Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

เพิ่งเริ่มต้น

เคยรับปริญญามาแล้วสองครั้ง
เป็นสองครั้งที่ใช้เวลาในการ “ซ้อม” พอสมควร
เพราะมีคนจำนวนมากซ้อมด้วยกัน
มีพิธีกรรม และพิธีการอย่างเป็นทางการ
เป็นความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง
แต่ทำให้จดจำไปเนิ่นนาน…

ถ้า “การรับปริญญา” หมายถึง ความสำเร็จ
อันเกิดจากความเพียร พยายามในการศึกษาเล่าเรียน
ในระดับอุดมศึกษา บัณฑิตศึกษา หรือ ดุษฎีบัณฑิต
“การประดับยศ” ก็หมายความไม่ต่างกัน ผิดกันแต่ว่า
ไม่ใช่การแสดงความยินดีจากความสำเร็จ
แต่เป็นการแสดงความยินดีในการ “เริ่มต้น”

การเริ่มต้นที่บางครั้ง
คนเริ่มต้นก็อาจจะ “ยัง” ไม่แน่ใจตัวเองนักว่า
“ใช่ที่ใช่” แล้วหรือยัง แต่เมื่อเลือกมาแล้ว
ก็ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ให้ดีที่สุด

ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่อยากทำ
ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบ
และไม่ใช่ทุกคนที่ชอบแล้วจะได้ทำในสิ่งนั้น

หากมีใครสักคนถามว่าตอนนี้สิ่งที่เรากำลังทำอยู่
“ใช่ที่ชอบแล้วหรือยัง” เราคงตอบยังไม่ลังเลว่า
“ยัง” เพราะเรายังต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน
ทัศนคติ เปลี่ยนความรู้สึก และปรับตัวให้เข้ากับ
องค์กรใหม่ ส่งแวดล้อมใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่…

เราอาจจะเคย “วิ่ง” ตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมา
อยู่ๆ เราต้องมาเปลี่ยนเป็น “เดิน” ในทันที
การหยุดวิ่งแบบกระทันหัน ทำให้เราเกือบหัวทิ่ม…

วันประดับยศครั้งแรกต้องมีการซักซ้อม
โดยแผนกปกครองของกองกำลังพล
เราเป็นคนเดียวที่ซ้อมบ่อยครั้งกว่าคนอื่นๆ

หัวหน้าแผนกปกครองเป็นคนซ้อมเตรียมความพร้อมให้
“อย่าก้มหน้าครับ เดินตัวตรงๆ สบตาครับอย่าหลบ”

ซ้อมอยู่อย่างนั้นถึงห้าครั้งจนต้องยกมือไหว้…
“ขอโทษค่ะ มันตื่นเต้น”

ความรู้สึกขณะจะเข้ารับปริญญาเป็นอย่างไร
ความรู้สึกขณะจะเข้าประดับยศก็อย่างนั้น…

ในระหว่างพิธีการ
เจ้ากรมจะเป็นคนประดับยศให้ทีละคน
เรียงลำดับจากนายทหารชั้นสูงสุดลงมาถึงชั้นท้ายสุด
และเราเป็นคนสุดท้าย,
มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ของกรมฯ มาเป็นเป็นสักขีพยาน
ในการประดับยศเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ได้รับการเลื่อนยศ
และประดับยศต่อไป

ซึ่งหลังจากที่ท่านเจ้ากรมฯ ประดับดาวลงบนบ่าให้เรียบร้อย
หัวหน้า และเพื่อนร่วมงานก็จะมาแสดงความยินดี
ด้วยการมอบช่อดอกไม้ มอบของที่ระลึก และจัดงานเลี้ยงให้

เมื่อทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อยแล้ว
บางอย่างก็เปิดเผย…

“อันที่จริงตอนซ้อมน่ะไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไหร่หรอก
แต่เขินมากกว่า เพราะหัวหน้าแผนกปกครองน่ะ–

หล่อโคตร………………………………………….”

ต้องแต่งงาน?

เรา : มีข่าวดีมาบอก
เขา : ทำไม– จะแต่งงานแล้วเหรอ ยินดีด้วยนะ
เรา : ทำไมแต่งงานถึงต้องยินดีล่ะ
เขา : อ้าว ก็จะมีอะไรที่จะเป็นข่าวดีสำหรับผู้หญิงที่อายุเกินสามสิบ
นอกจากเรื่องการแต่งงาน

- – -

มีคนคู่หนึ่ง ที่ทำให้รู้สึกเศร้าเมื่อต้องนึกถึงเรื่องแต่งงาน
ห้าปีกับสัมพันธภาพอันดี ที่ไม่ใช่ ผมรักคุณ หรือคุณรักผม แต่เป็น เรารักกัน
แต่ความรัก ไม่ใช่ข้อสรุปทั้งหมดของชีวิต เพราะคู่นี้ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก
ฝ่ายชายไม่สามารถวางแผนอนาคตวันข้างหน้าร่วมกับฝ่ายหญิงได้
เนื่องจากครอบครัวของฝ่ายหญิงไม่ยอมรับ
ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้าเขาก็จะไม่ถูกยอมรับ –
ทั้งที่ทั้งคู่รักกัน…

- – -

เรื่องราวของคนคู่นี้เป็นกรณีศึกษาที่ทำให้เราไม่สามารถจะมองเลยผ่านไปได้

ขณะเราเองก็มักจะถูกถามเรื่องแต่งงานอยู่บ่อยครั้ง
ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นก็ยิ่งถูกถามบ่อยขึ้น
ทั้งที่ทุกอย่างในชีวิตแทบจะเรียกได้ว่า “สมบูรณ์แบบ”
มีงานทำที่มั่นคงพร้อมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์
มีความรู้ความสามารถที่ไม่มากมาย
แต่ก็เพียงพอที่จะทำมาหากินได้ไม่อดอยาก
มี “พื้นฐานจิตใจดี” ดังที่มีเพื่อนบางคนบอกเอาไว้
ครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ก็ค่อนข้างอบอุ่น ไม่มีปัญหาอะไร
หน้าตาไม่สวยแต่ก็ไปวัดไปวากับเขาได้ – -
แต่ทำไมถึงยังไม่แต่งงาน?
นี่เป็นคำถามที่ชวนหงุดหงิดสิ้นดี

- – -

ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนในโลกที่จะเหมาะกับการแต่งงาน
การถูกตั้งคำถามว่า “แต่งงานหรือยัง” บางครั้งก็นึกโกรธคนถาม

ตอบแบบนางร้าย
1. เรื่องส่วนตัว – อยากรู้ไปทำไม (วะ)
2. ถ้าแต่งแล้ว กับ ยังไม่แต่ง มันมีผลกับการตายของใครหรือเปล่า
3. คิดว่าเราไม่มีปัญญาเลี้ยงตัวเองหรือไง ถึงต้องแต่งงาน
4. คิดว่าผู้หญิงต้องอยากแต่งงานทุกคนงั้นหรือ
5. ไม่มีใครเอา – แล้วไงล่ะ?

ตอบแบบนางเอก
1. ยังไม่พร้อมค่ะ
2. กำลังดูๆ กันอยู่ค่ะ
3. ไม่เกินสิ้นปีนี้แน่นอนค่ะ
4. รอให้พี่เค้ามาขอค่ะ

การแต่งงาน มันไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด
แต่การจะอยู่กับใครสักคนให้ได้ไปตลอดชีวิตต่างหากที่น่าคิดกว่า
จะรู้ได้ยังไง ว่าจะอยู่กันได้โดยที่ไม่เลิกกันเพราะผู้ชายไปมีเมียน้อย
จะรู้ได้ยังไง ว่าจะทนกันได้ถ้าใครคนหนึ่งแสดงความร้ายกาจของตัวเองออกมา
จะทนได้แค่ไหน ถ้าใครอีกคน เป็น / ทำ /ชอบ ในสิ่งที่ตรงข้ามกับตัวเอง
แล้วจะมั่นใจได้ยังไง ว่า “คนที่จะเกิดมา” นั้น สามารถทำให้เขามีความสุขได้

ถ้ารู้วิธีจัดการกับเรื่องพวกนี้ได้– การแต่งงานมันก็ง่ายนิดเดียว

เราอาจจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายและมีทัศนคติเป็นลบในเรื่องการแต่งงาน
เพราะเราไม่เคยแต่งงาน และก็ไม่มีใครที่เราคิดจะอยากแต่งงานด้วย
เราแทบไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงาน แต่เรามักจะคิดว่า “อยากอยู่กับใคร” มากกว่า
เราไม่ใช่คนทันสมัย แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองหัวโบราณ
เราไม่ซีเรียสเรื่องอยู่ก่อนแต่ง ถ้าคิดว่าอยู่ แล้วมีความสุขก็อยู่ไป
ถ้าอยู่แล้วฝืนใจ ก็ไม่ต้องอยู่—นั่นหมายถึง ต้องยังไม่มีลูก ไม่มีพันธะ
ทำให้เด็กที่เกิดมาต้องรับภาระของพ่อแม่ที่สร้างขึ้น
เราคิดว่าถ้าคนคนหนึ่งเลือกที่จะอยู่กับใครสักคน
ก็น่าจะมีพื้นฐานมาจากความรัก ถ้าไม่รักกันแล้วจะอยู่ด้วยกันไปทำไม

แต่เราก็ไม่ได้แอนตี้การแต่งงานถึงขั้นหัวชนฝาว่าชาตินี้จ้างให้ก็ไม่แต่ง
เพราะเราเองก็ยอมรับในเรื่องวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน
เราจะแต่งงานก็ต่อเมื่อเรา “ต้อง” แต่ง – ไม่ใช่เพราะ “อยาก” แต่ง

บางครั้งเราปฏิเสธการไปงานแต่งงานอย่างเสียมารยาท
เพราะเรามองการแต่งงานเหมือน “ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง”
และเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบดู เรายินดีที่จะเห็นใครๆ มีความสุข
แต่ความสุขของเราคือเห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันไปนานๆ
โดยไม่ได้ยินข่าวเรื่องผู้ชายไปมีเมียน้อย หรือต่างก็ทำงาน
จนลืมว่ามีลูกอีกสองคนกำลังขาดความอบอุ่นอยู่…
นั่นน่าจะเป็น ความสุขจริงๆ ของการแต่งงานนะ

