Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

หน่อไม้ต้มกะทิ

น่าจะเป็นเมนูที่แปลกสำหรับหลายคน,  ครั้งแรกสำหรับเรามันก็แปลกเหมือนกัน ^^  เมนูนี้ถ้าจำไม่ผิดคือ หน่อไม้ต้มกะทิ แต่เราไม่เคยเรียกชื่อนั้นเลย – เราเรียกแต่ “แกงสามเหม็น” ด้วยความที่มันประกอบร่างขึ้นจากของเหม็นสามอย่าง คือ กะปิ สะตอ ชะอม เค้าว่าเป็นอาหารของภาคใต้ – เราเคยกินครั้งแรก ก็ที่ร้านอาหารใต้ แต่ดูจากส่วนผสมแล้วมันมีน้อยและทำไม่ยาก เลยมาลองทำดู
ก็ตามภาพเลย  หน่อไม้สดต้ม, ชะอม, สะตอ, กะปิ, กะทิ, หอมแดง และกุ้งสด มีแค่นี้จริงๆ วิธีการก็ง่ายมาก แค่ตำหอมแดงกับกะปิ ตั้งหม้อต้มกะทิให้แตกมัน ตักเครื่องแกงลง เติมน้ำเปล่า ใส่กุ้งสดลงไป ให้สุกแล้วตามด้วยส่วนผสมที่เหลือ จากนั้นก็ ชิม และปรุงรส — จบ…

ง่ายมั้ย? ง่ายมาก อร่อยด้วย (ถ้าชอบนะ) แต่ถ้าไม่ถูกกับสะตอ หรือชะอมแล้วล่ะก็ อย่าลองเลย เหม็น
เมนูนี้จะทำเฉพาะฤดูฝน เพราะชะอม กับสะตอ หน่อไม้ จะสดมาก  —

ลองดู —

Advertisements

เทคโนโลยีนั้นเร็วเกินกว่าที่บางครั้งคนเราจะตามทัน, และโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็มีให้เลือกมากมายจนไม่รู้ว่าจะเลือกสื่อไหนมาเป็น “สังคมหลัก” ในการสื่อสารดี, การสื่อสารที่บางครั้งเราก็แค่อยากคุยกับตัวเอง หรือบางทีก็เพื่อนรอบๆ ข้างสักคนสองคน แต่ในอีกหลายคราวเราก็แอบอยากรู้เรื่องราวของชาวบ้าน ชาวช่อง — นี่ละมั้ง ชีวิตปกติของคนทั่วไป….

เราต่างก็ต้องการสังคม (สินะ)

กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปหลายปี, และกลับมาเพียงเพราะไปลองเปิดอีเมล์ ที่ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว จำรหัสเกือบไม่ได้ ต้องลองแล้ว ลองอีก หลายต่อหลายครั้ง, ที่จริง มีอีเมล์ ที่จำรหัสไม่ได้เลยอีกสองเมล์ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า สมัยก่อนนั้น เราสมัครอีเมล์ไว้ทำไมมากมาย —

แต่หลังจากที่เปิดเมล์นี้ดูอีกครั้ง สิ่งที่เราจำได้คือ “จดหมายถึงใครคนหนึ่งที่ยังไม่ได้เจอกันในวันนั้น” เราเขียนแล้วก็ส่งไปยังอีกเมล์นึง บอกเล่าเรื่องราวชีวิต ความเป็นไป เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งในอนาคตที่เราจะได้พบเจอกับคนคนนั้น – เราจะให้พาสเวิร์ดเขาไป แล้วบอกเขาว่า “ระหว่างที่เราไม่ได้พบกันนั้น – เรามีเรื่องราวมากมายเล่าให้ฟังในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นี้” ตอนนั้น — มันฟังดูโรแมนติกเป็นบ้า,

แต่ตอนนี้ — ชีวิตจริงที่เราอยากจะย้อนกลับไปแล้วบอกกับตัวเองว่า
“รู้อย่างนี้ ไม่เสียเวลาเขียนจดหมายหรอก”

โลกเรา, มันก็เป็นแบบนี้แหละ เนาะ
ปล. ถ้ายังอยู่แถวนี้ — ว่างๆ มาคุยกันนะ สัญญา จะกลับมาบ่อยๆ

Chelie M. Harn Cooper 16.07.18 วันหวยกินอย่างเป็นทางการ

หมาข้างถนน นอนตาย ไส้ทะลัก สมองกระจาย สันนิษฐานว่าคงตายมาไม่ต่ำว่าเจ็ดชั่วโมง แมลงวันเริ่มบินว่อน รถราที่ผ่านไปมาหาได้ใส่ใจกับผลงานของเพื่อนร่วมใช้เส้นทางแม้สักน้อย บ้างที่เหลือบไปเห็นพอดีก็ต้องรีบเบือนหน้าหนีจากภาพที่ชวนอาเจียนนั้น

แต่ใครจะรู้บ้างว่าในช่วงเจ็ดแปดชั่วโมงก่อนหน้านี้ขณะที่มันยังมีชีวิตอยู่ มันได้เผชิญกับอะไรมาบ้าง ชีวิตของหมาข้างถนน ต้องหากินตามถังขยะ คุ้ยเขี่ยเศษอาหารที่ผู้คนทิ้งขว้างเพื่อประทังชีวิตไปวัน-วัน ทนกับการถูกไล่ ถูกด่า ชีวิตหมา หมา ที่ไม่มีค่าตั้งแต่เกิดจนตาย

แสงแดดที่ร้อนระอุแผดกล้าเหมือนจะบาดผิดกายให้หลุดขาด ผมเดินผ่านซากหมาตายไปอย่างไม่สะทกสะท้านกับภาพและกลิ่นที่กระทบตาและจมูก หากเป็นบางคน คงรีบจ้ำอ้าวเพื่อให้พ้นจากอาณาบริเวณของกลิ่นอันชวนอาเจียนนั้น นึกเปรียบเทียบกับตัวเอง ผมต่างอะไรจากหมาข้างถนนตัวนั้น…

จำความได้ก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว แต่ด้วยความมุมานะ ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาหรอก ผมจึงมีโอกาสได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้ในเวลานี้ได้ จะว่าไป ผมก็ไม่แน่ใจนักว่านี่คือความต้องการที่แท้จริงในชีวิตหรือเปล่า สังคมที่ผมอยู่มันช่างเหมือนโรงละครโรงใหญ่เสียนี่กระไร ทุกคนต่างปั้นหน้า เสแสร้ง แสดงบทบาทของตนอย่างสุดความสามารถ ประเภทพวกมากลากไป ใครดีใครได้ มือใครยาวสาวได้สาวเอา แม้นั่น จะเหยียบหัวใครขึ้นไปก็ไม่ได้ใส่ใจ

แรกทีเดียวผมก็ไม่ต่างกันนักกับเขาเหล่านั้น ผมจูงใจด้วยวาจา แม้บางครั้งต้องโกหกหลอกลวงเพื่อขายสินค้าให้ได้ ลูกค้าอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าถูกหลอก แน่นอนว่าผมเป็นนักการตลาดที่หลักแหลม เมื่อขายสินค้าได้ก็หมดความรับผิดชอบต่อไปก็โยนหน้าที่ให้ฝ่ายเซอร์วิสรับไป มันไม่ยากเย็นนักที่จะผลักภาระให้พ้นตัว แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เริ่มหันมองตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ มันถูกต้องละหรือ เมื่อเราต้องเป็นผู้ซื้อบ้างและถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างที่เคยทำกับคนอื่น ผมเริ่มรังเกียจการกระทำของตัวเองและรอบข้าง มันอาจจะเป็นการพาลเกเรอย่างไม่เข้าท่าที่โยนความผิดให้กับสังคมเมื่อหน้าที่การงานเริ่มถึงทางตัน เพราะไม่รู้วิธีประจบ สอพลอ ความก้าวหน้าของงานจึงเป็นไปอย่างเอื่อยเฉื่อย มันทำให้ผมพลอยเฉื่อยไปด้วย พักหลัง ผมจึงเพียงขายสินค้าให้ได้ไม่ต่ำว่าเกณฑ์ แต่ไม่เคยทำให้ได้สูงกว่าเกณฑ์เท่าใดนัก ผิดกับบางคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ยอดขายทะลุเป้า ผมเองก็คร้านที่จะไปแข่งขันกับใคร บ่อยครั้งที่ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ผมไม่มีใครให้ปรึกษาหรอกเพราะผมไม่มีพ่อแม่และไม่มีเพื่อน ผมจึงมีคำถามเพื่อที่จะถามตัวเองและให้คำตอบกับตัวเองโดยไม่มีความคิดเห็นจากคนอื่น แต่มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งของผม…สุขกับการไม่มีใครใยดีชีวิต

