิ่มมากขึ้นและมาสำแดงเดชเอาตอนนี้… เพราะถูกกดดันจากรอบข้างเอามากๆ
“ถ้าป่วยแล้วใครจะพาไปหาหมอ”
“คนที่ไม่มีครอบครัวคือคนไม่มีบุญ คนที่มีครอบครัวแล้วแต่ไม่มีลูกคือคนมีกรรม”
ไม่ได้อิจฉาริษยาคนมีคนรัก ที่เดินจูงมือหนุงหนิงกันต่อหน้าสาธารณชนเหมือนโลกนี้มีกันอยู่สองคน แต่อิจฉาที่เห็นพ่อแม่ลูกไปไหนมาไหนด้วยกันพร้อมหน้า…
หรือชีวิตเราจะถูกลิขิตมาให้ ไม่มีคนรัก ไม่มีครอบครัว ไม่มีคู่? นี่ก็เป็นข้อสงสัยที่เคยมีก่อนที่จะมีคนรัก และกลับมาสงสัยอีกครั้งเมื่อตอนที่ไม่มีคนรัก… อาจเพราะไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับใครเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นความชอบ ความรู้สึกชื่นชม หรือความประทับใจ ทั้งๆ ที่รอบๆ ตัวมีผู้ชายอยู่ในรัศมีใกล้กว่าห้าเมตรแทบจะตลอดเวลา
ถึงแม้ชีวิตตอนนี้ดูจะเพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิตไปกับปัจจุบันกาล… ตื่นเข้ามาทำงาน เย็นไปเล่นกีฬา กลับบ้าน นวดหน้า หมักผม อ่านหนังสือ กินข้าว เล่นเน็ต คุยโทรศัพท์กับเพื่อน ดูทีวี เขียนนิยาย และไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนๆ บ้างในบางเวลา ชีวิตก็ไม่ได้มีเวลาเหงาเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่ แต่ก็เหมือน “ขาดอะไรไป” ทั้งๆ ที่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่ “ไม่มีคู่” ยอมรับว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงทำให้ผู้คนเลือกที่จะใช้ชีวิตลำพังมากขึ้น แถมยังยอมรับอีกด้วยว่า การมีชีวิตคู่ก็ใช่ว่าจะมีความสุขอย่างแท้จริง บางทีอาจเป็นทุกข์กว่าการอยู่คนเดียวเสียอีก…
แต่สุดท้าย สิ่งที่บอกตัวเองคือ ถ้าอายุมากกว่านี้แล้วต่อให้แต่งงานแต่ร่างกายไม่พร้อมพอที่จะมีลูก เพราะคนเราเมื่อแก่ตัวลงก็ย่อมไม่แข็งแรงเป็นธรรมดา และยิ่งถ้าลูกเกิดมาไม่สมบูรณ์ยิ่งจะรู้สึกแย่ไปกว่าตอนที่ “ไม่รู้จักความรัก” เสียอีก…
สุดท้ายก็มานั่งรำพึงรำพันกับตัวเอง…..
“รองเท้ายังมีคู่ ทำไมกูต้องไม่มีใครด้วยวะ?”
เมื่อสองสัปดาห์ก่อนได้รับแมจเสจข้อความตอนเย็นๆ จากพี่จุ๋ม “เพื่อน RFFC” ว่า “กินข้าวกันที่ปาเต๊ะตอนทุ่มนึง” เป็นข้อความสั้นๆ และเป็นอันเข้าใจกันว่าเป็นที่ไหน จึงตอบกลับแมจเสจพี่จุ๋มไปว่า ตีแบดเสร็จจะตามไป…. และเมื่อไปถึงก็มีเพื่อนๆ ในกลุ่มราวเจ็ดแปดคนนั่งกินข้าวกันอยู่ก่อนแล้ว คนตามไปทีหลังหยิบเมนูมาสั่งเพิ่ม และคุยกัน ถามถึงเพื่อนที่ไม่มาว่าไปไหน ก็ได้คำตอบว่าบางคนไม่ว่างต้องทำงาน บางคนติดภารกิจอื่น ก็โอเค ไม่เป็นไร เจอกันครั้งหน้าได้ ก่อนจะกลับก็หารกันจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม ราวๆ สี่ทุ่ม ต่างก็แยกย้ายกันไป… เพื่อนที่ไปทางเดียวกันติดรถไปด้วยกัน เพื่อนที่อยู่ใกล้สุด รอส่งเพื่อนคนอื่นๆ กลับถึงบ้าน ยังแมสเสจบอกกันอีกด้วยว่าถึงบ้านแล้ว
ทั้งง่าย ทั้งสบายใจ กินอื่ม นอนหลับ กลับบ้านปลอดภัย
นัดกันครั้งใหม่ก็ไม่รู้สึกหงุดหงิดใจ ที่จะไป…
สอง สัปดาห์หลังจากนั้นก็ได้รับมอบหมายจาก “เพื่อนรุ่น” ให้จัดการนัดเพื่อนกินข้าวกัน หลังจากที่สอบถามความคิดเห็นของเพื่อนบางส่วนแล้วก็เลยนัด สถานที่และเวลา ส่ง Fw. Mail แล้วก็ Hi5 ของ รุ่น ไปให้เพื่อนๆ ได้รับทราบกันทั่วถึง ผ่านไปไม่ถึงสองวันเพื่อนบางคนโทฯ มาเสนอให้เปลี่ยนสถานที่และเวลาเพราะเป็นห่วงเรื่องความสะดวก เช่น การจอดรถบ้าง การเดินทางบ้าง และต้องตื่นเช้าไปสอบ บ้าง ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัวทั้งสิ้น ทำให้คนที่ต้อง “ดำเนินรายการ” ในการนัดเพื่อนและจองโต๊ะเกิดอาการหงุดหงิด อารมณ์เสียขึ้นมาบ้าง เพราะถ้าเปลี่ยนที่ เปลี่ยนเวลาก็ต้องยกเลิกร้านที่จอง และต้องบอกเพื่อนๆ ว่าเปลี่ยนที่ เปลี่ยนเวลา ก็ทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก
และสุดท้ายก็มานั่งถามตัวเองอย่าง งงๆ ว่า กินข้าวกัน เนี่ยมันยากได้ขนาดนี้เลยหรือ?
และนี่ เราคิดมาก หรือว่าเรื่องมันยุ่งยากจริงๆ กันแน่?