- – -

อีกไม่นานจะมีงานแต่งงานเพื่อนสนิทสองคนไล่เลี่ยกัน
เราพยายามที่จะปัดทิ้งความรู้สึกว่าการไปงานแต่งงาน
คือการไปดูภาพยนตร์ โดยการหาชุดสวยๆ เอาไว้ใส่ไปงาน
มันคงดูแปลกที่เราจะไปงานแต่งงาน –
การยืน และเดิน คนเดียวท่ามกลางผู้คนในงานที่เราไม่รู้จักใครเลย
นอกจากเจ้าบ่าว หรือไม่ก็เจ้าสาว เท่านั้น (นั่นเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้น)
มันสยองขวัญมากเมื่อเราเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุด
เพราะเหมือนตัวเองกลายเป็นสุญญากาศของงาน—
เนื่องจากส่วนมาก เรามักจะถูกเชิญโดยเจ้าบ่าว หรือเจ้าสาว
โดยที่เราก็รู้จักแต่เจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวคนเดียวนั่นแหละ ทั้งงาน
พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนพ้องเค้า แขกเหรื่อ เราก็ไม่รู้จักใครเลย…
การแต่งตัวสวยมากไปในที่ที่ไม่รู้จักใครเลยเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
มากกว่าการแต่งชุดพรางไปเดินคนเดียวที่เขาชนไก่ตอนกลางคืนเสียอีก
นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ชอบการไปงานแต่งงาน
แต่อีกไม่นาน เราจะต้อง “ฝึกไป” เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก


เราอาจจะอยู่กับใครสักคนไปตลอดชีวิต
โดยไม่มีงานแต่งงานเกิดขึ้นเลย…
และเราอาจจะต้องแต่งงาน ถ้าจำเป็นต้องแต่งงาน

ถ้าหากอยากให้เราแต่งงานนัก
ก็ทำให้เรารัก (ใครสักคน) ให้ได้สิ- -

…ถ้าเก่งจริง…

————–

กองทัพไทยในใจ

มีโอกาสได้ไปฐานทัพเรือสัตหีบ ไปไหว้อนุสาวรีย์เสด็จในกรมฯ (กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) บิดาแห่งกองทัพเรือ ไปดูเรือรบหลวง ตาปี คีรีรัฐ บางปะกง รัตนโกสินทร์ และ จักรีนฤเบศร ไปดูศูนย์อนุรักษ์เต่าทะเล ไปดูหาดนางรำฐานทัพเรือสัตหีบ

ภาพลักษณ์ก่อนหน้านี้คือ ความตึง แข็ง แกร่ง และกร้าวอย่างทหารเรือ และสถานที่นั้นเป็นราชการ ปิดตายสำหรับคนภายนอก แต่เมื่อได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนก็ทำให้เปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติ และความรู้สึกที่มีต่อ “ทหาร” ได้มากขึ้น อย่างน้อยที่สุด ความสวยงาม สะอาดตา ของพื้นที่กองทัพเรือก็ทำให้ผู้มาเยือนครั้งแรกประทับใจ.. ผู้ชายทั้งนั้น แต่สถานที่สะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อยจนน่าทึ่ง นั่นเพราะระเบียบ วินัยและการฝึกฝนของทหาร สอนมาอย่างนั้น…

การมีระเบียบวินัย เป็นสิ่งดี เพราะวินัย ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

มองจากที่สูง บริเวณทั่วไปของฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นเวิ้งอ่าวที่มีเกาะแก่งเล็กๆ อยู่โดยรอบ เป็นฐานที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับการ “รับมือ” กับการรบเสด็จในกรมฯ หรือเสด็จเตี่ย เป็นบุคคลที่น่ายกย่องเชิดชู บูชา เป็นปูชนียบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง… ประเทศไทยโชคดีที่มีกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประเทศไทยโชคดีที่มีคน “ตายเพื่อชาติ” ได้ถึงขนาดนี้…

ย้อนมองกลับมา… เรา สามัญชนธรรมดา ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองและผืนแผ่นดินเกิดได้บ้าง?

หลังกลับจากสัตหีบ ก็อดที่จะนึกถึง กองบิน ๔ ไม่ได้… นานมาแล้ว เคยไปที่นั่น… ที่ทำการ “เล็กๆ” ของกองทัพอากาศไทย… เครื่องบินรบ เครื่องบินตรวจการณ์ ประจำการที่กองบิน ๔ หลายฝูง ที่นั่นก็เป็น “สมรภูมิ” ที่เหมาะสมอีกเหมือนกันสำหรับกองทัพอากาศ พื้นที่โดยรอบ ล้อมด้วยภูเขา ซึ่งเป็นกำบังอย่างดีเมื่อมีการรบทางอากาศ… หลวงพ่อเพชร…คนกองบิน ๔ นับถือ เคารพ บูชา… น้ำใจของคนกองบิน ๔ มากมายจนไม่อาจตอบแทนได้หมด ตาคลีมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม เพราะมีน้ำ มีภูเขา อำเภอเล็กๆ ของนครสวรรค์ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นัก… เคยหลงรักที่นั่น แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป กองบิน ๔ ก็เป็นเพียงความทรงจำอันสวยงามเท่านั้น…แต่อย่างน้อยความภาคภูมิใจและความประทับใจก็ยังไม่ได้จางหายไปกับเวลา… ทหาร….คือคนที่ยอมเสียสละชีวิตส่วนตัวที่สะดวกสบาย เพื่อรับใช้บ้านเมืองโดยเอาชีวิตเข้าแลก… คนเราทุกคน… มีโอกาสที่จะทำเพื่อบ้านเมืองทุกคน แต่อยู่ที่ “วิธีการ” ของแต่ละคน ต่างหาก… ว่าจะทำอะไร…

ขอแสดงความนับถือ “น้ำใจ” ของทหารทุกท่าน…

ปล. เขียนถึงทหาร ตอนที่ยังไม่ได้เป็นทหาร –

“ถ้าหากว่าเก่งเกิดเร็วกว่านี้สักหกปี หรือเพียงแค่พี่เกิดช้ากว่านี้อีกสักหน่อย… ก็คงจะดี” ทั้งสองคนมองดูสายน้ำที่ไหลแรงเพราะสายฝนเพิ่งตกกระหน่ำมาหยกๆ เจ้าพระยาหน้าฝน กับคนเศร้าสองคนในร้านไอศกรีมริมท่าน้ำ

“ผมผิดตรงไหนที่รักพี่ ทำไมล่ะ ทำไมพี่ถึงรักผมไม่ได้” เด็กหนุ่มทำท่าเหมือนจะร้องไห้… เขารู้จัก “พี่สาวใจดี” จากอินเทอร์เน็ต หลังจากที่เป็นเพียงคนทักทายธรรมดา การสนทนาผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวันทำให้ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว หญิงสาวคิดกับเขาอย่างน้องชาย ในขณะที่เด็กหนุ่มคิดอะไรมากมายไปกว่านั้น

“ไม่เคยมีใครใจดีกับผม…แบบนี้” น้ำเสียงหม่นเศร้า ออกมาจากความรู้สึก

“แต่เก่งยังเด็ก ยังเรียนหนังสืออยู่ พี่อยากให้เก่งตั้งใจเรียน พี่จะเป็นกำลังใจให้นะคะ” ไอศกรีมในถ้วยละลายไปนานแล้ว สายตาหลายคู่มองมาอย่างสงสัย… หญิงสาวในชุดทำงานกับเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลาย เป็นคู่พี่สาวกับน้องชายที่ต่างกันสุดขั้ว

“แต่ผมจะจบแล้ว”

“นั่นสิ พี่ถึงอยากให้เก่งตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมเอนทรานส์ไงคะ”

“ทำไมพี่ถึงเป็นแฟนผมไม่ได้ ก็ไหนพี่บอกว่าพี่ไม่มีแฟน” เขาคาดคั้นเอาคำตอบ

“บางที…ถ้าเก่งโตขึ้น อาจจะเข้าใจมากกว่านี้”

“ทำไมล่ะ ผมไม่ใช่เด็กนะ ผมโตแล้ว ทำไมถึงชอบหาว่าผมเด็กอยู่เรื่อย”

“ก็อย่างนี้แหละ นิสัยของเด็ก”

“ผมขอโทษ”

กอผักตบชวายังลอยตามน้ำ เรือโดยสารผ่านไปมา นานๆ ที่ จะมีเรือลากทรายอืดอาดผ่านไป บนสะพานแขวนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา รถรายังวิ่งขวักไขว่… ร้านไอศกรีมริมน้ำที่เย็นจัดด้วยแอร์คอนดิชั่น ทำให้หญิงสาวต้องขยับเสื้อสูทตัวนอกให้กระชับขึ้น เสียงเพลงในร้านยิ่งทำให้เศร้าเข้าไปอีก…

…แค่เพียงดอกไม้ริมทาง เธอจะมองมันสวยถึงเมื่อไหร่ เมื่อไรไม่รู้ จะเกิดอะไรกับฉันแม้สักวันเธอได้เจอะใครบางคน คนที่พร้อมดีดีกว่า…กว่าคนคนนี้ ที่รักเธอ…..