ผมเพิ่งกลับจากการไปหาลูกค้าเพื่อเสนอขายสินค้าตัวใหม่ในช่วงโปรโมชั่น สินค้าต้องใจผู้ซื้อและผมก็ขายได้อย่างไม่ต้องเปลืองน้ำลายมากนัก อาจจะเพราะการโฆษณาของทางบริษัทด้วยก็เป็นได้การเจรจาจึงเป็นไปด้วยความง่ายดายและรวดเร็ว และนี่เองทำให้ผมได้มีเวลาเตร็ดเตร่ชมความวุ่นวายของเมืองหลวงได้อีกพักใหญ่

เชิงสะพานลอย มีขอทานซูบๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ ตรงหน้าไม่มีแม้ถ้วยพลาสติกสำหรับผู้ใจบุญสุนทานหย่อนเหรียญสักเหรียญ หากสองมือนั้นต่างหากที่แทนความค่นแค้นอย่างแสนสาหัส ผมไม่ชอบขึ้นสะพานลอย มิใช่รังเกียจขอทานเหล่านั้นหรอก ผมเพียงแต่เวทนา และเมื่อเดินผ่านไปก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบแลมาอีกครั้ง และนั่น จะทำให้ผมครุ่นคิดไปได้ทั้งวันถึงความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคม

จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยรับจ้างแจกใบปลิวหาเสียงของผู้ลงสมัครเลือกตั้ง ครั้งนั้นเองที่มีโอกาสได้สัมผัสกับขอทานอย่างจริงจัง ความเหนื่อยล้าจากการยืนแจกใบปลิวค่อนวันทำให้ผมหลบแดดร้อนไปนั่งพักใต้ร่มไม้ที่มีผู้นั่งอยู่ก่อนแล้ว ชายชราขาพิการทั้งสองข้าง อาศัยพยุงร่างด้วยลำแขนทั้งสองที่บัดนี้ต้องกลายเป็นทั้งแขนและขาโดยปริยาย หนำซ้ำดวงตาทั้งสองข้างยังบอดสนิทอีกด้วย

ชายแก่เริ่มบทสนทนาเมื่อรู้ว่ามีคนมานั่งข้างๆ

“นั่นเขากำลังทำอะไร” เมื่อตามองไม่เห็นก็ได้อาศัยการรับรู้จากการเงี่ยหูฟังคำปราศรัยของผู้ลงสมัครหาเสียงเลือกตั้งผู้แทน

“หาเสียงเลือกตั้งไงลุง”

“ก็เห็นเพิ่งจะเลือกกันไปไม่นานมานี่เองไม่ใช่รึ” แปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ชายขอทานรู้เรื่องการเมือง

“เขายุบสภาแล้วก็เลยเลือกตั้งใหม่” ผมตอบ

“งั้นรึ”

“การเมืองก็งี้แหละลุง เป็นเกมหลอกเด็ก” ผมคร้านจะอธิบายมากเพราะรู้ดีว่าการเมืองของไทยเป็นอย่างไร ผมเริ่มเปลี่ยนเรื่องสนทนา

“ขอโทษเถอะลุง อย่าหาว่าผมแส่เลยนะ ลุงไปโดนอะไรมาหรือถึงได้เป็นอย่างนี้” จะด้วยเพราะนิสัยช่างอยากรู้อยากเห็นของผมหรือจะเพราะอะไรก็ตามแต่ ผมก็โพล่งออกไปด้วยความที่ยั้งปากไว้ไม่ทัน

“เอ็งอยากรู้จริงหรือวะ ก็ได้.. ถ้าเอ็งอยากรู้ข้าก็จะเล่า” แล้วเรื่องราวชีวิตของชายชราก็พรั่งพรูเหมือนน้ำหลาก

สี่สิบกว่าปีให้หลังเขาเป็นชายฉกรรจ์ที่แข็งแรง เป็นลูกชาวนาที่อดทน เมื่อถึงคราวเกณฑ์ทหาร ก็ได้เข้าประจำการรับใช้ชาติอยู่สองปีและสมัครเป็นทหารชายแดนต่อหลังปลดประจำการ และสาเหตุที่ทำให้ร่างกายพิการก็เนื่องมาจากการโดนกับระเบิดเมื่อครั้งเป็นรั้วของชาตินี่เอง ผมเหลือบมองเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ มันเก่าคร่ำคร่าเปรอะเปื้อนมอมแมมเสียจนทำสีเดิมแทบไม่ได้ ลายเขียวๆ ปนน้ำตาลเข้มนั้นจางลง ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นชุดที่มีเกียรติ ผมไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมขอทานคนนี้จึงรู้เรื่องการเมือง บ่ายนั้นเพื่อนกินข้าวของผมจึงคือชายแก่ขอทาน กับบรรยากาศใต้ร่มไม้กลางกรุง และบทสนทนาก่อนร่ำลาของชายแก่คือ

“แล้วอย่างข้า เลือกตั้งกับเขาได้ไหมวะ” เท่านั้นเองที่ทำให้ผมจุกขึ้นอก เพราะผมก็ให้คำตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ขอทานแก่ๆ ตาบอดและขาขาดจะเลือกตั้งกับเขาได้ไหม.. ผมหมายถึงสิทธิความเป็นคน เขายังมีเหมือนคนอื่นอยู่หรือเปล่า?

ผมสะบัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปเมื่อข้ามสะพานลอยมายังอีกฟากหนึ่ง ข้างๆ กำลังสร้างตึกใหม่ เครนยกแผ่นปูนขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตึก ผมแหงนมองคอตั้งบ่า นึกในใจ เหมือนกำลังต่อเลโก้ ตึกน้อยใหญ่รูปร่างแตกต่าง มองๆ ไปก็เหมือนตัวต่อพลาสติก ของเล่นที่เด็กๆ ชอบ ไม่หรอก… เมื่อยังเด็กผมไม่เคยรู้จักหรอกว่าเลโก้คืออะไร อย่าว่าแต่เลโก้เลย แม้แต่ของเล่นพื้นๆ ที่หาได้ง่ายๆ ผมยังไม่มีปัญญาจะได้เล่น โตแล้วนี่เองหรอกที่ผมขวนขวายเสาะแสวงหาของเล่นเด็กมาเสียเต็มห้องเพื่อทดแทนในสิ่งที่ผมไม่เคยมีในวัยเด็ก หลายคนหาว่าผมบ้า บ้างก็ว่าสมองถดถอย ผมก็นิ่งเสียเพราะเบื่อหน่ายที่จะต่อความ อย่างน้อยมันก็เป็นความสุขของผมและมันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

โลกของผมไม่มีใครเข้าถึงและผมก็หับประตูเสียสนิท ไม่มีแม้สักคนที่จะเยื้องย่างมาทำความรู้จัก “ชีวิต” ของผมอย่างจริงจัง จะมีบ้างก็เพียงผ่านมา แล้วเลยไป บนหนทางสายชีวิตของตัวเอง แม้ผู้หญิงที่เคยรักที่สุดและคาดหวังว่าเธอจะเป็นทุกอย่างที่ผมไม่มี สุดท้ายเธอยังไป ตอนนั้นผมเหมือนคนบ้า ไม่เป็นอันกินอันนอน พลอยทำให้เสียการเสียงานจนเจ้านายเรียกไปตักเตือน และเป็นผลมาจนบัดนี้ ผมกลายเป็นคนไร้ความหวัง ไร้อนาคต มีชีวิตอยู่เพียงวันต่อวันเพื่อให้พ้นวันเท่านั้น ผมเกลียดการโกหก หลอกลวง เสแสร้ง แต่ผมต้องพบพานอยู่ทุกวี่วันกับสิ่งที่เป็นเหมือนหนามคอยทิ่มแทงใจอยู่ตลอดเวลา

เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า คนเราเกิดมาทำไม? เกิดมาเพื่ออะไร ท้ายสุดต้องสรุปคำตอบเองว่า คนเราเกิดมาเพื่อมีชีวิตอยู่และเรียนรู้ที่จะให้ชีวิตอยู่ให้คุ้มกับการเกิดมาเป็นคน… แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจ ว่าใช้ชีวิตคุ้มค่าหรือยัง

วิถีชีวิตที่ซ้ำซากจำเจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่ได้ทำให้อะไร อะไร พัฒนาขึ้นมามากกว่าที่เป็นอยู่สักเท่าใดนัก หนำซ้ำบางทียังรู้สึกถึงการถอยหลังเข้าคลองของตัวเองอีกด้วย ถ้าเปรียบเทียบสังคมเป็นเครื่องจักร ผมก็คงเป็นเพียงน็อตตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก แม้มันจะหลุดหายไปก็ไม่ได้ทำให้สังคมพังครืนลงมาแม้แต่น้อย

จึงไม่ใช่เรื่องยากนักที่ผมจะถีบตัวเองกระเด็นออกจากเมืองหลวง หลุดจากกรอบสังคมที่เคยอยู่เพื่อไปแสวงหาบางอย่างให้กับชีวิต

บนดอยสูง ยิ่งสูงยิ่งหนาว ผมดั้นด้นมาเพียงเพื่อจะหนีให้พ้นจากสังคมวุ่นวายที่ผมอยู่มาแต่เล็กแต่น้อย ผมเดินออกมาเฉยๆ ไม่มีใบลาออกและไม่ได้ถูกไล่ออก และกว่าใครในบริษัทจะรู้ว่าผมออกจากงานผมก็มายืนอยู่บนดอยสูงแห่งนี้เสียแล้ว บางครั้งก็ไม่ค่อยแน่ใจในการกระทำของตัวเองสักเท่าใดนัก บางทีผมก็นึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจที่มีความอดทนต่อความเป็นอยู่น้อยเหลือเกิน หากยังอยู่ บางทีเจ้านายอาจมองเห็นความเป็นคนเก่าคนแก่ของบริษัทและเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรผมก็มีเงินพอจ่ายเพราะตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน จะมีก็แต่บ้านเด็กกำพร้าที่ผมเติบโตมาเท่านั้นที่ผมต้องเจียดเงินเดือนทุกเดือนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเด็กกำพร้าที่นั่น แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ส่งเงินให้บ้านเด็กกำพร้าแล้ว บนดอยสูงแห่งนี้ เงินไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิตมากนัก ผมมีความสุขกับการเป็นครูสอนหนังสือเด็กชาวเขา ที่นี่มีครูอาสาอยู่ก่อนแล้วคนหนึ่ง เธอเป็นผู้หญิงที่ผมยกย่อง เธอแกร่งกว่าผู้หญิงหลายคนที่ผมรู้จัก เราพูดคุยถึงเรื่องความต้องการที่แท้จริงในชีวิต เธอมาอยู่บนดอยเพราะอุดมการณ์ บางครั้งผมเองก็ตกใจเมื่อเธอพูดถึงอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เธอไม่ปรารถนาที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงอาชีพที่เธอทำอยู่ หากเธอต้องการเพียงเป็นคนธรรมดาที่มีคุณค่าบนดอยสูงแห่งนี้เท่านั้น

ผมอยู่บนดอยเสียพักใหญ่ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่มีอะไรดีขึ้น แน่นอนว่าผมอยู่ที่นี่สบายใจมากกว่าอยู่ในเมืองหลวง ผมไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปแข่งขันกับใคร ไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการขึ้นรถเมล์ที่ยังจอดไม่สนิทแล้วกระชากรถออกอย่างไม่ปราณีปราศรัยผู้โดยสาร และผมก็ไม่ต้อง-ไม่ต้อง อะไรอีกหลายอย่าง บนดอยทำให้ผมใจเย็นเพราะอากาศเย็น แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องไปจากที่นี่ เหมือนหัวใจมันแสวงหาไม่มีที่สิ้นสุด หาทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าหาอะไรและหาไปทำไม วันที่ผมลงจากดอย เธอมาส่ง

“เคยคิดว่าจะมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ร่วมชีวิต แต่แล้วก็ต้องกินอุดมการณ์เพียงลำพัง เหมือนเคย” ไม่มีแววเย้ยหยันในดวงตาและน้ำเสียง ไม่มีการแสดงออกว่าเสียใจสำหรับการจากลาของผม เธอไม่มีน้ำตา นอกจากรอยยิ้มที่แตะแต้มใบหน้า

ผมนั่งรถไฟข้ามวัน ข้ามคืนมาจนไกลและแน่ใจว่าอยู่อีกภาคหนึ่งของเมืองไทย ผมกลายเป็นคนพเนจรไปเสียแล้ว ผมกำลังค้นหาตัวเอง แต่ก็ยังไม่พบ..ในสิ่งที่หา ผมอาจจะค้นหาในสิ่งที่หายไป หรือสิ่งที่ไม่เคยได้ นี่คือปัญหาที่ผมเผชิญอยู่ ผมอาจจะไม่รู้จักตัวเองเลยก็ได้จึงทำให้ผมตัดสินใจให้อนาคตตัวเองแบบนี้

แล้วในที่สุดผมก็หยุดสิ่งต่างๆ ทั้งปวงไว้ที่นี่ เมื่อมีโอกาสได้มาอยู่กับชาวเล ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยทะเลเป็นบ้าน เป็นแหล่งทำมาหากิน และเป็นชีวิต พวกเขาด้อยโอกาสทางสังคม ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีสิทธิเลือกผู้แทนและไม่มีการศึกษา เด็กน้อยชาวเลตัวดำกร้านแดด ใคร่เรียน ใครรู้ แต่ไม่มีใครที่จะให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ ไม่มีใครที่จะเสียสละความสุขสบายส่วนตัวมาทนลำบากกับท้องทะเลที่ไร้อนาคต ไม่มีบุคคลผู้กินอุดมการณ์เป็นอาหารหลักคนใดนึกถึงชาวเล ผมเอง ไม่ใช่มนุษย์อุดมการณ์ แต่ผมหมดความ “อยาก” ที่จะดิ้นรนและแสวงหาความสบายอันไม่จีรัง มาออยู่อย่างถาวรกับคนเลที่นี่ และผมก็ได้รู้แล้วว่า สิ่งที่ผมค้นหาอยู่คืออะไร และแน่ใจว่าคุ้มค่าแล้วกับการมีชีวิตอยู่ ผมทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคมชาวเลที่อาศัยอยู่ อย่างน้อยผมก็รู้ว่าตัวเองมีค่า และถ้าหากว่าผมตาย ผมก็แน่ใจว่าผมจะตายอย่างมีค่า ไม่ใช่ตายอย่างหมาข้างถนน… /

หมายเหตุ : เ็ป็นเรื่องสั้นที่เขียนไว้ราวปี 2550 ส่ง รวมเล่มประกวด Thailand Indy awards 2008 (9 ม.ค. 51)

ฝันซ้อน

ศรัทธาในพุทธศาสนามันละลายไปกับลมตั้งแต่เจอประโยค “จะไปไหนโยม ฟังเทศน์แค่ไม่กี่นาทีก็ลุกหนีเลยเหรอ… แหน่ะ พระพูดยังไม่หันหลังกลับมาอีก” ครั้งนั้นเป็นการถูกบังคับให้ไปฟังเทศน์เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลกับชีวิต

แน่นอน เธอศรัทธาในพุทธศาสนา – เกิดมาเธอก็นับถือศาสนาพุทธแล้วโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาถามว่าต้องการหรือไม่, นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเธอเต็มใจที่จะสวดมนต์ ไหว้พระ เชื่อในบาปบุญคุณโทษ เชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อในเรื่องนรก สวรรค์ และเชื่อว่าศีลห้าคือธรรมมะขั้นพื้นฐานที่หากปฏิบัติได้จริงแล้วนั้นจะช่วยลดปัญหาต่างๆ ในสังคมได้ – –

เธอพยายามรักษาศีลห้า แต่จะมีพลาดบ้างในข้อห้าก็ยังถือว่าเป็นการผิดศีลที่ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้ เธอยอมรับว่าเธอเป็นเพียงชาวพุทธธรรมดา ไม่ได้เข้าวัดเข้าวาเป็นกิจวัตร แต่ถ้าจำเป็นต้องไปหรือถ้าอยากไปวัดทำบุญเธอก็ไป, ไม่ได้ยึดมั่นว่าต้องวันสำคัญทางศาสนา หรือว่าต้องสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน ตื่นเช้าต้องตักบาตร –

เธอไม่เคยใส่ใจในปัญหาของวัดและพระเกินกว่าการรับรู้ รับฟังข่าวคราวจากสื่อที่บังเอิญเปิดเจอ ไม่ว่าจะเป็นพระสึกเพราะสีกา พระร่ำรวยเกินกว่าที่พระควรจะรวย พระนั่งในวงไฮโล หรือข่าวอื้อฉาวต่างๆ นาๆ เธอไม่ได้ใส่ใจมากไปกว่ารับรู้, ไม่ตัดสินผิดถูกในการกระทำนั้น แม้จะเคลือบแคลงอยู่บ้างว่า เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเจตนาต้องการทำลายศาสนาพุทธซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาสนาประจำชาติของใครหรือไม่ เมื่อสิ่งสำคัญของประเทศไทยคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่ก็นั่นแหละ – – คิดไปคิดมาก็คิดมากเปล่าๆ แค่เรื่องราวของตัวเองก็วุ่นวายจะแย่

กระทั่งถึงวันเข้าพรรษาวันสำคัญทางศาสนาที่ผู้คนทั้งประเทศต่างก็พร้อมใจกันเข้าวัดทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต และเธอเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น – เปล่าเลย, เธอไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องไปวัดในวันสำคัญทางศาสนานี้ เพียงแต่มันเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง เธอจึง “หลับตาจิ้มแผนที่ประเทศไทย” แล้วเดินทางไปพักผ่อนสบายอารมณ์ที่จังหวัดนั้น ระหว่างเดินทางเธอก็แวะบิ๊กซีซื้อชุดสังฆทาน พร้อมดอกไม้ธูปเทียน และชุดไฟนีออนอีกสองชุด บอกกับตัวเองว่า – ไหนๆ ก็วันพระแล้วนี่นะ ทำบุญสักหน่อยจะเป็นไรไป
สำหรับเธอแล้ว วัดก็คือวัด ไม่ว่าจะอลังการใหญ่โต หรือเล็กเพียงศาลาเดียวขอเพียงที่นั่นเรียกว่าวัดเธอก็สามารถเข้าไปทำบุญได้ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เธอบอกกับตัวเองว่า เธอจะเข้าไปทำบุญถวายสังฆทานในวัดที่สาม หลังจากผ่านกิโลเมตรที่สองร้อย และเป็นวัดที่ไม่อยู่ติดริมถนน – – อืมม์ เป็นเงื่อนไขที่ดูยุ่งยากไม่น้อย แต่ก็เป็นเรื่องสนุกกับการลุ้นเป้าหมายอยู่ไม่น้อย

กิโลเมตรที่สองร้อยสิบสาม เลี้ยวซ้ายตามป้ายไม้ผุๆ เก่าๆ เข้าไปในทางลูกรังอีกแปดกิโลเมตร ข้ามห้วยไปสองสะพาน ก็พบกับวัดป่าเชิงเขาที่เกือบรถยนต์เข้าไม่ถึง ในวัดมีพระจำพรรษาอยู่สามรูป เป็นพระอาวุโสที่น่าจะเป็นเจ้าอาวาส และพระหนุ่มรูปงาม หุ่นดีท่าทางเหมือนพระบวชใหม่ยังไม่สิ้นกลิ่นฆราวาส อีกรูปเป็นสามเณรอายุราวสิบขวบ นั่งนบนอบอยู่ด้านหลังพระผู้ใหญ่ หลวงตาเล่าว่าที่นี่เป็นวัดป่าที่ห่างไกลความเจริญมากเพราะอยู่ติดชายแดนตะวันตก ห่างออกไปไม่ถึงสิบกิโลเมตรจะเป็นเขตของพม่า ประชาชนส่วนหนึ่งที่มาทำบุญก็มาจากฝั่งนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ และมีฐานะยากจน พระเสียอีกที่ได้ฉันอาหารดีๆ นั่นเพราะชาวบ้านมักทำอาหารดีๆ ถวายพระ ขณะที่ตัวเองนั้นรับประทานอาหารแบบตามมีตามเกิด หญิงสาวถวายปัจจัยพร้อมดอกไม้ธูปเทียน หลอดนีออน และสังฆทาน จากนั้นหลวงตาก็ให้ “พระหนุ่ม” พาเธอไปที่โบสถ์เพื่อไหว้พระประธาน เพราะสามเณรต้องอยู่ล้างจานและทำความสะอาดพื้นที่บริเวณหลังจากพระฉันแล้ว

“หลวงพี่อยู่ที่วัดนี้มานานแล้วหรือคะ”

“สามวัน”

“หา หลวงพี่เพิ่งจะบวชเหรอคะ มิน่าผิวใสยังกับหนุ่มเมืองกรุง” พระหนุ่มคิ้วขมวด กระชับจีวร เธอแอบเบะปากไม่ให้พระเห็น – นั่นไม่ใช่คำชม แต่เป็นความอิจฉาเล็กๆ น้อยๆ ในความหล่อใส ผิวดีมีออร่าของพระหนุ่มต่างหาก
หญิงสาวจุดธูปเทียน วางดอกไม้ กราบพระประธานองค์ใหญ่ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยแกะสลักด้วยไม้สักทองยึดชิ้นไม้ให้ติดกันด้วยการเข้าเดือย สูงราวสองเมตร รายรอบด้วยพระพุทธรูปขนาดต่างๆ พระหนุ่มยืนอยู่ห่างๆ เมื่อเธอกราบพระเสร็จแล้วจึงเดินออกมานอกศาลา

“ว่าแต่… ทำไมหลวงพี่ถึงเลือกมาบวชที่วัดนี้ล่ะคะ”

“ผม… เอ่อ อาตมาไม่ได้เลือกหรอก คุณแม่ เอ๊ย โยมแม่เป็นคนเลือกให้น่ะ”

“อืมมม์ แสดงว่าหลวงพี่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองอ่ะดิ เลยต้องให้โยมแม่เป็นคนเลือก”

“หือ”

“ล้อพระเล่น บาปป่าวคะ?”