“เรา…เป็นพี่น้องกันนะ” คำพูดที่ทำให้เด็กหนุ่มเกือบต้องร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ

“พี่จะเป็นพี่สาวใจดีสำหรับเก่งเสมอ นะคะ” เธอยิ้มเศร้า ซ่อนน้ำตา

“ผมเกลียดคำคำนี้ที่สุด” ความเจ็บปวดในใจมีมากมายไม่แพ้กัน เพียงแต่คนหนึ่งผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากกว่า ในขณะที่อีกคนหนึ่งยังไม่พ้นวัยศึกษา แต่ความรัก มักจะไม่เลือกสถานภาพเสมอ

“มีบางเรื่องที่พี่ไม่เคยเล่าให้เก่งฟัง แม้จากการ Chat ทางเน็ต หรือจากการที่เราได้นั่งคุยกัน…” หญิงสาวรวบรวมความเข้มแข็ง ก่อนบอกเล่าเรื่องราว

“พี่มีน้องชาย เค้าน่ารักมาก เค้าเหมือนเก่งทุกอย่าง น่ารัก สุภาพ เป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่ แต่อยู่ๆ วันหนึ่งเค้าก็จากพวกเราไป ไม่ลาสักคำ อุบัติเหตุพรากเค้าไปจากพวกเราทุกคน… พอพี่ได้รู้จักกับเก่ง พี่ก็รู้สึกเหมือนน้องชายกลับมาอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากนะ แต่ช่วงที่เค้าจากไปตอนนั้น อายุเค้าเท่ากับเก่ง ในตอนนี้”

“ผมเสียใจด้วยนะครับ”

“เก่งมีอะไรหลายๆ อย่างเหมือนน้องชายพี่ เหมือนเสียจนบางทีพี่ก็คิดว่าอยากให้เก่งมาเป็นน้องของพี่จริงๆ“ ความรู้สึกสุดท้ายถูกระบายออกมา และความเงียบก็เข้ามาแทนที่การสนทนา

“ครับ ผมเข้าใจแล้ว เข้าใจดีทุกอย่างเลย เรา…ไม่สามารถเป็นอะไรได้มากกว่าพี่กับน้อง”

“…………….”

“ผมขอเวลาพี่นะครับ สักพัก ผมหมายถึงเวลาทำใจที่จะคิดกับพี่ อย่างที่พี่คิดกับผม แล้วเราจะเป็นพี่น้องกัน” คำพูดสุดท้ายของเด็กหนุ่ม ก่อนที่เขาจะเดินจากไป

ท้องฟ้าแจ่มใสหลังฝนตก นอกร้านก้านหนึ่งผู้คนเดินกันขวักไขว่ รถราติดยาวเหยียดเป็นแพ เด็กหนุ่มเดินหายไปกับกลุ่มคนมากมายเหล่านั้น หญิงสาวยังนั่งอยู่ที่เดิม แม่น้ำเจ้าพระยายังไหลเรื่อย สายน้ำไม่เคยเหนื่อยที่จะรินไหล…

น้ำตาหญิงสาวอาบแก้มนวล

“ถ้าหากว่าเก่งเกิดเร็วกว่านี้สักหกปี หรือเพียงแค่พี่เกิดช้ากว่านี้อีกสักหน่อย… ก็คงจะดี” /

บุ๊คบายแฮนด์ สัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้ว เพิ่งเจอ เลยเอามาแปะ ให้อ่านเล่นๆ กันน่ะ 

:: หญ้าเจ้าชู้ : ความสุขของการเขียนคือได้เขียน ( 01/06/2550 )
http://www.bookbyhand.com/scoop.php?id=21

 ***สวัสดีค่ะหญ้าเจ้าชู้

 // หวัดดีจ้ะ

 *** แนะนำตัวให้เพื่อนๆ  Book By Hand รู้จักหน่อยค่ะ// เกิดปีเสือจ้ะ > เรียนจบด้านการบริหารระบบห้องสมุดอัตโนมัติ และทำงานประจำที่สถาบัน อุดมศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศ > มี รงค์ วงศ์สวรรค์, วินทร์ เลียววาริณ, หนุ่มเมืองจันท์, นิ้วกลม และมุราคามิ ฮารุกิ เป็นชายหนุ่มในดวงใจ > ชอบอ่านหนังสือพอๆ กับที่ชอบเขียนหนังสือ > เขียนหนังสือมาสิบกว่าปี ยุคสำนักพิมพ์ทอฝัน รุ่น นิจ อักษรา, จาริก แรมรอน, กิ่งฟ้า เสนีย์วงค์ฯ (ควันบุหรี่), เซรามิค ประมาณนี้ แต่ไม่เคยดังสักทีเพราะมีนามปากกาเยอะเกินไปและจำนามปากกาตัวเองไม่ค่อยได้ด้วย พอทำท่าว่าจะดังตั้งใจจะรวมเล่มเรื่องสั้นก็ดันเป็นช่วงวิกฤติของธุรกิจการพิมพ์ (ยุคฟองสบู่แตก) แต่พอถึงตอนนี้เราก็ข้ามช่วงวัย แจ่มใส มาแล้ว > ถนัดเขียนเรื่องสั้นมากกว่านิยาย > แต่ถ้าเป็นนิยายก็ถนัดเขียนแนวตลก ขำๆ อารมณ์ดีไม่มีตัวอิจฉามากกว่านิยายแนวชีวิตๆ ซีเรียส ซับซ้อน > เขียนเรื่อยๆ เป็นอดิเรกไม่ประจำ ^__^ 

*** นามปากกานี้ได้มายังไงคะ// จากพระเอกของเรื่อง (คุณเกื้อ) ที่เพิ่งจะเป็นนักเขียนมือใหม่ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้นามปากกาอะไร เลยหันไปหน้าบ้าน เจอหญ้าเจ้าชู้ปลิวลมอยู่ ก็เลยใช้ชื่อนั้น คนเขียนก็เลยใช้ชื่อนั้น ตามพระเอกของเรื่องจ้ะ  

***ผลงานที่ผ่านมาถึงคงปัจจุบันมีอะไรบ้าง// เท่าที่จำได้ก็จะมี รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน อยากบอกใครคนหนึ่งซึ่งรักมาก (นางฟ้าใจน้อย) / รวมเรื่องสั้น ขณะหนึ่งของความคิดถึง (ศิรัฐ) / รวมบทความ จดหมายถึงหมา (หญ้าเจ้าชู้) / นวนิยายเรื่อง รักข้ามรั้ว (หญ้าเจ้าชู้) / รวมบทความ เขียนความดีที่หัวใจ (ดาริกามณี) / เขียนบทความ web line ในนิตยสารคอมพิวเตอร์ทูเดย์ (ดาริกามณี) / และเรื่องสั้นในนิตยสารบ้างประปราย หลายปีก่อนส่วนใหญ่จะลงที่วัยน่ารัก, เธอกับฉัน (ส่วนใหญ่ใช้ชื่อ ศิรัฐ) มีเรื่องสั้นที่เขียนตอนนี้ห้าสิบกว่าเรื่องพิมพ์แล้วบ้างไม่เคยพิมพ์บ้าง ที่แน่ๆ จำนามปากกาตัวเองไม่ค่อยได้ เรื่องสั้นบางส่วนตอนนี้ก็โพสท์ไว้ในบล็อค http://arcturus.bloggang.com จ้ะ 

**เคยทำหนังสือทำมือไหมคะ (ถ้าเคยทำเล่าประสบการณ์หน่อย)// เคยเอาเรื่องสั้นของตัวเองมาทำเล่มเหมือนกัน แต่ไม่ได้ไสกาว ตอนนั้นปรินท์เอาท์ A4 ตัดครึ่ง แล้วก็เอามาเรียงซ้อนกับกระดาษไขเขียนแบบที่วาดรูปด้วยหมึกซึม แล้วก็ทำปก ใช้ด้ายเส้นใหญ่เย็บ ซึ่งก็พอจะเย็บได้นิดหน่อยเพราะเรียนบรรณารักษ์มา งานเทคนิคห้องสมุดจะสอนเรื่องเย็บ-ซ่อมหนังสือด้วย แล้วยังมีแบบเขียนกวีด้วยปากกาหมึกซึมลงในกระดาษไขเขียนแบบ แล้วก็ใช้สีวาดรูปลงไป สักห้าสิบแผ่น A4 ตัดครึ่งแล้วก็เจาะรูด้วยตาไก่ เย็บด้าย งามมากสำหรับเด็กมหาลัยปีสองเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ให้ทำตอนนี้ก็ลืมวิชาไปหมดแล้ว ^__^ // แล้วอีกเล่ม ภูมิใจมากแต่ไม่รู้จะเรียกหนังสือทำมือได้หรือเปล่า สำหรับหนังสือฉบับพิเศษ เป็นการรวบรวมบันทึกของคนพิเศษชื่อ เรื่องราวธรรมดาของคนธรรมดา จัดหน้าลง A5 แล้วก็ปรินท์เอาท์ ปรินท์สีด้วยนะ สวยงามมาก จากนั้นก็ตัดขอบ ไสกาว (ใช้กาวลาเท็กซ์) กว่ากาวจะซึมเข้าเนื้อ กว่าจะแห้งใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลย แล้วก็ทำปก มีเล่มเดียวในโลก เพราะทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับวันเกิดของคนพิเศษ  

***กว่าจะมี รักข้ามรั้ว ผ่านอะไรมาบ้างคะ// ผ่านวันเวลา ความตายของหมา ความอดทน และความสนุก เพราะเราเขียนด้วยความสุข และสนุกกับการเขียน ก็เลยเพลินไปกับมัน ยังคิดอยู่เลยว่าจะเขียนภาคสองต่อ แต่ยังไม่มีเวลา แล้วก็ยังไม่ได้วางโครงเรื่อง แต่แอบกระซิบว่าตั้งชื่อเรื่องไว้ก่อนแล้วว่า  คุณพ่อมือใหม่กับลูกชายตัวแสบ แต่เมื่อไหร่จะลงมือเขียนก็ยังไม่รู้…. (ของอย่างนี้ ต้องมีแรงบันดาลใจเนอะ) 

***ผลงานลำดับถัดไป (เรื่องอะไร หรือติดตามได้ที่ไหน) // นิยาย ปีกแห่งฝันโบยบิน สู่แดนดินแห่งรัก ณ โค้งรุ้ง (ดาริกามณี)// เรื่องตลกของโชคชะตา (Chelie M. harn Cooper) // ตามเรื่องราวและข่าวคราวได้ที่นี่ http://arcturus.bloggang.com 

*** ฝากให้กำลังใจนักเขียนมือใหม่ด้วยจ้า// just Do it เขียนทุกวัน ขยันเรื่อยๆ เขียนทุกอย่างที่อยากเขียน อย่ากลัวที่จะเขียนอะไรสักอย่างออกมา เพราะเราสามารถที่จะแก้ไขมันได้ แต่ถ้าไม่เขียนมันเลย เราจะไม่รู้ว่าเราจะต้องแก้อะไร การเขียนหนังสือ ต้องอาศัยชั่วโมงบิน อาศัยการฝึกฝนและใจรัก ถ้าไม่รักจะไม่สนุก เขียนยังไงก็ไม่สนุก แต่ถ้าเขียนเมื่อไหร่แล้วเกิดหลงรักการเขียนขึ้นมาล่ะก็ ระวังจะดัง ไม่รู้ตัว ^__^   

 ฝากไว้อ่านเพลินๆ  ชื่อเสียงของคนเขียนหนังสือมาจากคนอ่านมอบให้ หากอยากเป็นนักเขียนต้องให้คนอ่านบอกว่าเราเป็น ไม่ใช่เราบอกตัวเองว่าเราเป็น

            แต่สำหรับเรา ความสุขของการเขียนคือได้เขียน และเมื่อไหร่ที่มีคนอ่านงานที่เราเขียนเราถือว่าบรรลุเป้าหมายของการเขียน ถ้ามีคนชม เราถือว่าเป็นกำไร และถ้ามีใครเรียกเราว่านักเขียน เราถือเป็นโบนัส!

รักข้ามรั้ว

แล้วความเศร้าก็จะจากเราไป

By: Chelie M. Harn Cooper                

มีไม่กี่อย่างในชีวิตผมที่ดูจะกลายเป็นกิจวัตร เป็นวิถี และท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นความเคยชิน ผมไม่ค่อยชอบความเคยชิน เพราะมันแปลว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว และยังเกิดขึ้นเป็นประจำซ้ำซากอยู่จนปัจจุบัน ซึ่งมันไม่น่าตื่นเต้นอีกแล้วนั่นก็คือ ความเหงา-โดดเดี่ยว-เดียวดาย ความเหงาเป็นเพื่อนซี้ คุ้นเคย และสนิทสนมกันดีแต่ก็ไม่ได้บ้าจี้ถึงขั้นหลงรักความเหงาหรอก เพราะผมยังติสท์ไม่พอ ผมเพียงแค่เอาเป็นเอาตายกับการฆ่าเวลาให้มันตายลงเท่านั้นเอง            

   

นอกจากเป็นนักรบแล้ว ผมยังเป็นนักฆ่าเวลามืออาชีพอีกด้วย     

           

อันที่จริงนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจะเป็น เพียงแค่วาสนาและชะตากรรมนำพามาให้เป็น ชีวิต… บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้ที่จะมีชีวิตแบบไหน มันไม่ได้ง่ายอย่างทฤษฎีเสมอไป และสำหรับผม กับวิถีประจำวันที่ค่อนข้างน่าเบื่อไม่แพ้การกินอาหารรสชาติเดิมทุกวันซ้ำซาก เช้าไปทำงาน เย็นกลับบ้าน…ชีวิตหนุ่มโสดที่หากใครคิดว่าเป็นชีวิตที่เสรีและมีความสุขล่ะก็ นั่นอาจจะไม่ใช่สำหรับผม, แน่ล่ะ ผมไม่ได้เป็นเอเลี่ยนจากดาวพุธนี่นะ ถึงจะได้คุยกับใครๆ ไม่รู้เรื่อง หรือมีโลกส่วนตัวสูงเสียจนใครแตะต้องไม่ได้ ผมเพียงแต่มีความสุขดีกับชีวิต ไปวัน วัน เข้าสังคมบ้างเมื่อต้องการเพื่อน และเรียนรู้ความสงบเมื่ออยู่โดดเดี่ยว ไม่สุดโต่งอย่างฮิตเลอร์หรือประเสริฐอย่างมหาตมะ คานธี – แม่ชีเทเรซ่า               

ผมก็แค่นักรบตัวเล็กๆ ที่ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ แต่ขึ้นอยู่กับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ ชี้นกต้องเป็นนก ชี้ไม้ต้องเป็นไม้ หากเป็นคนรักยังพอจะขัดใจ ชี้ไม้-ไม่พอใจบอกว่าเป็นรถถัง เธอก็คงไม่กล้าหือเท่าไหร่ แต่กับผู้เป็นนาย ไม้จะเป็นนกไม่ได้เลยเด็ดขาด…เพราะไม่งั้น ชีวิตการงานจะอับเฉาไปนานเลยทีเดียว… นั่นล่ะ ชีวิตของผมล่ะ                 

 ผมไม่ค่อยมีเพื่อนนัก ไม่สิ, ที่จริงผมมีเพื่อนเยอะมาก มากจนไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นที่ผมนับเป็นเพื่อน เขาจะนับผมเป็นเพื่อนด้วยหรือเปล่า แต่เอาเถอะ มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะวางผมไว้ตรงไหนของมิตรภาพก็ได้ ผมไม่เดือดร้อนกับที่ที่ถูกวางเท่าไหร่นัก เพราะทั้งความรักและมิตรภาพสำหรับผมแล้วดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนามจนทำเอาเลือดซึมอยู่บ่อยๆ กระทั่งท้ายที่สุด ผมจึงมองความรักเป็นเพียง ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง บางเรื่องราวก็ประทับใจ บางเรื่องเมื่อจบลงแล้วก็ได้คิดตาม บางเรื่องก็เหมือนสายลมที่พัดผ่าน รู้สึกสัมผัสแต่ไม่สามารถจับต้องได้…ท้ายที่สุดแล้วผมก็บอกกับตัวเองว่า 

                การมีความรักนั้นทำให้สูญเสียสมดุลของการใช้ชีวิตอย่างมหันต์               

 แต่อยู่มาวันหนึ่งชีวิตผมก็เสียสมดุลเพราะความรักเข้าจริงๆ                           

 “ยิ้มซิ ยิ้มเป็นหรือเปล่า รู้มั้ย ผู้หญิงน่ะเค้าไม่ชอบผู้ชายหน้าบึ้งหรอกนะ… แบกโลกไว้ทั้งใบ ไม่หนักหรือไง                 

หลังจากรอบที่สองของการวิ่ง- ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้สำหรับฆ่าเวลา ระยะทางราวๆ พันสองร้อยเมตรต่อรอบ ผ่านตึกบัญชาการ กองการเงิน กองวิจัยและวางแผนการรบ กองร้อยบริการ ผ่านสนามบาส สนามบอล โรงรถ และเธอ ผมไม่รู้ว่าเธอมานั่งรอใครหรือมีธุระอะไรที่นี่ แต่เธอก็คงไม่ต่างจากผม เรามีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือเราเป็น นักฆ่าเวลา เหมือนกัน… 

                ผมเจอเธอทุกวันที่ใต้ต้นมะม่วงหลังตึกบัญชาการ ผมอยากคุยกับเธอ อย่างน้อยก็อยากบอกว่า ไม่ควรจอดรถใต้ต้นมะม่วง เพราะยางมะม่วงทำให้ผิวเคลือบรถมีปัญหา เธอมารอใครที่นี่ ผมไม่รู้หรอก และอาจจะไม่มีวันรู้ นั่นเพราะโอกาสที่เราจะรู้จักกันนั้น เหมือนการโคจรของพระอาทิตย์กับดวงจันทร์ ดังนั้นสุริยุปราคา หรือจันทรุปราคา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่จะเกิดขึ้น แรกทีเดียวนั้น ผมไม่ได้ตั้งใจสังเกตเธอหรอก เพราะเธอไม่มีอะไรพิเศษให้ต้องสังเกตจนถึงต้องใส่ใจ เธอแค่มาจอดรถหลังตึกบัญชาการ แล้วนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ บนม้าหินใต้ต้นมะม่วง เธอก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือดั่งกลัวว่าใครจะแย่งชิงมันจากมือ จะเงยหน้าขึ้นมาสักครั้งหนึ่งก็เมื่อแถวทหารเกณฑ์เดินผ่านไป พวกเขาทำความเคารพเธอ…               

ข้อดีอย่างหนึ่งของเครื่องแบบทหารคือสามารถบ่งบอกพื้นฐานเกี่ยวกับตัวบุคคลได้ เช่น สังกัดเหล่าไหน หน่วยใด  ยศอะไร ผ่านหลักสูตรอะไรมาบ้าง สายสีเหลืองคืออะไร สายสีแดงหมายความอย่างไร เครื่องหมายธงไตรรงค์และสมอ ฉลาม เกลียวคลื่น ปักบนหน้าอกคือผู้ที่จบหลักสูตรรบพิเศษหน่วยใด ก็จะบอกชัด รวมถึงการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นใด ต่างๆ เหล่านี้มักดูได้จากเครื่องแบบ                 

และทหารก็มักจำหน้ากันไม่ค่อยได้ เพราะมองกันแค่ ถึงไหล่-ไม่ถึงหน้า                

เธอไม่ได้ทำงานที่นี่ ปกเสื้อเธอบอกอย่างนั้น ยศเธอเท่าผม ไหล่เธอบอกเช่นกัน…                

เธอยังนั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วง แต่เงยหน้าขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้ง นอกจากทหารเกณฑ์เดินแถวผ่านไป แล้วเธอยังเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผม เมื่อผมวิ่งถึงรอบที่สาม… รอบละพันสองร้อยเมตร-สามรอบ ผมควรเหนื่อย แต่เพื่อที่จะให้ได้เห็นหน้าเธออีกครั้ง ผมวิ่งเป็นรอบที่สี่ และห้า –               