“แล้วโยมล่ะ ทำไมถึงเลือกมาทำบุญที่นี่ วัดนี้ห่างไกลความเจริญมากนะ ต้องตั้งใจมาจริงๆ ถึงจะมาได้”

“ดิฉันหลับตาจิ้มแผนที่มาค่ะ”

“งั้นก็ถือว่าชาติก่อนทำบุญไว้ที่นี่ ชาตินี้ก็เลยมีโอกาสได้มาทำบุญที่นี่”

“ชาติก่อนของดิฉัน ที่นี่สร้างแล้วเหรอคะ”

“โยมนี่ เถียงคำไม่ตกฟากเลยนะ แบบนี้ระวังตายไปปากเท่ารูเข็มนะ”

“ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้โป้ปด ไม่ได้ผิดลูกผัวใคร และไม่ได้ขโมยของใคร ไม่บาปหรอกค่ะ”

“บาปกรรมมันไม่ได้มีแค่นั้น แต่การที่โยมสามารถรักษาศีลห้าได้ เอ…. แต่ที่นับดู มันยังไม่ครบห้านะ”

“เถอะค่ะ ต่อให้ดิฉันดื่มสุราก็ไม่เคยไประรานหรือทำให้ใครเดือดร้อน ดื่มโดยรู้สติ เมาแล้วกลับหลับเป็นตาย แบบนั้นน่ะค่ะ”

“แต่มันก็ทำลายสุขภาพไม่ใช่หรือ”

“ก็จริงค่ะ แต่ช่างมันเถอะค่ะหลวงพี่ ว่าแต่ที่วัดนี่มีพระเณรแค่สามรูป ไม่เหงาเหรอคะ ถ้าหลวงพี่อยู่ในเมือง หลวงพี่จะมีอินเทอร์เน็ตใช้ รับรองได้ว่ามีเพื่อนเพียบ หรือไม่ก็รับกิจนิมนต์บ่อยๆ เก็บตังค์แป๊บเดียวซื้อไอห้าได้เลยนะหลวงพี่”

“โยมจะเดินดูอะไรแถวนี้ก่อนมั้ย อาตมาขอตัวไปกวาดลานวัดก่อน”

“อ้าว ทิ้งกันซะงั้นน่ะ”

“เชิญตามสบายนะโยม”

หญิงสาวนั่งพักอยู่ชานบันไดขึ้นโบสถ์ ลมเย็นปะทะผิว ใบสักปลิวร่วงเกลื่อนพื้น – นั่งมองหลวงพี่ที่เพิ่งบวชได้สามวัน กวาดลานวัดอย่างใจเย็น จะหวะลากไม้กวาดครืดๆ

ครืดดดดดดดดดดดดดดดดดด

หญิงสาวผวาตื่นกับเสียงครืดดดด ของพัดลมที่กำลังหมุนติดชายผ้าคลุมบางๆ ที่เธอเอามารองนั่งแล้วชายปลิวเข้าไปม้วนกับใบพัดของพัดลมตั้งโต๊ะที่อยู่ไม่ห่าง

“ฝันอะไรพิลึก” เธอมองดูนาฬิกาข้างฝาเวลานั้นตีสี่ครึ่ง และหันกลับมาสนใจเรื่องสั้นที่กำลังเขียนค้างอยู่ ที่จริงมันก็ค้างอยู่อย่างนั้นสักระยะแล้ว – –

เหตุผลไม่กี่อย่างที่ทำให้เรื่องสั้นค้างนิ่งไม่ไหวติง คือ เฟซบุคกับซีรีย์เกาหลี ก็ในเมื่อชีวิตจริงมันโหดร้ายนักก็ต้องมีพักมีหลบจากโลกความจริงกันบ้าง แต่ความฝันที่เกิดขึ้นนั้นมันกวนใจเธอเกิน หรือบางทีอาจถึงเวลาที่ต้องเข้าวัดจริงๆ แล้วก็เป็นได้

ภาพของพระหนุ่มยังไม่จางหายไป แม้จะเลือนลางเหมือนมีหมอกจางๆ ปกคลุมเอาไว้ แต่ก็พอจะเห็นจีวรไหวๆ น่าสนใจไม่น้อย, ว่าแล้วก็เริ่มกางแผนที่ หลับตาจิ้มหาจังหวัดในเป้าหมายก่อนที่จะออกเดินทางไปเพื่อซื้อชุดถวายสังฆทาน และ หลอดไฟนีออนเหมือนในความฝัน ถึงบิ๊กซีซื้อของเสร็จกำลังจะจ่ายเงิน เงยหน้าขึ้นสบตากับพนักงานหนุ่ม

“เฮ้ย หลวงพี่” ชายหนุ่มผงะ ถอยไปสองก้าวด้วยกลัวว่าหญิงสาวจะใช้มีดจี้ เพราะเสียงเธอดังราวกับเจอผี

“นี่มันอะไรกัน” หญิงสาวไม่เชื่อสายตาตัวเอง นึกว่าฝันไปจึงตบหน้าตาเองเข้าฉาดใหญ่ – –

ตุ้บบบบบบบบบบ

เธอตกเตียง – ( อ้วน เสียงตกจึงดังตุ้บ )

ฝันซ้อนฝัน – – เดจาวู
บ้าไปแล้ว……………..

คืนวันอาทิตย์

สาเหตุเนื่องมาจากต้นฉบับนวนิยายเรื่องล่าสุดที่ถูกตีกลับมาพร้อมคำแนะนำของบรรณาธิการเพื่อให้แก้ไขก่อนจะดำเนินการขั้นต่อไป ในชั่วโมงนั้นหญิงสาวนั่งมองต้นฉบับสองร้อยห้าสิบหน้าอย่างเซ็งๆ… ไม่มีแรงบันดาลใจและไร้พลังในการสร้างสรรผลงาน เธอเกือบจะวางมือจากงานเขียนแล้วด้วยซ้ำไป และถ้าไม่เพราะต้นฉบับเรื่องล่าสุดนั่น และระหว่างที่เธอพยายามจะค้นหาแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือสักเล่ม เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น“จะไปปั่นจักรยาน ไปด้วยกันมั้ย”
เสียงจากปลายสายเป็นชายหนุ่มเพื่อนสนิท หญิงสาวมองดูนาฬิกา เวลานี้คือเที่ยงคืนสิบนาที

“หือ… ตอนนี้เนี่ยนะ”

“ฮื่อ”

“โอเค”
แล้วไม่นานเธอก็เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดอยู่บ้านธรรมดา มาเป็นกางเกงจักรยานเสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ สวมหมวก และออกจากบ้านพร้อมจักรยานคู่ใจ โดยมีเขามาคอยอยู่แล้วที่หน้าบ้าน

สโนว์ไวท์ เป็นชื่อจักรยานโร้ดไบท์สีขาวหนึ่งในจักรยานสามคันที่เธอมีอยู่… เธอไม่ได้ใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักในชีวิตประจำวัน แต่เธอใช้จักรยานอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางใกล้ๆ หรือไม่ก็ใช้ในเวลาที่ต้องต่อรถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดินไปยังเป้าหมายอย่างเร่งด่วนเป็นต้น และโดยเฉพาะวันที่รู้สึกว่าชีวิต หดหู่ เหนื่อยหน่าย เต็มไปด้วยปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข การปั่นจักรยานทำให้เธอมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องเรื่องเดียวนั่นคือ ปั่นจักรยานอย่างไรให้ปลอดภัย ภาระที่แบกอยู่ถูกวางลง เมื่อสบายใจดีแล้วจึงกลับมาคิดหาหนทางแก้ปัญหาที่มีอยู่ นั่นเป็นวิถีทางที่เธอใช้… ตลอดมา

“เราจะไปไหนกัน”

“ไม่รู้สิ… ไปเรื่อยๆ ก่อนละกัน”

แล้วทั้งสองคนก็ออกเดินทาง หญิงสาวปั่นนำหน้า และชายหนุ่มปั่นตามมาข้างหลังทิ้งระยะห่างไม่กี่เมตร อากาศกลางคืนค่อนข้างเย็น ถนนกรุงเทพฯ ไม่มีรถวิ่งมากนัก แต่ก็ยังคงไม่ประมาทด้วยการใช้ถนนแบบถูกกฎจราจรคือถ้าติดไฟแดงก็ต้องหยุดแม้เวลานั้นถนนจะโล่งเพียงใดก็ตาม

“ไปริมแม่น้ำเจ้าพระยากันเถอะ”
ชายหนุ่มเอ่ยเป้าหมาย หญิงสาวเพียงพยักหน้าแล้วปั่นนำเช่นเคย อาจเป็นความเคยชิน – ที่เขาจะอยู่ข้างหลังตลอดตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนวันนี้ นับแล้วก็ครบปีพอดี