มีไม่กี่เรื่องที่ทำให้ผมต้องใช้ความพยายามรวบรวมความกล้าหาญในการตัดสินใจและฮึดสู้  หลักสูตรรบพิเศษแขนงการลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบกและจู่โจมนาวิกโยธิน หรือชื่อที่เรียกกันว่า รีคอน ซึ่งผมเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเพราะความโหดและหิน กระทั่งแรงเยอร์ที่เป็นความใฝ่ฝันของเหล่าทหารราบที่จะมีเครื่องหมายเสือคาบดาบติดที่หน้าอก ผมก็ผ่านมาได้ แต่ผมต้องวิ่งถึงแปดรอบกว่าจะกล้าตัดสินใจหยุดวิ่งแล้วเดินมาหาเธอ…                

 คุณน่าจะจอดรถตรงโน้น มันจะได้ไม่โดนยางมะม่วง สีเคลือบจะเป็นรอยด่างๆ ดวงๆ                

 ขณะพูดประโยคนี้ออกไป ผมรู้ทันทีว่าเธอใช้ล้อแม็กยี่ห้อดันลอป และเพิ่งเปลี่ยนยางไม่นาน เพราะดอกยางยังทิ่มออกมาจากล้อเหมือนขนเม่น – -                                

ใช่, เพราะผมไม่กล้ากระทั่งมองหน้าเธอ เลยต้องเสไปมองล้อรถแทน…                               

 จริงเหรอคะ ฉันไม่เคยรู้เลย เห็นตรงนี้มันว่างแล้วก็…ร่มดี งั้นฉันจะย้ายล่ะนะ”                

เมื่อเธอตอบกลับนั่นแหละ ผมจึงค่อยกล้าเบนสายตากลับมา ตลอดเวลาที่เธอพูดกับผม รอยยิ้มของเธอแตะแต้มใบหน้า ดวงตาเธอแจ่มใสราวเด็กน้อยซุกซน น้ำเสียงเธอกังวานก้องหนักแน่นและชัดเจน สมกับที่ได้ฝึกฝนจากโรงเรียนฝึกข้าราชการพลเรือนกลาโหมมาอย่างเข้มงวด                

ฉันจะคอยจับเวลาให้คุณนะ                

เธอเปิดประตูมิตรภาพสำหรับผม และผมก็เดินเข้าไปอย่างไม่ระแวดระวังใดๆ                 

กับมิตรภาพ ไม่เห็นต้องระแวดระวัง…                

หลังจากวันนั้นมา เธอไม่ได้นั่งนับรอบจับเวลาให้ผมอีก แต่เธอลงมาวิ่งกับผม เราวิ่งด้วยกัน จังหวะการวิ่งของเธอยังช้า เพราะช่วงขาของผู้หญิงก้าวได้ไม่กว้างเท้าผู้ชาย ผมจึงต้องผ่อนจังหวะการวิ่งให้ช้าลง เธอวิ่งวันละสามรอบไม่มากน้อยไปกว่านั้น และเมื่อถึงเวลาเธอก็เดินทางกลับ เธอไม่ได้จอดรถใต้ต้นมะม่วงอีก แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าเธอมารอใครอยู่นั่นเอง ผมไม่เห็นใครติดรถไปกับเธอสักที และผมก็ยังไม่กล้าหาญพอที่จะตั้งคำถาม                

ระยะห่างระหว่างมิตรภาพของเราเสมอต้นเสมอปลาย…                

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะคุยกับใครสักคนแล้วถูกคอ เหมือนรู้จักกันมาเนิ่นนาน… เวลาในระหว่างที่โลกของเราหมุนมาตรงกันมันช่างรวดเร็วเหมือนติดปีก ผมกับเธอก็เหมือนกัน เราไม่ชอบเจ้าชายน้อยเหมือนกัน เธอบอกว่าโลกของเธอก็คือโลกของเธอ เปรียบเทียบกับอะไรไม่ได้ โลกของเจ้าชายน้อยต้องฝึกสุนัขจิ้งจอกให้เชื่องเสียก่อนมันถึงจะยอมเป็นเพื่อนกับเขา แต่โลกของเธอ เพื่อนก็คือเพื่อนไม่ต้องฝึกให้เป็นก็เป็น เธอชอบการ์ตูนของสตูดิโอจิบลิ เหมือนผม, เธอเป็นสมาชิกห้องสมุดหลายแห่ง บางวันหลังจากวิ่งเสร็จ เราจะนั่งแลกบัตรห้องสมุดกัน มีถึงสามแห่งที่เราเป็นสมาชิกที่เดียวกัน นั่นทำให้เธอหัวเราะแจ่มใส 

  คุณก็เป็นนักล่าบัตรห้องสมุดเหมือนกันเหรอนี่… เราต้องเคยเจอกันหรือไม่ก็ยืมหนังสือเล่มเดียวกันมาก่อนแน่นอน”  

   แต่รับรองว่าไม่ใช่เจ้าชายน้อย”               

 แล้วเธอก็หัวเราะ เธอเป็นคนหัวเราะง่าย ยิ้มง่ายและอารมณ์ดีอยู่เสมอ นั่นทำให้กองทัพดูเป็นมิตรกับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา…                

ยิ้มซิ ยิ้มเป็นหรือเปล่า รู้มั้ย ผู้หญิงน่ะ ไม่ชอบผู้ชายหน้าบึ้งหรอกนะ แบกโลกไว้ทั้งใบ ไม่หนักหรือ                

เธอชอบบอกผมแบบนี้ เมื่อผมนั่งหน้านิ่ง เงียบและฟัง ขณะเธอเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ แล้วหลังจากนั้นมาผมก็ค่อยๆ ยิ้มให้ตัวเองในกระจก ยิ้มเมื่ออยู่ลับหลังใครๆ และเผลอยิ้มเมื่ออยู่คนเดียว                

สงสัยผู้กองจะตกหลุมรัก                

เพื่อนที่ทำงานหยอกเย้า เมื่อผมเผลอ-ยิ้ม                

ผมลืมไประยะหนึ่งว่าเคยเหงา-โดดเดี่ยว-เดียวดาย  โลกของผมเปลี่ยนสี ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลง และฝีมือในการฆ่าเวลาของผมลดถอยลง                 

แต่มิตรภาพของเราก็ยังเสมอต้นเสมอปลายเหมือนเดิม–                               

ผมไม่อยากเป็นแค่เพื่อนร่วมวิ่งด้วยกัน อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน หรือเป็นสมาชิกห้องสมุดที่เดียวกัน ผมรู้สึกกับเธอมากกว่านั้น มันเป็นความรู้สึกพิเศษที่ไม่บ่อยครั้งนักจะเกิดขึ้น จะว่าไปแล้ว เมื่อผมเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ ผมก็รู้ดีว่า การจะหาใครสักคนมาอยู่ร่วมและเข้าใจในชีวิต เข้าใจการทำงานของผมไม่ใช่เรื่องง่าย ผมมีหน้าที่หลักในด้านป้องกันและต่อต้านการก่อการร้าย ชีวิตผมไม่แน่นอน เหมือนคนอื่นอีกหลายคนที่ไม่แน่นอน เมื่อทุกอย่างคือ ชี้นกต้องเป็นนก ชี้ไม้ต้องเป็นไม้ เมื่อเลือกแล้วที่จะ สละชีพเพื่อชาติ ความตายจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติต่างหากที่สำคัญกว่าชีวิต

 ผมจะหยุดความคิดบางอย่างเอาไว้ เท่าที่มันควรจะเป็น – -               

 หลังจากนั้นต่อมา เราก็ไม่มีโอกาสได้วิ่งด้วยกันอีก…           

* * * * * * * * * * * *                

ในทุกเย็นหลังสี่โมงเธอมักจะอยู่ตรงนั้นเสมอ บนม้านั่งใต้ต้นมะม่วงหลังห้องทำงานของเขา เบื้องหลังกระจกสีทึบทึม เขามองเห็นเธอ สี่โมงสิบห้านาทีบวกลบไม่กี่นาที รถยนต์สีเมทัลลิกของเธอจะจอดใต้ต้นมะม่วงหลังตึกบัญชาการ เธอลงจากรถในชุดกีฬา กางเกงวอร์มสีน้ำเงินเข้ม สวมรองเท้าผ้าใบ เสื้อยืดสีเหลืองและสวมแจ็คเก็ตสีขาวทับอีกชั้น จากนั้นเธอจะวอร์มอัพด้วยการเดินเร็วๆ ก่อนจะเริ่มวิ่งเหยาะๆ รอบสนามและเร็วขึ้นจนได้จังหวะที่พอดีจึงรักษาระดับนั้นเอาไว้ เธอวิ่งสามรอบ ไม่มากและไม่น้อยไปกว่านั้น พอหยุดวิ่งเธอก็จะไปนั่งบนม้านั่งใต้ต้นมะม่วง หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน… และเงยหน้าขึ้นบางครั้ง เหมือนกำลังรอใครสักคน                  

เธอมารอใคร หรือมาทำอะไรที่นี่นั้นเขาไม่รู้ และไม่มีใครพูดถึงเธอ เขาเองก็ไม่เคยถามไถ่เอากับใครในเรื่องของเธอ ถึงแม้ความอยากรู้จะเต็มล้นจนแน่นในอกก็ตามที หรือบางทีเขาเองก็อาจพอใจกับการมองดูเธอผ่านกระจกทึบทึมนี้แล้วก็ได้                

 ในทุกๆ วันเขาต้องมองนาฬิกาข้างผนังเพื่อรอเวลาสี่โมงเย็น เวลาที่ข้าราชการเตรียมตัวกลับบ้าน นั่นรวมถึงเขาด้วยและถ้าเพียงแต่มีใครสักคนรออยู่ที่บ้านก็คงไม่ทำให้ต้องนั่งฆ่าเวลาอยู่จนถึงย่ำเย็น การรอคอยเพื่อจะพบเธอจึงกลายเป็นอีกกิจวัตรหนึ่งซึ่งเพิ่มมาในชีวิตประจำวัน มันนานเท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ ที่มีเธอเข้ามาอยู่ใกล้สายตา กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็พบว่าการรอคอยนั้นกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว และหากเมื่อไหร่ที่เธอไม่มา มันก็ทำให้เขาว้าวุ่นครุ่นคิดและสงสัย เธอหายไปไหนเธอไปกับใคร ไปทำอะไรในเวลาที่เธอต้องมาวิ่ง เขารอคอยจนมืดค่ำ ย่ำเย็นไม่เห็นเธอแล้วนั่นแหละ จึงได้กลับบ้าน                