เธอยังจำได้ดีกับวันแรกที่ได้รู้จักกัน เป็นช่วงที่ใครๆ ก็เริ่มหันมาปั่นจักรยาน ซึ่งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม หญิงสาวมองว่านี่เป็นลางดี เพราะถือเป็นการเริ่มต้นที่คนกรุงเทพฯ จะมีอากาศดีๆ ไว้หายใจบ้าง ถ้าคนหันมาปั่นจักรยานเยอะขึ้น ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันมากขึ้น วันนั้นเป็นวันเปิดตัวจักรยานนำเข้ายี่ห้อหนึ่งซึ่งประกาศผ่านสื่อออนไลน์สำหรับใครที่อยากปั่นชมกรุงท่องเที่ยวชุมชนเก่าแก่ของสยามยามเย็น เธอเลือกทริปนี้เพียงแค่อยากถ่ายรูป “สยามยามเย็น” เท่านั้น วันนั้นเองที่เธอได้รู้จักกับเขา – ขณะที่เธอกำลังยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปอย่างสนใจ

“ผมว่าเราควรตามคนอื่นๆ ให้ทันดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจจะหลงทางหรือคลาดกันก็ได้” ประโยคที่ทำให้คนที่กำลังเมามันกับการกดชัตเตอร์ฉุนเฉียวขึ้นมา แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่าทำตามนั้น และหลังจากทริปนั้น ก็ดูเหมือนเธอจะเจอกับเขาอีกหลายครั้งในทริปต่างๆ ของจักรยาน ไม่รู้เพราะบังเอิญ หรือโชคชะตา และนั่นเองทำให้เธอจึงเริ่มสังเกตเขา ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา รูปร่างผอม ไม่สูงมากนัก และเธอเดาว่าบางทีเขาอาจจะเป็นสถาปนิก เป็นนักออกแบบ เป็นศิลปิน เป็นกวี หรือบางทีอาจจะเป็นครู แต่เขาไม่ใช่ทหารแน่ๆ ในทุกทริปที่เธอเจอเขาจะปั่นจักรยานอยู่เกือบท้ายสุด เพื่อคอยกั้นรถจากในซอยบ้าง คอยดูแลเมื่อมีคนบาดเจ็บ หรือกระทั่งคอยอยู่เป็นเพื่อนเมื่อมีใครปั่นต่อไปไม่ไหว… นั่นกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เธอแอบมอง

การได้แอบมองใครสักคนโดยเขาไม่รู้ตัวเป็นเรื่องโรแมนติกสำหรับเธอ.. เขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเธอคิดอย่างไร และเธอเองก็ไม่จำเป็นต้องก้าวข้ามเส้นโรแมนติกนี้ไปที่ไหน แค่ได้รู้สึกดีๆ เท่านี้ก็สุขใจ แต่ก็แปลก ดูเหมือนเทวดาจะไม่ได้เป็นใจแค่ที่พอใจ เพราะในทริปถัดมาเทวดาก็แผลงฤทธิ์

“รถเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
เมื่ออยู่ๆ เธอจอดจักรยานนิ่งไม่ขยับไปไหน

“รถไม่เป็นไร แต่ว่าคนอ่ะน่าจะเป็น”

“งั้นก็เข้าหลบในร่มก่อน”
ทริปนั้นเป็นการปั่นจักรยานทริปพิเศษต่างจังหวัดทริปแรกของเธอกับ “เนินซึมๆ” ที่ฟังจากชื่อแล้วไม่น่าจะเป็นเนินสูงแต่กลายเป็นเนินพิฆาตสำหรับนักปั่นขาอ่อนให้ต้องจูงเดินมาหลายราย
และเธอก็คือหนึ่งในนั้น

“คุณไปเถอะ เดี๋ยวฉันรอรถเซอร์วิสก็ได้ค่ะ”

“ไม่เป็นไร ผมรอเป็นเพื่อน”

“เดี๋ยวตามคนอื่นไม่ทันนะ”

“ผมไม่ได้ปั่นตามใคร”

“สงสัยจะเป็นเพราะอากาศร้อนและนอนไม่พอ เลยทำให้ไม่สดชื่นเท่าที่ควร”

“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องพักผ่อน นั่นแหน่ะรถเซอร์วิสมาพอดี”

“ขอบคุณมากนะคะ… เอ่อ ฉันชื่อ พิณสาย ค่ะ”

“ผมชื่อ วฤณ ครับ หายไวๆ นะ แล้วพบกันครับ”

นั่นเป็นการเริ่มต้นมิตรภาพดีๆ ของเธอกับเขา แต่ก็เพียงแค่ความเป็นเพื่อนที่ดีเท่านั้น แต่นั่นก็ทำให้ทั้งเขาและเธอมีเพื่อนดีๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเป็นเพื่อนปั่นจักรยานด้วยกัน เธอชอบปั่นจักรยานกลางคืน แต่ด้วยเพราะเรื่องของความปลอดภัยทำให้เธอไม่ค่อยได้ออกไปไหนต่อไหนคนเดียวนัก กระทั่งได้รู้ว่า วฤณ เองก็ชอบปั่นจักรยานกลางคืนเช่นกัน ทั้งคู่จึงกลายเป็นคู่หูกันโดยปริยาย หลายครั้งทั้งคู่นัดกันปั่นจักรยานไปดูหนัง ไปทานข้าว หรือกระทั่งไปทัวริ่งไกลๆ บางทีคงเพราะเธอเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องมาก และอาจเพราะสิ่งที่ชอบเหมือนกันจึงทำให้เข้ากันได้ง่ายๆ

บนสะพานพระรามแปดริมเจ้าพระยา ทั้งคู่นั่งหย่อนขามองไปยังปลายทางที่อยู่ไกลออกไปข้างหน้า ความใกล้ชิด สนิทสนมทำให้มีเรื่องราวมากมายมาบอกเล่าให้ฟัง

“ทำไม วฤณ ถึงไม่มีแฟน”

“ถึงผมจะไม่มีแฟนแต่ผมก็มีคนที่ผมชอบนะ”

“จริงดิ ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังมั่งเลย”

“ก็พิณไม่เคยถามผมนี่”

“ถ้างั้น… ถามเลยละกัน คนที่ วฤณชอบ… เค้าเป็นใคร เป็นยังไงหรือ”“เป็นหญิงสาว น่ารัก ผิวขาว ตัวเล็ก ปั่นเมาเทนไบท์ เธอเป็นเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ซอยอารีย์ บังเอิญผมนัดลูกค้าแถวนั้นเพื่อจะเอาแบบบ้านไปให้ดู ลูกค้าเป็นคนนัดผมที่ร้านกาแฟร้านนั้น พอผลักประตูหน้าร้านเข้าไป ต้องทึ่งมาก เพราะร้านกาแฟเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดเป็นจักรยานฟิกซ์เกียร์สีบลูพาสเทล จอดสงบนิ่งอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะนั่ง แล้วผมก็ไปที่นั่นอีกสองสามครั้งจนกระทั่งคุ้นเคยกับร้านนั้นและได้รู้ว่าเจ้าของร้านเป็นนักปั่นตัวยงคนหนึ่ง… ตอนนั้นผมก็แค่แอบชอบเธอเท่านั้นแหละ จนได้คุยกันเรื่องจักรยาน ถึงได้รู้ว่าเราคอเดียวกัน มีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง จนเหมือนกับมองเห็นตัวเองในกระจก”

“แล้ว วฤณ บอกเธอหรือเปล่าว่ารู้สึกกับเธอยังไง”

“ไม่หรอก ผมไม่กล้าบอก… ที่จริง เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว”

“แล้วเธอไม่มีแฟนเหรอคะ”

“ผมคิดว่าเธอคงเคยอกหักแบบสาหัสมาก่อน เลยทำให้เธอไม่กล้ารักใครอีก”

“บางที เธออาจจะรอให้ วฤณ พูดก็ได้นะ”

“ถ้าการบอกรักแล้วทำให้มิตรภาพไม่เหมือนเดิม ผมขอไม่บอกดีกว่า” ประโยคของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลบๆ ในหัวใจ… เพราะมันไม่ได้ต่างกันเลยกับที่เธอรู้สึกกับเขา – หลายครั้งที่เธออยากบอกความรู้สึกออกไป แต่ถ้าหากบอกไปแล้วต้องถูกปฏิเสธก็สู้ไม่พูดอะไรเลยดีกว่า

“แล้วพิณล่ะ – ทำไมถึงยังไม่มีใคร”

“พิณก็คงเหมือน วฤณ นั่นแหละค่ะ… การที่ได้อยู่ใกล้ ได้มองเห็นคนที่เรารักอยู่เสมอ บางทีอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักกันก็ได้มั้งคะ – – เหมือนเราสองคนไง” จบประโยคให้คิดต่อ หญิงสาวไม่รู้หรอกว่า “หมาก” ที่เธอวางเอาไว้นั้นเขาจะไปคิดต่ออย่างไรหรือเปล่า แต่การได้บอกกลายๆ ว่าเธอคิดอย่างไร ก็สบายใจแล้วที่ได้พูด

นาฬิกาบอกเวลาตีสอง ทั้งคู่ปั่นกลับเส้นทางเดิม… วฤณ แยกตัวกลับบ้าน พิณสายอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และเริ่มต้นแก้ไขต้นฉบับนวนิยายอีกครั้ง….

เรื่องเล่าของวันธรรมดา

ไม่มีอะไรมากไปกว่า การได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง, จะหายไปไหนได้อย่างไร ในเมื่อสังคมส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตอยู่บนพื้นที่แห่งนี้, โลกเรา – – ถ้าอยากเหยียบเท้าลงบนดิน ก็แค่เดินออกไป, ถ้าอยากพูดคุยทักทายก็แค่เอ่ยปาก… ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย..

ณ วันนี้

ชีวิตช่างสุข

แต่ก็นั่นแหละ,

เหรียญมีสองด้าน ทุกข์สุขมาคู่กันเสมอ – –

แค่ “ผลัดกันมา” เท่านั้นเอง

จดหมายรัก หน้า ๘๙

รูปภาพ

 

 

ถึงภูริน

สวัสดีจ้ะภูริน, เป็นยังไงบ้างการทำงาน ชีวิตส่วนใหญ่คงราบรื่นและมีความสุขดีนะจ๊ะ ปิ่นเพิ่งกลับจากงานหนังสือมา ซื้อหนังสือน่าอ่านมาหลายเล่ม และหนังสือหลายเล่มก็อยากให้อ่านมาก อยู่ไกลถึงกลางทะเลคงไม่ค่อยมีโอกาสได้หาหนังสือใหม่ๆ อ่านก็เลยส่งหนังสือมาให้อ่านก่อน ๑ เล่ม เป็นหนังสือที่ได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือปีล่าสุด แน่นอนว่าปกติต้องไปงานหนังสือทุกปี และเผลอๆ บางปีก็ไม่ได้เป็นแค่คนอ่านเพราะมีสถานะเป็นคนเขียนด้วย การเป็นนักเขียนเป็นความสุขอย่างหนึ่ง และต่อให้เขียนแล้วไม่มีคนอ่านก็ยังมีความสุขที่ได้เขียน จะปวดใจบ้างเล็กน้อยก็เมื่อเห็นหนังสือของเราไปเลหลังลดราคาเหลือเล่มละสิบ ยี่สิบบาท ในงานนั่นแหละ แต่ก็ยอมรับได้นะ เพราะรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติของโลกอยู่แล้ว เราต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ไม่ว่านั่นจะเป็นช่วง ขาขึ้น หรือขาลง ก็ตาม

งานหนังสือปีนี้มีหนังสือใหม่ๆ เยอะมาก มีนักเขียนหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกปีและนักเขียนหน้าเดิมที่ฝีมือติดลมบนเหมือนว่าวจุฬากลางอากาศมีแฟนคลับหนาแน่นแถวยาวไปถึงประตูเพื่อรอขอลายเซ็นก็มีเช่นกัน นักเขียนบางคนมานั่งเคาะปากกาเล่นเพียงเพราะไม่มีนักอ่านมาขอลายเซ็นก็เห็นเยอะ นักอ่านที่เบียดเสียดตัวเองเพื่อให้เข้าไปในบูธสำนักพิมพ์ที่หมายตาไว้ บางนักอ่านก็มาหาหนังสือที่น่าสนใจเอาข้างหน้า และอีกกลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีมาอย่างเงียบๆ ในงานหนังสือเสมอคือแฟนคลับของนักเขียนที่งานหนังสือคือจุดนับพบของพวกเขาเพื่อทำกิจกรรมร่วมกับนักเขียนคนโปรด โลกของหนังสือจึงตื่นตาตื่นใจเสมอ

และถึงแม้จะห่างเหินสถานะ “นักเขียน” ไปพักใหญ่แล้วแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เขียนหนังสืออีกต่อไป แน่นอนว่า ถ้าหากคนเรารักในสิ่งใดแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะถอนตัว เช่นกัน หากเรารักในใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ถอนใจ

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือของนักเขียนคนโปรด ปิ่นจะซื้อหนังสือของนักเขียนผู้นี้ทุกครั้ง หลายเล่มชอบในเนื้อหา หลายเล่มชอบในสำนวน และหลายเล่มชอบในแนวคิด เราอาจจะรู้จักใครสักคนด้วยการสนทนา พูดคุยและทำความรู้จักด้วยวิธีต่างๆ แต่ใช้ไม่ได้กับนักเขียน เพราะนักเขียนเป็นบุคคลจำพวกพิเศษ และมักจะมีสิ่งที่พิเศษที่ยากจะเข้าใจได้จากเพียงแค่อ่านหนังสือของเขา เล่มนี้เป็น ผู้เขียนคือ วินทร์ เลียววาริณ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุม ชื่อ “ร้อยคม” ที่อ่านแล้วบางเรื่องก็เดาเนื้อหาออกตั้งแต่แรก บางเรื่องก็หักมุมจนรู้สึกเหมือนโดนหักคอ แต่ที่สำคัญคือ หนังสือเล่มนี้ทำให้ปิ่นเกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนหนังสืออีกครั้ง หลังจากที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนต้นไม้กระถางเฉาๆ พร้อมตายแต่อยู่ๆ ฝนหลงฤดูก็เทกระหน่ำลงมา ต้นไม้กระถางเลยได้โอกาสฟื้นตัวเมื่อมีแสงแดดเบาบางกระทบใบในยามสาย

เขียนจดหมายมายาวๆ แบบนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าระลึกถึง หลังจากที่ภูรินสอบได้เป็นนักบินสมใจแล้วเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก แต่เป็นอันเข้าใจได้ว่าเรียนหนักพักน้อยและไม่ค่อยว่าง ทั้งยังอยู่ห่างตั้งหลายไมล์ทะเล อย่างไรก็ดี รักษาสุขภาพกายและใจให้สมดุลอยู่เสมอ เจ็บป่วยรีบรักษาและตั้งใจทำงานนะจ๊ะ

ปล. ฝากจดหมายและหนังสือมากับรุ่นพี่ กองบิน ๕๓ ซึ่งรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะฝากต่อ และ ฝากต่อจนถึงมือ ดังนั้นจดหมายและหนังสือจึงขึ้นอยู่กับ “ดวง” มาก หากได้รับแล้วตอบกลับทาง อีเมลล์ ที่แนบมานี้ด้วยนะจ๊ะ

ด้วยความคิดถึง / ปิ่นมุก

ผ่านไปถึง ๒ เดือนปิ่นมุกจึงได้รับอีเมลล์ไม่คุ้นฉบับหนึ่ง เธอเปิดอ่านอย่างตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าต้นทางที่ส่งคือภูริน