เหมือนพระเจ้ากำลังส่งบททดสอบอะไรบางอย่างมาให้ หัวใจที่เคยแห้งแล้ง ร้างไร้คนดูแล เหมือนทุ่งกว้างที่ต้นไม้ใหญ่โดดเดี่ยวยืนเดียวดายผลัดใบเหลืองร่วงลงบนพื้นดินที่แห้งผาก ไม่มีสายฝนพรมพรำให้ต้นไม้แตกยอดเขียวขจีให้ได้เห็น…แล้วในวันหนึ่งเธอก็มาปรากฎตัว เป็นหยดน้ำที่ค่อยๆ ซึมลงบนผืนดินที่แห้งโหยให้รากของต้นไม้ค่อยๆ ซึมซับความชุ่มชื้นหล่อเลี้ยงลำต้นให้แข็งแรง ใบไม้ค่อยๆ ผลิใบเขียวขจีอีกครั้ง               

 ในบางวันเธอนั่งอยู่ที่ใต้ต้นมะม่วงจนค่ำมืด เธอจะนั่งอ่านหนังสืออยู่อย่างนั้น เพราะกว่าเธอจะเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ ก็เป็นเวลาเดียวกับแสงสว่างจากหลอดไฟจากเสาไฟใกล้ๆ ต้นมะม่วงนั้นสว่างขึ้นแล้วนั่นเอง เขาอยากออกไปอยู่เป็นเพื่อนเธอ อยากให้เธอเข้ามาอยู่ภายในห้องทำงานที่เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำกับเขา มากกว่าที่จะนั่งให้ยุงกัดที่ด้านนอกนั่น           

  เสธฯ ครับ ยังไม่กลับเหรอครับ               

นายทหารเวรสำรวจตรวจตราความเรียบร้อย เมื่อเห็นเขายังอยู่จึงเอ่ยปากถาม                

กำลังจะกลับพอดี เอ่อ… ผู้กองพอจะทราบมั้ยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร                 

อ๋อ ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอครับ เมื่อก่อนแฟนเค้าทำงานที่นี่ เค้าวิ่งด้วยกันทุกวันครับ แต่หลังจากที่ถูกส่งไปรักษาความสงบเรียบร้อยที่สามจังหวัดชายแดนเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ถูกทำร้ายจากกองกำลังของฝ่ายตรงข้ามขณะอยู่ในชุดคุ้มครองครู…………..                                                

มีเรื่องเศร้ามากกว่าที่คิดในชีวิตของคนเรา – - /  

© Create by Chelie M. Harn Cooper > chelie416@yahoo.com > http://chelie.wordpress.com   

หมายเหตุ : แรงบันดาลใจมาจาก กรณี 8 ทหาร ถูกสังหารหมู่เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551                           

เป็นคนที่….

โกรธใครนานๆ ไม่เป็น
จะเป็นก็แต่
เกลียดเลย….

บางครั้งมีกำแพงสูง หนา
อย่าแหย่ตีนเข้ามา…
เดี๋ยวจะโดนพายุ….

ชีวิตเรื่อยๆ มาเรียงๆ
ไม่ตั้งความหวังว่า “งานที่ทำต้องมั่นคง”
แต่… “เมื่อไหร่ที่ไม่ชอบ เมื่อนั้นก็จะเปลี่ยน”

เป็นคนดี… แค่เท่าที่พอเป็นได้
อะไรที่มากไป และไม่ใช่สิ่งที่ชอบ
ก็จะไม่ทำ……

มีความรัก และมีคนที่รัก…
แต่เมื่อเขามีคนอื่นที่ไม่ใช่เรา…
ก็หันหลังให้และไม่ใยดีอีกเลย

ไม่ชอบแข่งขัน ไม่ชอบแย่งชิง
ถ้ารู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ เป็นการแข่งขัน
จะวางมือ…. แล้วเดินหนี

…..

เป็นอย่างนี้
และเป็นอย่างอื่น
เป็นไม่เป็น…./

สมุดบันทึก 6

“เมื่อลูกโป่งเป็นอิสระ ภาระของมือก็หมดลง”

ในหนังสือแคนโต้เล่มไหนก็จำไม่ได้แล้ว แต่ก็ชอบมาก มานึกได้พอดีในห้วงความรู้สึกเมื่อกำลังมองดูลูกโป่งลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า และในมือว่างเปล่าไร้ภาระ – ลูกโป่งเป็นความบอบบาง เย่อหยิ่ง เพราะความสวยงาม และต้องการจะดิ้นรนจะขึ้นไปบนฟ้าอยู่เสมอ ถ้าถือเชือกไม่แน่นลูกโป่งอาจหลุดมือและลอยขึ้นฟ้าไป สมัยเป็นเด็ก เคยร้องเอาเป็นเอาตายเพื่อลูกโป่งที่มีเชือกเส้นเล็กเท่าเส้นด้ายมาถือไว้ในมือ แต่มักจะได้ลูกโป่งที่มีไม้พลาสติกขนาดแท่งดินสอ ยาวสักฟุตมัดลูกโป่งอยู่ปลายด้ามมาแทน แต่หากวันไหนโชคดีมีวาสนาก็จะได้ลูกโป่งมีเชือก หรือเรียกว่า “ลูกโป่งสวรรค์” มาครอง เดินไปมา อวดเพื่อนๆ กำเชือกไว้เสมือนว่าหนัก ถนอมราวกับเป็นของแตกหักง่าย สมบัติล้ำค่าที่ถ้าหากไม่ดูแลให้ดีแล้วมันจะถูกฉกฉวยเอาไปโดยมือที่มองไม่เห็นจากท้องฟ้า เมื่อกลับถึงบ้าน ก่อนนอนจะเอาไปปล่อยไว้ในมุ้ง มุ้งหูที่มัดปลายทั้งสี่เข้ากับมุม แล้วปล่อยลูกโป่งให้ลอยอยู่ในนั้น นอนมองมันจนหลับไป ตกเช้าลูกโป่งตกอยู่ปลายเท้า โยนยังไงก็ไม่ยอมขึ้น หนำซ้ำยังลูกเล็กลงอีกต่างหากและนั่นทำให้มันหมดค่า หมดราคา เมื่อโตขึ้นลูกโป่งสวรรค์ จึงถูกมองในมุมที่ต่างไป – ทุกครั้งที่มองมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า กลับรู้สึกว่านั่นคือความสวยงามที่แท้จริง ลูกโป่งค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้า และถูกพัดพาไปในทิศทางต่างๆ แล้วแต่ว่าลมเวลานั้นจะพัดไปทางไหน ลูกโป่งต่างสี ต่างขนาดเมื่อมันถูกปล่อยให้ลอยขึ้นฟ้าไป ในขณะที่แหงนมองคอตั้ง เป็นความรู้สึกดีอย่างนึกไม่ถึง และหากมีโอกาสได้ถือลูกโป่งสวรรค์คราใด จึงไม่ลังเลเลยที่จะปล่อยให้มันหลุดมืออย่างตั้งใจ… แล้วมองมันลอยขึ้นฟ้าไปอย่างชื่นชม

กับคนบางคนเราเคยให้ความสำคัญกับเขาเหมือนลูกโป่งสวรรค์ สวยงาม และพร้อมจะลอยหายถ้าไม่ดูแลให้ดี… ถนอมรักษาราวกับกลัวว่ามือที่มองไม่เห็นจากท้องฟ้าจะมาคว้าเอาไปง่ายๆ กงวลว่าจะไปเกี่ยวกับกิ่งไม้แล้วแตกกระจาย กังวลว่าจะมีใครแกล้งเอาเข็มมาจิ้ม กังวลว่าลมแรงจะพัดให้หลุดมือ และที่สำคัญ เราเป็นคนถือ แต่เราไม่มีโอกาสได้เห็นความสวยของมัน ลูกโป่งสวรรค์มักจะสวยถ้ามันอยู่ในมือของคนอื่น และมันจะสวยยิ่งกว่านั้นถ้ามันกำลังจะลอยขึ้นไปบนฟ้า

วันนี้เราปล่อยเชือกที่ถือให้ลูกโป่งหลุดมือลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า… แล้วแหงนมองคอตั้งบ่า

มองดูการจากไปอย่างสวยงามของมัน – -ลูกโป่งใบนั้นเป็นสีฟ้า

————————————————————————

ก็แค่โลกของเราเหงาไม่เท่ากัน

By: Chelie M. Harn Cooper                

ผมไม่ใช่คนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลกหรอก เพียงแต่ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองช่างโดดเดี่ยวสิ้นดีในวันที่ควรจะมีใครสักคนเคียงข้างอย่างวันนี้ มันอาจจะเป็นเพียงวันหนึ่งในสามร้อยหกสิบห้าวัน มันมีวันนี้ทุกปีนั่นแหละ และผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้โดดเดี่ยวเท่าไหร่นัก ทุกคนมีเรื่องให้ฉลอง ดื่มกิน ร้องรำ และเมามาย จะมีก็แต่ผม…หรืออีกหลายคนที่อยู่ในห้วงแห่งความเหงา ที่จริงผมไม่ชอบคำว่าเหงาเท่าไหร่เลย ใครกันนะช่างบัญญัติคำนี้ขึ้นมาใช้ ใครกันนะที่เป็นคนเหงาคนแรกในโลก      

          