ถึงปิ่นมุก

ขอบคุณมากครับสำหรับหนังสือ กว่าจะเดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาก็ใช้เวลาอยู่นานโข ดีใจมากที่มีหนังสืออ่าน ชีวิตการทำงานก็สนุกดี ไม่ต่างกับขับรถเมล์เท่าไหร่ เว้นแต่ไม่ได้อยู่บนพื้นดินแต่อยู่บนอากาศ เหนือพื้นน้ำไม่สูงนัก ไม่อยากมองลงไปบนพื้นน้ำสักเท่าไหร่ เพราะมองลงไปทีไรก็เสียวสันหลังวาบทุกที แต่ข้อดีของการเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์คือไม่ต้องอยู่กับที่นานนัก มักต้องเดินทางอยู่เสมอ บางทีก็เผลอนึกว่าเป็นนกจะโผลงไปจับฉลามในทะเลอยู่บ่อยๆ ( ล้อเล่นนะ) อ่านจบแล้วสำหรับ ร้อยคม เป็นหนังสือที่กระแทกหัวใจอย่างแรง จนทำให้อยากอ่านเล่มอื่นๆ ขึ้นฝั่งไปครั้งหน้าจะต้องหามาอ่านสักตั้งแล้ว

ขอบคุณมากสำหรับจดหมายและขอโทษด้วยที่ไม่ได้ส่งข่าวเลย รักษาสุขภาพด้วย / ภูริน

จากจดหมายฉบับแรกเป็นสองสามสี่ห้าและเผลอประเดี๋ยวเดียวจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นร้อยฉบับ เรื่องราวมากมายที่ต่างคนก็ต่างเล่าความเป็นไประหว่างที่ห่างกัน ปิ่นมุกรู้สึกดีกับภูรินมากขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า ภูรินเป็นคนหนุ่มที่มีความมุ่งมั่นในการใช้ชีวิต วางแผนการใช้ชีวิตมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เขาตั้งใจจะเป็นนักบิน และแม้ชีวิตจะพลิกโผ แปรผกผันไปในทิศทางที่ไม่คาดคิดแต่สุดท้ายแล้วเส้นชีวิตก็มาสมปรารถนาที่ตั้งไว้ ความสนิทสนมของเธอกับเขาคือช่วงที่เขาทำงานที่เดียวกับเธอ ไม่นานเขาก็ลาออกไปเดินตามความฝัน แต่ก่อนหน้านั้น ภูรินเป็นเหมือนแรงบันดาลใจของเธอเช่นกัน

ภูรินกับปิ่นมุกไม่ได้เป็นคนรักกัน ไม่เคยเป็นคนรักกัน แม้ “บางคน” จะรู้สึกมากกว่านั้นก็ตาม แต่ก่อนที่ภูรินจะลาออกไปเป็นนักบินเขาเคยถามปิ่นมุกว่า เธอรู้สึกอย่างไรกับเขา เธอตอบมาว่า “เป็นเพื่อนกันนั่นแหละดีแล้ว” ตอนนั้นภูรินเก็บทุกความรู้สึกไว้กับตัวแล้วออกเดินทาง หญิงสาวไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเขาคิดยังไงกับเธอ กระทั่งมีจดหมายจากเธอนั่นแหละ ทุกอย่างจึงถูกเปิดเผย

“นายจะไม่ตอบเธอจริงๆ เหรอ” เพื่อนหนุ่มนักบินถามขึ้นหลังจากที่อ่านจดหมายของปิ่นมุกจบ

“ไม่ล่ะ ไม่อยากให้ณาดาเข้าใจผิด” ชื่อนั้นเป็นชื่อของคนรักของภูริน เขาเพิ่งคบกับเธอได้ไม่นานนัก รักจึงหวานชื่นเป็นสีชมพู เขาไม่อ่านจดหมายของปิ่นมุกด้วยซ้ำ ห่อหนังสือวางอยู่อย่างนั้นตั้งแต่วันแรกที่มันเดินทางมาถึงเมื่อเกือบสองเดือนก่อน

“แล้วหนังสือนี่…”

“เอาไปอ่านเหอะ… เราไม่อ่านหนังสือพวกนี้หรอกนายก็รู้นิ่” ภูรินเพียงชายหางตามอง ไม่แตะแม้สักนิด

“แล้วจะทำยังไงกับจดหมายนี้ล่ะ”

“นายก็ตอบไปเลย” คนเป็นเพื่อนยักไหล่ หยิบหนังสือติดมือไปด้วย เขาอ่านจนจบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตอบจดหมายเธอ นั่นเป็นที่มาของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หลายร้อยฉบับที่ตอบโต้กันไปมาระหว่างภูริน (ปลอมๆ) กับหญิงสาวชื่อปิ่นมุก ซึ่งคุยกันถูกคอในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนังสือ หนัง เพลง โน่น นี่ นั่น จนกระทั่งหญิงสาวเอ่ยปากสารภาพ

“ที่เคยพูดว่าเป็นแค่เพื่อนกันนั่นแหละดีแล้ว ที่จริง ไม่ได้คิดแค่เพื่อนเลย ภูรินคงไม่รู้หรอกว่าปิ่นตกหลุมรักภูรินตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่เพราะรู้ตัวว่าไม่มีอะไรดีพอจะไปเทียบกับใครได้ อีกอย่างก็คิดว่าคนอย่างปิ่นน่ะ ภูรินไม่มีวันชายตาแลหรอก ตอนนี้ปิ่นอยากบอกว่าปิ่นชอบภูรินมาก และชอบมานานแล้วด้วย ขอโทษนะที่บอกตอนนี้ แต่นั่นเป็นเพราะหลังจากที่ได้คุยกันทางอีเมลล์ ได้รู้ว่าเรามีอะไรที่เหมือนๆ กันมากมาย เข้าใจกัน และที่สำคัญภูรินทำให้ปิ่นมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น” หลังจากอ่านเนื้อความนี้จบ ภูรินปลอมๆ ถึงกับอึ้ง, เขาบอกกับภูรินตัวจริง ว่าปิ่นมุกคิดอย่างไร แต่ภูรินตัวจริงก็ดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับปิ่นมุกอีกเลย นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มสงสารเธอ… และมากกว่านั้นคือเขาเองก็ชอบเธอเช่นกัน เมื่อถึงครบกำหนดพัก เขาจึงเดินทางเข้ากรุงเพื่อไปพบกับปิ่นมุก และไม่ลืมที่จะหยิบหนังสือชื่อ “ร้อยคม” ติดมือไปด้วย เมื่อถึงที่นัดหมายเขาพบว่าปิ่นมุกนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มเดินไปยังเป้าหมาย

“สวัสดีครับ ผมชื่อ นนทณัฐ เป็นเพื่อนของภูริน” ปิ่นมุกแปลกใจเมื่อคนที่มาตามนัดไม่ใช่คนที่นัดไว้

“ก่อนอื่นผมอยากให้คุณอ่านจดหมายฉบับนี้ และเรื่องสั้นในเล่มนี้ หน้า ๘๙ ครับ ระหว่างนี้ผมขอตัวไปทำธุระส่วนตัวสักครู่ และจะกลับมาหลังจากที่คุณอ่านจบแล้ว” นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวแปลกใจมากยิ่งขึ้น แต่เธอก็รับจดหมายมาอ่านแต่โดยดี

ถึงปิ่นมุก

ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้นะครับ ผมดีใจที่เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และแน่นอนว่ามันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป / ภูริน

ปิ่นมุกจิบกาแฟที่วางอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังงุนงงและสงสัยว่าเนื้อความในจดหมายนี้ต้องการสื่ออะไร ไม่นานเกินไป นนทณัฐก็กลับมาและนั่งลงตรงข้าม

            “ผมคือตัวละครในหนังสือหน้า ๘๙ ผมเป็นคนเขียนจดหมายถึงคุณทั้งหมด” เท่านั้นเองเรื่องราวทั้งหมดของเรื่องสั้น “จดหมายรัก” หน้า ๘๙ ในหนังสือ ร้อยคม ของ วินทร์ เลียววาริณ ก็พรั่งพรูเหมือนสายฝน นั่นหมายความว่า คนที่ปิ่นมุกเข้าใจว่าเป็นภูรินตลอดมาคือคนที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ – –

แรงบันดาลใจ : จากหนังสือ รวมเรื่องสั้น วินทร์ เลียววาริณ ชื่อ “ร้อยคม” เรื่อง จดหมายรัก หน้า ๘๙ / และ “ภควัส”