 แล้วความเหงาเคยทำให้ใครตายบ้างมั้ยนะ…                 

ในวันที่พลุไฟเกลื่อนกระจายอยู่ในกระดาษท้องฟ้า สีสันละลานตา และมันก็สวยงามจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรเหมาะสมกับท้องฟ้ามากไปกว่าพลุไฟอีกแล้วในเวลานั้น, เสียงเตือนข้อความเข้าในโทรศัพท์มือถือดังติดต่อกันหลายครั้ง และส่วนใหญ่มันไม่ใช่ของผม เพราะในระหว่างที่ใครๆ ฉลองวันสุดท้ายของปี และยินดีกับวันแรกของอีกปีนั้น ผมนั่งอยู่บนรถที่กำลังมุ่งตรงกลับเข้าเมืองหลวง ชีวิตผมอาจจะสวนทางกับใครอีกหลายคน บางคนกำลังรอรถที่จะโดยสารกลับบ้านต่างจังหวัด ในขณะที่ผมกำลังโดยสารรถนั้นจากต่างจังหวัดกลับเข้ากรุง อันที่จริง ชีวิตผม…ก็มักจะสวนทางกับใครๆ อย่างนี้อยู่ทุกบ่อย และมันก็บ่อยเสียจนรู้สึกว่า                

โลกของเราหมุนไม่ตรงกัน…                

ผมไม่ได้เหงาเป็นประจำซ้ำซาก เพียงแต่เป็นบางห้วงแห่งเวลา และผมชินชากับมันแล้ว แค่บางครั้งผมรู้สึกว่าความเหงามันเยี่ยวใส่ผมในบางอารมณ์ที่ผมไม่อยากถูกน้ำ เท่านั้นเอง                

อยู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ เลขหมายที่ไม่มีในเมมโมรี่ของมือถือ… ใครบางคนโทฯ มาหา ใครบางคนที่จะว่าไปแล้ว ผมก็ยังนึกหน้าไม่ออกด้วยซ้ำ เธอเข้ามาในชีวิตผมอย่างไรและเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมจำไม่ได้หรืออาจจะไม่ได้จำ นั่นเพราะเธอสำคัญไม่พอที่จะจำ อืมม์ ไม่ใช่สิ, เธอไม่ใช่ผู้หญิงโดดเด่นในรูปหน้า บุคลิก นิสัยใจคอ หรือน้ำเสียง จนทำให้ต้องจดจำ…เว้นแต่อาชีพของเธอเท่านั้นที่ทำให้ผมจำได้ เธอเป็นทหาร – ทหารผู้หญิง และเธอเป็นนักเขียน – เป็นทหารและเป็นนักเขียนด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมพอจะปะติดปะต่อได้ถึงลักษณะท่าทาง ท่วงทีและคำพูดคำจาของเธอ แต่…                

ผมก็ยังนึกหน้าเธอไม่ออกอยู่ดี                

อยู่ตรงไหนของโลกใบนี้หรือ                

นั่นเป็นประโยคแรกที่เธอทักทายและไถ่ถาม หากเป็นคนอื่นก็คงพูดว่า สวัสดีค่ะ สบายดีมั้ยคะ ทำอะไรอยู่คะ ฉลองปีใหม่ที่ไหนเอ่ย แต่อาจเพราะเธอถูกสอนมาอีกแบบหนึ่ง คือตรงไปตรงมา ชัดเจน รวบรัด ได้ใจความ คำถามของเธอจึงดูประหลาดในโลกประหลาดๆ ของผม… แต่ผมก็ไม่ได้ตอบเธอไปแบบประหลาดๆ อย่างที่คิดเอาไว้หรอก….                 

อยู่ใต้ฟ้าผืนเดียวกันนี่แหละ แค่ห่างออกมาอีกราวๆ ร้อยกิโลเมตรเท่านั้น                

นั่นเป็นประโยคที่คิด แต่ไม่ได้พูด เพราะหากผมพูดออกไป เธอคงแปลกใจ ดูเหมือนเธอจะเป็นผู้หญิงขี้แปลกใจคนหนึ่งในโลกของผม… โลกของผมมักจะมีผู้หญิงขี้แปลกใจอยู่หลายคน บางคนมักขึ้นต้นคำถามด้วยคำว่า ทำไม ทำไม และทำไม ซึ่งหลายครั้งผมเองก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมเธอต้องทำไม ด้วย – -                

ผมอยู่บนรถทัวร์ กำลังจะเข้ากรุงเทพฯ อีกไม่นานก็ถึงแล้ว                

นั่นต่างหากที่พูดออกไป                

 นึกว่าอยู่กรุงเทพฯ จะชวนไปถ่ายรูปพลุไฟปีใหม่                

 ผมชอบถ่ายรูป เธอคงรู้ว่าผมชอบถ่ายรูป ครั้งนั้นที่เราเจอกันซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกัน ผมถือกล้องเที่ยวเดินท่อมๆ ถ่ายรูป และไม่สนใจใครเท่ากล้องถ่ายรูปและรูปที่ถ่าย เราทักทายกันนับคำ นับประโยคได้ ผมรู้สึกว่าเธอไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ในเวลานั้น หรือบางทีอาจจะเพราะเพิ่งรู้จักกัน เธอจึงไม่รู้จะวางตัวเองไว้ตรงไหน ปฏิบัติตัวกับคนอื่นยังไง ดูๆ ไปก็แปลกดี…                

และแปลกดีที่เธอจำผมได้ ทั้งๆ ที่มีผู้คนมากมายในเวลานั้น  - -               

หลังจากนั้นมาเราก็ไม่ได้เจอกันอีก, เธอเจอกับเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่ม ผมเองก็เจอกับเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันนั้น เพียงแต่               

เวลาของเราหมุนไม่ตรงกัน…                

กลุ่มเพื่อนๆ ที่มาพบกันเพราะมีบางอย่างไม่ต่างกัน มีหลายอย่างเหมือนๆ กัน ในบางวาระเวลาพวกเราจึงพาตัวเองมาพบกัน เพียงเพื่อนั่งจิบกาแฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา อ่านหนังสือเล่มที่ยังอ่านค้างอยู่ คุยกันถึงหนังเรื่องที่เพิ่งไปดูมา อวดรูปศิลปินคนโปรด หรือกระทั่งฟังเพลงจาก MP3 ในโลกส่วนตัว… แต่พวกเราจะนั่งอยู่อย่างนั้นด้วยกันนานๆ เสมอ, บางครั้ง… พวกเราก็ไม่คุยกัน พื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน ไม่กว้างนัก แต่ก็ไม่คับแคบจนไม่มีที่ว่างพอสำหรับคนอื่น เราเปิดประตูโลกส่วนตัวของเราเสมอ ถ้าหากมีใครบางคนเคาะมัน…                

เมื่อคนเหงาสองคนมาพบกัน พวกเขาเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต                 

จากหนังสักเรื่อง, ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าชื่ออะไร ผมไม่ค่อยจำชื่อหนัง ไม่ค่อยจำอะไร นอกจากถ้อยความที่บางครั้งมันสะกิดใจ บาดลึกความรู้สึกเหมือนประโยคนั้นมันถูกสร้างมาเพื่อผมโดยเฉพาะ ยังไง ยังงั้น อย่างเช่น ไม่ใช่คนที่ใช่ก็ไม่ใช่ ผมจำไม่ได้หรอกว่ามันมาจากหนังเรื่องอะไร บางทีมันอาจจะไม่ได้มาจากหนังสักเรื่อง แต่อาจจะมาจากใครสักคน…                

โทรฯ หาคนอื่นแล้ว ไม่มีใครอยู่กรุงเทพมหานคร                

น้อยคนนักที่ผมรู้จัก หากเมื่อต้องเอ่ยประโยคคำพูดออกมาแล้วจะทำให้สะดุดหู แต่เธอเป็นอย่างนั้น เธอเรียก กรุงเทพฯ ว่ากรุงเทพมหานคร เรียกวันพฤหัสฯ ว่าวันพฤหัสบดี และเรียกเดือนกรกฎาฯ ว่าเดือนกรกฎาคม นั่นทำให้เธอไม่ค่อยเหมือนใครในกลุ่มนัก…                

 ผมอาจจะกลับไปถึงดึก พลุไฟคงไม่มีแล้ว”                

ผมแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้ว ผมจะพาความเหงาและความโดดเดี่ยวไปเดินเที่ยวที่ไหนต่อ, เวลาอย่างนี้ ใครๆ ก็มีเพื่อนทั้งนั้น ยกเว้นผม                 

ผมไม่ได้เลือกที่จะโดดเดี่ยว แต่บางครั้งความโดดเดี่ยวก็เลือกผม                       

แล้ว…ทำอะไรอยู่                

เมื่อเธอเงียบไป จึงเป็นจังหวะที่ผมได้โอกาสตั้งคำถาม รถยังแล่นไปข้างหน้า พระจันทร์ข้างหน้าต่างวิ่งตามมา รถหยุด พระจันทร์ก็หยุด บางครั้งพระจันทร์ซ่อนตัวในกลุ่มเมฆแล้วโผล่หน้าออกมายิ้มให้อีกครั้งเมื่อผ่านกลุ่มเมฆไป… พระจันทร์ขี้เล่น – ผมอยากเอาก้อนหินขว้างหัวพระจันทร์                

พระจันทร์หัวแตก เลือดจะไหลเป็นสีอะไรนะ…                

กำลังเขียนเรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่ง                

เธอตอบ- เธอเป็นทหารผู้หญิง และเธอก็เป็นนักเขียน…ในตอนนี้เธอจมตัวเองลงสู่หุบเขาของการเขียน เธอไม่เป็นทหารตอนที่เธอเป็นนักเขียน และเธอจะไม่เป็นนักเขียนถ้าตอนนั้นเธอเป็นทหาร…                

ก็แค่เครื่องแบบ… บางครั้งคนเราก็มักจะเป็นอะไรมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน…                 

ไม่ไปเที่ยวหรือ”                

ผมไม่มีคำถามดีๆ ในเวลาแบบนี้ จะว่าไปแล้วผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าคำถามดีๆ ควรจะเกิดขึ้นในเวลาไหน และอย่างไรที่เรียกว่าคำถามดีๆ ผมถาม เพราะไม่รู้จะถามอะไร ก็เท่านั้น…                

ไปแล้ว-กลับมาแล้ว ไปคนเดียว…เหงาไป                

เธอบอกอย่างนั้น ผมนึกภาพคนโดดเดี่ยวเดินคนเดียวในท่ามกลางผู้คนนับร้อยพัน สำหรับคนโดดเดี่ยวแล้วนั้น

ผู้คนมากมาย – - แต่เหมือนไม่มี               

ผมเข้าใจเธอ…แต่ผมก็ยังนึกหน้าเธอไม่ออกอยู่ดี                  

เธอเป็นคนแรกของปีที่ทักทายผม         นั่นเพราะเธอโทฯ มาในเวลาที่พลุไฟกำลังกระจายเกลื่อนอยู่บนท้องฟ้า ผมแปลกใจ, เธอจะชวนไปถ่ายรูปพลุไฟ แล้วทำไมต้องโทฯ มาชวนตอนที่พลุไฟอยู่บนฟ้าแล้วด้วย… นั่นเป็นอีกความประหลาดของผู้หญิงประหลาดๆ คนนี้                

ถ้าผมกลับไปถึงไม่ดึกนัก แล้วผมจะโทฯ ไปหา                

ผมจบบทสนทนาเท่านั้น และผมก็ไม่รู้หรอกว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วผมจะโทฯ หาเธอหรือเปล่า เพราะผมมักจะลืมในสิ่งที่ไม่คิดว่าน่าจะจำเสมอ อย่างน้อยผมก็มีข้ออ้างในการไม่โทฯ ว่า ผมกลับไปถึงดึกมากแล้ว ไม่อยากรบกวน บางที ไม่ใช่เพราะดึกมากแล้ว แต่เพราะความเหงาไม่อนุญาตให้ผมมีใครในเวลานั้นต่างหาก               

 แต่ก็นั่นแหละนะ…บางครั้งผมก็เอาชนะความเหงาได้บ้างอย่างภาคภูมิใจ ผมยิ้มเยาะให้กับความโดดเดี่ยวและความเหงาที่ยอมยกธงขาวเมื่อผมดันทุรังจะมีเพื่อน…                

ตีหนึ่งของวันที่หนึ่งเดือนหนึ่ง…                 

ผมอยู่ที่ขนส่งหมอชิต ไม่แน่ใจว่าดึกหรือยัง ก็เลยโทฯ มาถาม                

ไม่หรอก ไม่ดึกเกินกว่าที่จะฉลองปีใหม่และไม่ช้าเกินไปที่จะบอกส่งท้ายปีเก่า                

 ผมแค่อยากมีเพื่อนนั่งคุยกัน มันดึกไปสำหรับคนอื่น และอีกหลายคนก็ไม่มีพื้นที่ของเวลาสำหรับผม                

 ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน ถ้าหากไม่ทำให้คุณลำบากใจจนเกินไป                

 และอีกสามสิบนาทีต่อมาเราสองคนก็นั่งหย่อนขาลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยมีกระป๋องเครื่องดื่ม  แอลกอฮอลล์สีเขียวอยู่ข้างๆ ซึ่งจนถึงเวลานี้ผมก็ยังนึกหน้าเธอก่อนหน้านี้ไม่ออกอยู่ดี เธอนั่งเคียงข้างแต่ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเพิ่งเจอกันครั้งเป็นแรก                

ผมแอบหัวเราะเยาะให้กับความเหงาและความโดดเดี่ยวที่ทำอะไรผมไม่ได้ — สมน้ำหน้า                            

มันไม่ใช่ความผิดของใครเลย ที่คนเราจะเหงา                

 อยู่ๆ เธอก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา เป็นเพียงการเปรย เล่าให้ฟัง หรือตั้งคำถามก็สุดคาดเดา ผมเงียบ…                

ทำไม คุณไม่อยู่กับคนรัก                

เธอถามขึ้นหลังจากวางกระป๋องลงข้างตัว                

 ผมไม่มีคนรัก                 

แปลกดี ฉันไม่คิดว่าคุณไม่มีคนรัก                 

แล้วคุณล่ะ                

ฉันเพิ่งจะไม่มี                

เรามาเล่าเรื่องความรัก แลกกันฟังดีมั้ย                

ในเวลานั้นผมรู้ว่าความเหงาก็นั่งอยู่ข้างๆ นั่นแหละ และบางทีอาจกำลังคอยฟังเรื่องราวความรักของผมก็ได้                

 เพราะคนที่ผมเจอ ไม่ใช่คนที่ใช่                

มันเป็นข้อสรุปที่ผมพอจะนึกได้พอดีในจังหวะนั้น                

รู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่                

เพราะเราต่างกัน ต่างกันจนเกินไป เธอเป็นคนดีมากสำหรับผม แต่ไม่มีอะไรที่เราเหมือนกัน ไม่สิ, มีบางอย่างที่เราเหมือนกัน แต่มีหลายอย่างที่เราไม่เหมือนกัน เธอไม่รู้จักผมดีนัก โลกของผมซับซ้อนเกินไป บางครั้งผมเองก็ยังไม่แน่ใจเลยว่านี่เป็นแค่ความเหงาในห้วงระยะเวลาหนึ่ง หรือที่จริงแล้วมันคือส่วนหนึ่งของชีวิตผม   

 นั่นเพราะคุณไม่ได้รักเธอ, ถ้าคุณรักใครสักคน คุณจะไม่พูดแบบนี้ ความรักจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างและข้ออ้างก็จะไม่มี                 

แล้วคุณล่ะ”                

ผมย้อนถามเธอบ้าง                              

ฉันกับเขา- เราเหมือนกันจนเกินไป เราก็เลยไปด้วยกันไม่ได้ เรามีโลกส่วนตัวสูงเหมือนกัน เราไม่ชอบให้ใครเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาในโลกของเราโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตเหมือนกัน เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเราจะมีกำแพง และระหว่างเราจึงมักจะมีกำแพงต่อกัน นั่นเพราะเราบังเอิญเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในโลกส่วนตัวของอีกคน และที่สำคัญดูเหมือนระหว่างเรามีช่องว่างที่ต่างก็ไม่มีใครดึงมันเข้ามาหากันแล้วเย็บช่องว่างนั้นให้เป็นพื้นที่สำหรับเดินเล่น                

เพราะคุณรักเขาไม่มากพอ, ถ้าคุณรักเขามากพอ คุณจะเป็นคนเย็บช่องว่างนั้นด้วยตัวเอง               

แล้วความเหงาก็เข้าสิงเราทั้งคู่ เธอจมลึกลงสู่โลกส่วนตัว ผมเองก็ด้วยเช่นกัน เพียงแต่เป็นโลกของใครของมัน และเราต่างก็มีใครสักคนเป็นเพื่อนในเวลาที่ไม่คิดว่าจะมีใครสักคนเป็นเพื่อนอย่างเวลานี้ เข็มยาวของนาฬิกาเดินวนกลับมาที่เดิมสามรอบ นั่นทำให้เข็มสั้นเคลื่อนตัวอย่างอุ้ยอ้ายไปยังตัวเลขถัดกันสามตัว…  

ทุกอย่างก็จะผ่านไป เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เราเพียงแต่มานั่งฆ่าเวลาให้มันตายไป ความเหงาเท่านั้นที่เป็นเพื่อนถาวร                

ประโยคก่อนที่เธอจะลุกขึ้นและเดินจากไปเมื่อดื่มกินความเงียบของกลางคืนจนพึงใจ ผมยังไม่ลุกตามเธอไป ไม่มีเหตุผลที่ผมจะลุกตามเธอไป เพราะระหว่างเรา เป็นเพียงเพราะความเหงาเท่านั้นที่พาเรามาพบกัน และเมื่อถึงเวลาหนึ่งเราก็ต้องเดินจากกันไปบนหนทางชีวิตของตัวเอง ผมไม่รู้หรอกว่าเราจะได้พบกันอีกหรือไม่ และเมื่อไหร่ ไม่มีคำมั่นสัญญาว่าจะพบกันอีก ระหว่างเราก็เพียงแค่ เลื่อนขั้น จากสัมพันธภาพ เป็นมิตรภาพ แต่ยังไม่ก้าวไปไกลกว่านั้น นั่นเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น

 ผมไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้ของชีวิตจะเป็นอย่างไร ผมอาจจะยังไปดูหนังคนเดียว กินข้าวคนเดียว เดินทอดน่องท่องไปในท่ามกลางผู้คนมากมายนับร้อยพันในวันรื่นเริงคนเดียว…ผมอาจจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน อาจมีสักคนเป็นเพื่อน แต่ท้ายสุดแล้วผมก็ยังโดดเดี่ยว ให้ความเหงามันเยี่ยวใส่ผม หัวเราะเยาะผม…               

ผมขว้างก้อนหินใส่หัวพระจันทร์ แต่มันไม่โดนหรอก เพราะมีใครบางคนเอาหัวมารับแทน…                

เชีย…มึ-งจะโยนหาพ่อง-เรอะ          

      

ความเหงาไม่ทำให้ใครตาย แต่อาจมีบางคนหัวแตก… / 060120080845 

© Create by Chelie M. Harn Cooper > chelie416@yahoo.com > http://chelie.wordpress.com  

ระหว่างน้ำกับฟ้า

ระหว่างน้ำกับฟ้า…

ทำไมถึงเพิ่งมา เอาป่านนี้?

เคยไหม?…

ตามหาใครสักคนมาตลอดชีวิต
พบแล้ว…
กลับรู้สึกว่า….
ไม่อยากแตะต้อง
โลกของเขา…
ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว

“ฉันไม่มีอะไรเลยในชีวิต แม้แต่ ความหวัง”

แล้วเคยไหม?….มีใครคนหนึ่งในชีวิตตลอดมา
(แม้จะไม่ใช่คนที่ตามหา)
ไม่เคยรู้เลยว่า…
ความรู้สึกแท้จริงของอีกฝ่ายเป็นเช่นใด..
จนเมื่อวันหนึ่ง จากกันไป
จึงได้รู้ว่า….
แท้จริงแล้วนั้น
เรารู้สึกอย่างเดียวกัน…
แต่…
เราจากกันแล้ว….

« Newer Posts - Older Posts »